บทที่ 17 บทที่ 4 ตัวอันตราย - 100%

เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่หมู่บ้านนี้ใหม่ ๆ เธออายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น และนฤบดินทร์อายุสิบสอง หญิงสาวจำได้ว่าช่วงปีแรกที่เขาย้ายมา เขาต่อยตีกับเด็กผู้ชายในหมู่บ้านหลายครั้งมาก สาเหตุก็มาจากเด็กผู้ชายกลุ่มนั้นมักชอบล้อเลียนเรื่องหน้าตาของเขาว่าสวยเหมือนผู้หญิง เธอเองก็ไม่ชอบให้ใครมาล้อเขาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากวิ่งไปฟ้องบิดากับมัลลิกา พี่สาวของเขาและเป็นว่าที่แม่เลี้ยงของเธอด้วยเพื่อให้มาช่วยเขาจากเด็กกลุ่มนั้น ใครจะรู้เล่าว่าพอพวกเธอกับบิดามาถึงสถานที่เกิดเหตุแล้ว กลับกลายเป็นว่าเด็กผู้ชายทั้งสามคนถูกนฤบดินทร์ซัดจนลงไปนอนหมอบกับพื้น ในขณะที่เจ้าตัวแค่หอบเบา ๆ ด้วยความเหนื่อยเท่านั้น

“ซื้อสิ พี่ดินซื้อของให้พราวตั้งเยอะ พราวถึงได้อยากเก็บทุกอย่างไว้ให้ดีที่สุด”

“อยากกินข้าวผัดไส้กรอก ทำให้กินหน่อยสิ” จู่ ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมา เธอจึงรีบตอบรับทันที

“ได้ ๆ บ้านพี่ดินมีไส้กรอกไหม ถ้าไม่มีพราวจะได้เอาจากในครัวไปทำให้” หญิงสาวบุ้ยหน้าไปทางห้องครัวของบ้านตัวเอง

“ไม่มีอะไรสักอย่างหรอกก็น่าจะรู้อยู่ พราวทำจากที่บ้านเนี่ยแหละ ทำเสร็จแล้วค่อยเอาไปให้น้า หรือจะให้เจ้าพายกับพีทเอาไปให้ก็ได้ เร็วหน่อยละกัน ตื่นมายังไม่ได้กินอะไรเลย”

พราวนภาอดค้อนใส่เขาไม่ได้ คงไม่มีใครหน้าไหนน่าหมั่นไส้เท่าผู้ชายตรงหน้าเธออีกแล้ว มีอย่างที่ไหน มาขอร้องคนอื่นทำอาหารให้ตนกินแท้ ๆ แต่ก็ยังไม่วายพูดออกมาเป็นประโยคคำสั่งจนได้

“เจ้าค่ะคุณชาย ทำเสร็จแล้วจะรีบไปเสิร์ฟให้เลยเจ้าค่ะ” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นยืน ขณะที่กำลังจะเดินออกจากศาลาก็ได้ยินเสียงเอื่อยเฉื่อยของเขาพูดขึ้นลอย ๆ

“เอาไปวางบนโต๊ะกินข้าวนั่นแหละนะ ไม่ต้องขึ้นไปบนห้องน้าล่ะ เดี๋ยวเจอของดีเข้าอีกแล้วจะหาว่าน้าไม่เตือน”

พราวนภาหันขวับไปมองเขาทันที ใบหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาจนรู้สึกได้ เธออุตส่าห์ทำเป็นลืมไปแล้วเชียวแต่เขาก็ยังอุตส่าห์มาย้ำเตือนความจำกันอีก...คนนิสัยเสีย!

นฤบดินทร์เดินกลับมาบ้านตัวเองอย่างอารมณ์ดี ชายหนุ่มเปิดตู้เย็นแล้วต้องนิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะบรรดาเครื่องดื่มที่เห็นอยู่ นอกจากเบียร์กระป๋องแล้วก็มีเพียงน้ำเปล่าครึ่งขวดแช่ไว้ นอกนั้นเป็นของว่างและเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ที่มารดาซื้อมา เขามองขวดเปล่าที่วางกองอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ สุดท้ายจึงเดินไปกรอกน้ำใส่ขวดแล้วนำมาแช่ตู้เย็นด้วยตัวเอง

เขายอมรับว่าตนเคยตัวเสียแล้วกับการที่มีมารดาจัดแจงอะไรให้ทุกอย่างในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้หรืออาหารการกิน อาจเพราะเขาเป็นบุตรชายคนเล็กด้วยกระมัง บิดามารดาจึงค่อนข้างตามใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งพอพวกท่านไม่อยู่ การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเขาจึงค่อนข้างขลุกขลักพอสมควร ตั้งแต่น้ำดื่มในตู้เย็นไม่มีเพราะเขาลืมกรอกน้ำใส่ขวด ไปจนกระทั่งห้องครัวมีกลิ่นเหม็นเน่าเพราะเขาลืมเอาขยะไปทิ้ง

โชคดีที่มัลลิกา พี่สาวของเขาอยู่บ้านติดกัน อีกฝ่ายจึงมาช่วยจัดการให้บ้างเป็นบางครั้งบางคราว แต่อีกไม่นานตนต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศแล้ว เห็นทีคงต้องแก้นิสัยของตัวเองในเรื่องนี้ให้ได้

ขณะที่กำลังนั่งรอข้าวผัดจากพราวนภา เสียงกริ่งจากหน้าประตูรั้วก็ดังขึ้นในบ้าน ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย คิดว่าไม่ใช่หญิงสาวแน่นอนเพราะเธอจะเข้าบ้านหลังนี้ได้จากประตูเชื่อมระหว่างสองบ้านอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกดกริ่งเรียกจากหน้าบ้าน ครั้นพอมองออกไปแล้วเห็นว่าเป็นใครก็ได้แต่ส่ายศีรษะช้า ๆ พลางถอนหายใจแผ่ว

เขานำขวดน้ำที่กรอกเรียบร้อยแล้วเข้าตู้เย็นก่อนจะเดินออกไปเปิดประตูรั้วให้เพื่อนสนิททั้งสามคนที่ยืนยิ้มหน้าสลอนพร้อมกับถุงกับแกล้มและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“อะไรกันเนี่ยพวกมึง จะเมากันแต่หัววันเลยรึไงวะ” นฤบดินทร์เปิดประตูรั้วออกกว้างเพื่อให้เพื่อนนำรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดด้านใน

“เออสิวะ มึงนี่โคตรคิวทองเลยนะไอ้ดิน จะก๊งเหล้ากับมึงแต่ละทีนี่เจอตัวยากฉิบหาย วันนี้พวกกูเลยต้องมาดักมึงแต่ไก่โห่นี่แหละ” เกม ณวัฒน์ชูถุงกับแกล้มและขนมขบเคี้ยวขึ้นมาในระดับสายตา

“พ่อกับแม่มึงไม่อยู่บ้านทั้งทีก็ต้องปาร์ตีกันหน่อยสิวะเพื่อน ไหน ๆ มึงก็จะไปอเมริกาแล้วนี่หว่า” บาส ภราดรเดินเข้าบ้านมาหลังจากจอดรถเรียบร้อยดีแล้ว

“ว่าแต่พี่มึงไม่อยู่ใช่ปะ” เจ จิตตินันท์พูดเสียงเบาพลางมองเข้าไปในตัวบ้านเพื่อมองหามัลลิกา เมื่อเห็นนฤบดินทร์พยักหน้าแทนคำตอบจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์กรุ้มกริ่มแล้วพูดต่อ

“ถ้าอย่างนั้นกูชวนสาว ๆ มาด้วยได้ไหมวะจะได้ครึกครื้น”

“ผู้หญิงที่ไหนของมึง” นฤบดินทร์ถามอย่างไม่ใส่ใจ เพราะอย่างไรเสียทั้งสามคนนี้ก็คบหากันมาตั้งแต่เด็กเพราะเป็นเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกัน แม้ช่วงแรกที่ตนมาอยู่ที่นี่จะมีเรื่องต่อยตีกับทั้งสามคนนี้อยู่เสมอ ทว่าไป ๆ มา ๆ กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทเสียแล้ว

“มึงจำน้องอุ้มที่กูเคยพาไปทองหล่อวันโน้นได้รึเปล่า” จิตตินันท์ถามพลางวางของที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะกลางห้องรับแขก ขณะที่บาสกับเกมเดินไปหยิบจานชามและแก้วน้ำในครัว

“ใครจะไปจำได้วะ กูไม่เคยเห็นมึงพาผู้หญิงมาซ้ำหน้ากันสักคน”

นฤบดินทร์ยิ้มมุมปาก จากนั้นรอยยิ้มก็หุบลงเมื่อเห็นร่างคุ้นตายืนถือจานข้าวผัดอยู่หน้าประตูบ้าน และมองมาทางเขากับเพื่อนตาโต

เขาลุกพรวดขึ้นทันทีและเดินเข้าไปหาหญิงสาว แต่ภราดรกลับไวกว่าเขาเพราะรายนั้นรีบวิ่งไปยืนตรงหน้าแล้วรับจานข้าวจากมือเธอไปถือเสียเอง

“น้องพราวเอาข้าวมาให้ไอ้ดินมันหรือครับ พี่บาสช่วยถือนะ แล้วน้องพราวกินข้าวมารึยัง กินกับพวกพี่ได้นะ พวกพี่ซื้อของกินมาเพียบเลย เป๊บซี่ก็มีนะ...” ภราดรยังพูดไม่จบ จานข้าวในมือก็ถูกนฤบดินทร์แย่งเอาไปถือ ครั้นพอหันไปมองอีกฝ่ายก็เห็นสายตาพิฆาตที่เพื่อนส่งมาให้ เขาจึงได้แต่ปิดปากเงียบแล้วเดินถอยหลังกลับไปนั่งที่เดิม แต่กระนั้นก็ยังไม่วายยิ้มหวานให้สาวน้อยหน้าประตู

นฤบดินทร์ยืนเอาตัวบังพราวนภาให้พ้นจากการมองเห็นของเพื่อน ๆ ก่อนจะหันไปส่งสายตาปรามเพื่อนทุกคนที่นั่งอยู่ ทั้งสามคนจึงไม่กล้าพูดแซวหญิงสาวเพราะรู้กันดีว่าเพื่อนของตนหวงแหนหลานนอกไส้คนนี้มากแค่ไหน

“ขอบใจมาก กลับบ้านไปได้แล้วละ แล้ววันนี้ก็ไม่ต้องมาบ้านน้าแล้วนะเพราะน้ากับเพื่อนคงกินกันดึก”

นฤบดินทร์แตะหลังเธอแล้วดันเบา ๆ ให้เดินกลับไปทางเดิม พราวนภาจึงได้แต่พยักหน้าแล้วมองเขาตาละห้อยก่อนเดินจากไป ชายหนุ่มยืนมองจนเห็นว่าร่างของเธอพ้นไปจากประตูเชื่อมแล้วจึงเดินกลับเข้าไปในบ้านตามเดิม

“แหมไอ้ดิน หวงเข้าไปนะมึง แค่มองแค่คุยก็ยังไม่ได้ กูอยากจะรู้นักว่าตอนที่มึงไม่อยู่แล้วเนี่ย มึงจะมีปัญญามาห้ามกูไม่ให้จีบน้องพราวไหม”

ภราดรแกล้งพูดทีเล่นทีจริง เขาแอบลุ้นให้นฤบดินทร์มีแฟนเป็นตัวเป็นตนที่เมืองนอกเสียเลย จะได้เลิกหวงเลิกกีดกันตนเสียที เขาตั้งใจไว้ว่าช่วงที่นฤบดินทร์ไม่อยู่เมืองไทย ตนจะค่อย ๆ สานสัมพันธ์กับพราวนภาไปช้า ๆ รอจนกระทั่งเพื่อนรักไฟเขียวเมื่อไรค่อยเดินหน้าจีบเต็มที่เพราะนั่นหมายความว่านฤบดินทร์ไม่ได้คิดนอกลู่นอกทางกับหลานสาวนอกไส้คนนี้แล้ว เขาจึงมีหวัง แต่ถ้าเพื่อนรักยังมีความรู้สึกเดิม ๆ กับพราวนภาอยู่เขาก็ไม่คิดจะแย่งของรักของเพื่อน

“มึงพูดงี้มึงมาต่อยกับกูเลยดีกว่าไอ้บาส”

นฤบดินทร์พูดเนิบ ๆ ไม่ได้มีทีท่าโกรธเคืองอะไร แต่เพื่อน ๆ นั้นรู้กันดีว่าถ้าเป็นเรื่องต่อยตีนั้นอีกฝ่ายพูดจริงทำจริงเสมอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป