บทที่ 18 บทที่ 5 ให้ความรักเป็นหนังสือ - 25%

“ทำไมมึงไม่บอกน้องเขาให้เคลียร์ไปเลยวะไอ้ดินว่ามึงรู้สึกยังไง ถ้าเป็นกูนะเรียบร้อยไปแล้ว”

จิตตินันท์ถามไปตามตรงเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมนฤบดินทร์ต้องปิดปากเงียบเอาไว้ อีกทั้งเขาค่อนข้างมั่นใจว่าพราวนภาก็ชอบอีกฝ่ายเช่นกัน แต่เพื่อนตัวดีของเขากลับท่ามาก ปากแข็งไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

“เรียบร้อยอะไรของมึง แล้วทำไมกูต้องพูดให้เคลียร์ด้วย” นฤบดินทร์พูดทั้งที่ยังมีข้าวเต็มปาก

“กูอยากหาอะไรมาง้างปากมึงจริง ๆ เลยไอ้ดิน ไอ้คนปากแข็ง ระวังไว้เถอะมึง ปล่อยเอาไว้แบบนี้เดี๋ยวหมาก็คาบไปแดกจนได้ ตั้งสามสี่ปีเชียวนะเว้ยที่มึงไปอเมริกา กลับมาอีกทีถ้าเขามีแฟนแล้วจะร้องไม่ออก” ตอนที่พูดคำว่าหมา จิตตินันท์บุ้ยหน้าไปทางภราดรเพราะอีกฝ่ายก็กำลังเล็งจะจีบพราวนภาเช่นกัน

“แล้วมึงจะไปเตือนมันทำไมวะไอ้เจ มันไม่พูดก็ปล่อยมันไปดิ พอมันไปแล้วกูจะได้ทำคะแนนกับน้องเขา” ภราดรยิ้มร่า ส่งผลให้นฤบดินทร์ยกเท้าถีบขาด้วยความหมั่นไส้

“บอกพวกมึงไปก็ไม่เข้าใจหรอก ขี้เกียจอธิบาย”

นฤบดินทร์เข้าใจความหวังดีของเพื่อน แต่เขาก็มีเหตุผลของตัวเองที่ไม่บอกความรู้สึกของตนให้พราวนภาได้รู้ ใครไม่มาอยู่ในจุดเดียวกับเขาก็คงไม่เข้าใจ และมันก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่เขาจะต้องอธิบายเรื่องแบบนี้ให้เพื่อนฟัง

“แต่กูเข้าใจไอ้ดินมันนะเว้ย” ณวัฒน์วางกระติกน้ำแข็งไว้บนโต๊ะเพื่อความสะดวกในการหยิบใช้ จากนั้นก็ทรุดตัวนั่งบนโซฟาอีกตัวก่อนพูดต่อ

“มึงคิดดูนะ ตอนนี้ไอ้ดินกับน้องพราวเป็นญาติกัน บ้านก็อยู่ติดกัน ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมามันจะมองหน้ากันไม่ติดเลยนะมึง แล้วอีกอย่างนะ ตอนนี้น้องพราวกำลังจะขึ้นม.หก อีกหน่อยก็ต้องเข้ามหา’ลัย เราไม่รู้หรอกว่าตอนที่น้องเขาเรียนมหา’ลัยน่ะสังคมมันกว้างขึ้น เขาได้เจอคนอีกเยอะแยะแล้วเขาจะคบกับคน ๆ นั้นรึเปล่า ถ้าไอ้ดินมันบอกชอบน้องพราวไปตอนนี้ก็เหมือนกับผูกมัดเขาไว้น่ะสิวะ”

“อ้าว แล้วไม่ดีตรงไหนวะ เขาจะได้ไม่ไปคบกับคนอื่นไง” จิตตินันท์ยังคงไม่เห็นด้วย ณวัฒน์จึงพูดเสริม

“ไอ้ควาย! มันจะดีได้ยังไงวะ ผูกมัดเขาไว้ด้วยคำพูดแต่ใจน้องเขาไปอยู่กับคนอื่นแล้วเนี่ยนะ แล้วถ้า...อันนี้กูสมมตินะ สมมติว่าไอ้ดินมันบอกว่าชอบน้องเขาแล้วเกิดมีอะไรกันขึ้นมา พอไอ้ดินไปเมืองนอก ผ่านไปปีสองปีน้องเขาเจอคนใหม่สังคมใหม่แล้วเกิดชอบผู้ชายคนนั้นจนคบกัน พอไอ้ดินกลับมามันจะมองหน้ากันติดเหรอ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่มีปัญหาอะไร แต่นี่เป็นญาติกันนะโว้ย บ้านติดกัน ต้องเจอหน้ากันเกือบทุกวัน ไอ้ดินต้องแทนตัวเองว่าน้าทั้งที่นอนด้วยกันแล้วเนี่ยนะ และถ้าสมมติต่างคนต่างมีแฟนใหม่ มันจะไม่รู้สึกแปลก ๆ กันเลยหรือวะเวลาเจอหน้ากัน”

“เออว่ะ ไอ้เกมพูดถูก” ภราดรพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนจะหันไปพูดกับนฤบดินทร์ว่า

“ถ้าอย่างนั้นกูจะคอลไปถามมึงเรื่อย ๆ นะว่ากูจีบน้องพราวได้รึยัง ถ้ามึงโอเคเมื่อไรกูจะได้เดินหน้าต่อ”

“มึงไม่ต้องคอลมาถามกูหรอกเพราะคำตอบของกูก็เหมือนเดิม”

นฤบดินทร์พูดจบก็วางจานเปล่าไว้บนโต๊ะเพราะกินหมดพอดี จากนั้นก็ยกน้ำขึ้นดื่ม

ณวัฒน์พูดได้ตรงใจเขาทุกอย่างจนเขาไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม เรื่องของความรู้สึกเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเพราะเขาแคร์พราวนภามากถึงได้ทำอย่างนี้ ช่วงที่เขาไม่อยู่เมืองไทย เขาอยากให้หญิงสาวเติบโตขึ้นทั้งในด้านความคิดและวุฒิภาวะ เธอจะได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเองว่าความจริงแล้วรู้สึกกับเขาอย่างไรกันแน่ระหว่างญาติห่าง ๆ พี่ชายข้างบ้าน หรือคนรัก

และหลังจากที่เขากลับมาเมืองไทย ถ้าพราวนภายังมองเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะรักและเดินไปด้วยกัน เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะเป็นฝ่ายโอบเธอเข้ามาหาเอง

“โถ...ไอ้ดิน มึงพูดอย่างกับว่าไปอยู่ที่โน่นแล้วจะไม่มีแฟนเลยอย่างนั้นแหละ กูไม่เชื่อหรอกน้ำหน้าอย่างมึงน่ะ ไม่เกินหนึ่งเดือนมึงมีหญิงให้ควงแน่นอน” ภราดรแค่นยิ้มให้เพื่อน ในกลุ่มพวกเขานั้นนฤบดินทร์หน้าตาดีที่สุดจึงมีสาว ๆ มากหน้าหลายตามาวนเวียนอยู่ข้างกายไม่เคยขาด

ตั้งแต่รู้จักกันมา เขาไม่เคยเห็นนฤบดินทร์เป็นฝ่ายเข้าหาหรือจีบใครก่อน มีแต่ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายเข้ามาหาก่อนทั้งนั้น แต่ก็ใช่ว่าเพื่อนของเขาจะอ้าแขนรับไว้ทั้งหมด นฤบดินทร์จะเลือกเฉพาะคนที่นิสัยใจคอไปด้วยกันได้ ไม่เรื่องมาก หรือคบแล้วมีปัญหาน้อยที่สุด แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทุบทำลายสถิติหรือคบได้เกินสามเดือนเลยสักคน

“นั่นมันอีกเรื่อง” นฤบดินทร์ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจเพราะเขารู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไรอยู่

“ว่าแต่มึงคิดเอาไว้รึยังว่าเรียนจบกลับมาแล้วจะทำอะไร หรือจะเปิดบริษัทเอง ตอนนั้นเห็นมึงบอกว่าอยากเปิดบริษัทเอง”

ณวัฒน์ถามด้วยความสนใจเพราะตอนนี้มีตนเพียงคนเดียวที่ยังเป็นนักศึกษา เพราะเขาเรียนคณะสัตวแพทย์ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนหกปี ในขณะที่เพื่อน ๆ เรียนคณะอื่นใช้เวลาแค่สี่ปี

“คงทำงานบริษัทไปก่อนนั่นแหละ หาประสบการณ์ให้แน่นสักห้าปีสิบปีแล้วค่อยออกมาทำเอง”

นฤบดินทร์ตอบไปตามที่คิดเพราะครอบครัวของเขาไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเหมือนภราดรกับจิตตินันท์ บิดาของเขาเคยรับราชการที่กรมศุลกากร ส่วนมารดาก็ทำงานในบริษัทเอกชน และตอนนี้ท่านทั้งสองคนก็เกษียณแล้วทั้งคู่ แม้เขาจะหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการเทรดค่าเงินและเล่นหุ้น แต่เงินก้อนนั้นเขาก็ไม่ต้องการเอาไปเสี่ยงกับการเปิดบริษัทเพื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเอง เพราะในโลกของธุรกิจและการทำงานนั้น นอกเหนือไปจากประสบการณ์และคอนเนกชันแล้ว เงินก็เป็นส่วนสำคัญ หากสายป่านไม่ยาวพอ ธุรกิจก็อยู่รอดได้ลำบาก

“มันก็ต้องอย่างนั้นแหละวะ เปิดบริษัทเองใช้เงินเยอะจะตาย ไอ้ดินมันต้องเก็บเงินไว้แต่งเมียนะเว้ย เพราะดูท่าทางบ้านโน้นเรียกสินสอดมันหมดตัวแน่นอน ฮ่า ๆ” จิตตินันท์พูดจบ เพื่อนอีกสองคนก็ฮาครืนเพราะทุกคนรู้กันดีว่าภาวิน บิดาของพราวนภานั้นหวงบุตรสาวขนาดไหน

นฤบดินทร์ยิ้มอ่อนไม่พูดอะไรต่อ จิตตินันท์จึงเอ่ยถึงเรื่องที่ตนถามค้างเอาไว้ก่อนหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย

“แล้วตกลงกูโทร. เรียกน้องอุ้มกับเพื่อนมาที่นี่ได้รึเปล่าวะ สี่คนครบคู่เลยนะมึงสวย ๆ ทั้งนั้น มึงจำน้องปุ๊กกี้ได้ไหมไอ้ดิน เขาบอกว่าชอบมึงมากเลยนะเว้ย บ่นใหญ่เลยว่าให้เบอร์มึงไปแล้วแต่มึงไม่เคยโทร. หาเขาเลย ถ้าวันนี้มึงโอเคกูจะโทร. หาน้องอุ้มทันทีเลยเนี่ย”

“มึงจะเล่นเซ็กซ์หมู่ในบ้านกูรึไง ไม่ต้องเลย ปุ๊กกี้ไหนกูไม่รู้จัก จำไม่ได้ เรียกมาก็วุ่นวายเปล่า ๆ” นฤบดินทร์ปฏิเสธทันที เขาไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยคบหาด้วยเขาก็ไม่เคยพามาที่บ้านแม้แต่คนเดียว สาเหตุหลักก็เพราะเขาไม่ต้องการให้พราวนภาเห็น และอีกสาเหตุก็คือพื้นที่ส่วนตัวตรงนี้เขาสงวนไว้ให้สำหรับคนในครอบครัว และเพื่อนสนิทเท่านั้น

“หมู่อะไรเล่า ก็กูบอกอยู่นี่ไงว่าคู่ใครคู่มัน” จิตตินันท์พูดกลั้วหัวเราะเพราะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าเจ้าของบ้านไม่อนุญาตแน่นอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป