บทที่ 4 บทที่ 1 ความปรารถนาของพราวนภา - 75%

“แล้วแกล่ะ จะไม่คิดถึงหนูพราวบ้างหรือ” มัลลิกาอมยิ้ม แต่เจ้าตัวกลับขมวดคิ้วมุ่นพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย

“คิดถึงทำไม ปกติก็ต่างคนต่างอยู่กันอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันสักหน่อย”

“ถามจริง! แกไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์หนูพราวบ้างเลยรึไง สามปีเชียวนะที่จะไม่ได้เจอกัน” มัลลิกายังคงเย้าไม่เลิกจนชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาราวกับหงุดหงิดเต็มทีก่อนพูดว่า

“แล้วไง ต่อให้สามปีหรือสามสิบปีก็ไม่มีอะไรแตกต่าง มันก็ชีวิตใครชีวิตมันอยู่แล้ว พี่เลิกชงเถอะ ไม่ได้ผลหรอก”

“ชิ!” ไอ้คนปากแข็ง!

มัลลิกาเบ้ปากใส่น้องชายด้วยความหมั่นไส้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่านฤบดินทร์เองก็ใจหายและคงคิดถึงพราวนภาไม่น้อย แต่ไม่ยอมพูดความจริงออกมา เธอเป็นพี่น้องกับชายหนุ่มตรงหน้ามายี่สิบกว่าปีมีหรือจะเดาใจอีกฝ่ายไม่ออก เพราะหากนฤบดินทร์ไม่สนใจพราวนภาจริง เจ้าตัวก็จะแสดงออกด้วยการนิ่งเฉย ไม่ต่อปากต่อคำมาหลายประโยคแบบนี้แน่

“ก็ดี พี่จะได้เลิกกั๊กหนูพราวไว้ให้แก คราวนี้ถ้ามีคนมาจีบหนูพราวอีกพี่จะได้ปล่อยเลยตามเลย ไม่กันท่าไว้ให้แกแล้วเพราะแกเอ็นดูหนูพราวเหมือนน้องสาว โธ่เอ๊ย...นี่พี่เข้าใจผิดไปเองหรือเนี่ย”

เมื่อมัลลิกาพูดจบก็ได้รับสายตาพิฆาตจากน้องชายทันทีจนคนถูกเขม่นได้แต่หัวเราะแบบไม่มีเสียงที่แกล้งคนหน้านิ่งให้มีปฏิกิริยาตอบสนองได้สำเร็จ

สองพี่น้องคุยเรื่องอื่นกันต่อ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าก่อนหน้านี้ บริเวณหน้าประตูบ้านได้มีร่างของใครบางคนยืนเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น ก่อนจะก้าวเร็ว ๆ ไปที่ประตูเชื่อมตรงกำแพงระหว่างสองบ้าน และเมื่อเข้าเขตบ้านของตัวเอง ร่างนั้นก็วิ่งเข้าบ้านแล้วขึ้นห้องนอนไปด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่จะมีใครเห็นว่าตนกำลังร้องไห้

หญิงสาวล็อกประตูห้องเสร็จก็วิ่งไปทิ้งตัวบนที่นอนแล้วซุกหน้าลงกับหมอนเพื่อปิดกลั้นเสียงสะอื้นของตน แม้จะแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินแต่เธอก็เกรงว่าบรรดาน้อง ๆ จะเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาเห็นแล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

แต่สุดท้ายต่อให้ป้องกันเพียงใด น้องสาวตัวแสบของตนก็แอบเห็นจนได้

ภัทร์นรินท์เบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นพี่สาววิ่งร้องไห้มาจากบ้านนฤบดินทร์ เด็กหญิงย่องไปหน้าห้องของพราวนภาแล้วแนบหูกับประตูอย่างระมัดระวังแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ จึงรีบไปหาคู่แฝดของตนแล้วกึ่งลากกึ่งดึงภานุภัทร์ไปนั่งที่ศาลาไม้หน้าบ้านเพราะตรงนั้นไม่มีคน จากนั้นก็พูดเสียงเบาว่า

“เมื่อกี้เราเห็นพี่พราวร้องไห้ล่ะ” ภัทร์นรินท์บุ้ยหน้าไปทางบ้านของคุณตาคุณยายแล้วพูดต่อ

“พี่พราววิ่งร้องไห้มาจากบ้านโน้น”

ภานุภัทร์ทำตาโตด้วยความคาดไม่ถึง “น้าดินตีพี่พราวหรือ แล้วทำไมต้องตีล่ะ”

ภัทร์นรินท์กลอกตามองบนอย่างระอาพลางถอนหายใจ “เฮ้อ พวกผู้ชายนี่ความรู้สึกช้าเหมือนกันหมดจริง ๆ”

จากนั้นเด็กหญิงก็ทำหน้าจริงจังเหมือนผู้ใหญ่สอนเด็กแล้วพูดต่อ

“ก็น้าดินจะไปอเมริกาแล้วแต่พี่พราวไม่อยากให้ไป เราเคยได้ยินพี่พราวพูดกับน้าดินว่าอย่าไป แต่น้าดินก็บอกว่าจะไป พี่พราวก็เลยโกรธ”

จากนั้นภัทร์นรินท์ก็ยื่นนิ้วก้อยมาตรงหน้าคู่แฝดของตน

“พีท แกต้องสัญญามาก่อนว่าจะไม่เอาเรื่องที่เรากำลังจะพูดต่อไปนี้ไปบอกคนอื่น เรารู้กันแค่สองคนพี่น้องเท่านั้น”

“ได้” ภานุภัทร์ยื่นนิ้วไปเกี่ยวก้อยกับอีกฝ่ายทันที จากนั้นก็ยื่นหน้าไปรอฟังเมื่อเห็นคนตรงหน้ากดเสียงให้เบาลงกว่าเดิมและใช้มือป้องปากเวลาพูดด้วย

“พี่พราวชอบน้าดิน และเมื่อกี้ก็คงไปสารภาพรักกับน้าดินแต่ถูกน้าดินปฏิเสธ เหมือนในหนังไง”

ภานุภัทร์ได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยพลางแย้งว่า

“แต่เมื่อวานน้าดินก็ให้พี่พราวขี่หลังนะ”

ภัทร์นรินท์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยบ้าง “นั่นสิเนอะ เราก็เห็นน้าดินชอบแอบมองพี่พราวอยู่บ่อย ๆ”

“แล้วพวกเราจะช่วยแก้แค้นให้พี่พราวได้ยังไง”

ภานุภัทร์ทำหน้าขึงขัง ภัทร์นรินท์จึงเอานิ้วจิ้มหน้าผากอีกฝ่ายอย่างแรงจนหงายหน้าแล้วพูดใส่อารมณ์เบา ๆ ว่า

“จะบ้าหรือไง แก้แค้นอะไรกันเล่านั่นน้าดินนะ เขาเป็นน้าของพวกเรา”

“แล้วจะทำยังไงล่ะ” ภานุภัทร์คลำหน้าผากตัวเองป้อย ๆ พร้อมกับทำหน้ามุ่ย เด็กหญิงจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยและยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์พลางพูดว่า

“พวกเราต้องหาวิธีให้น้าดินมาง้อพี่พราวให้ได้ เรื่องวางแผนไว้ใจหัวหน้าพายได้เลย” ภัทร์นรินท์ตบอกตัวเองเบา ๆ ด้วยความมั่นใจ แต่ภานุภัทร์กลับกอดอกแล้วทำหน้าง้ำ

“วันนี้พายแพ้เรานะ เราต้องเป็นหัวหน้าสิ”

ภัทร์นรินท์ถลึงตาใส่คู่แฝดของตนแล้วโต้ว่า

“แล้วแกมีไอเดียดี ๆ หรือไง”

ครั้นพอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดอะไร เด็กหญิงจึงลุกขึ้นแล้วตบบ่าภานุภัทร์เบา ๆ

“ยอมรับซะเถอะพีท ยังไงเราก็เก่งกว่าอยู่ดี แบร่!” พูดจบก็เดินเข้าบ้าน ทิ้งให้คู่แฝดได้แต่นั่งทำหน้าบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์อยู่เพียงลำพัง แต่สักพักก็ลุกเดินเข้าบ้านตามไป

นฤบดินทร์ตื่นมาอีกครั้งในช่วงบ่าย หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าใครบางคนส่งข้อความมาหาอย่างที่เคยทำทุกวันบ้างหรือเปล่า

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่ากล่องข้อความจากพราวนภานั้นไม่มีข้อความใหม่เข้ามา ทั้งที่ปกติแล้วเจ้าตัวมักส่งมาคุยเล่นกับตนอยู่เสมอ แม้ว่าจะเจอหน้ากันบ่อยเพราะบ้านอยู่ติดกันก็ตาม และบางครั้งเธอก็บุกมาหาเขาถึงในห้องนอนด้วยซ้ำ

หรือจะไม่สบาย

แต่เมื่อเช้าที่เขาเห็นหญิงสาวเดินออกมาจากบ้านก็ดูปกติดี ไม่ได้มีท่าทีอย่างคนที่กำลังเป็นไข้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งพราวนภาก็แข็งแรงมาก เขาแทบไม่เห็นเธอป่วยเลย

เพราะความเป็นห่วงอยู่ลึก ๆ นฤบดินทร์จึงลองส่งข้อความไปหาเธอ ซึ่งน้อยครั้งมากที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายทักไปก่อนเช่นครั้งนี้

Din : อาการเป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม

ชายหนุ่มทำทีเป็นถามอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการเล่นสเกตของเธอ แต่รออยู่นานเจ้าตัวก็ไม่ตอบกลับ เขาจึงเดินลงไปชั้นล่างแล้วไปด้อม ๆ มอง ๆ บริเวณประตูเชื่อมเพื่อดูว่าพราวนภากำลังทำอะไรอยู่ที่สวนหน้าบ้านหรือเปล่า ปรากฏว่าเขาเจอแต่คู่แฝด หลานตัวแสบของเขานั่นเอง จะหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเสียงใสแต่แสบแก้วหูของภัทร์นรินท์ตะโกนเรียกชื่อเขาดังลั่นพร้อมกับวิ่งหน้าตั้งมาหาโดยมีภานุภัทร์วิ่งตามมาติด ๆ

“น้าดินเพิ่งตื่นหรือคะผมยุ่งเชียว นี่มันเที่ยงแล้วนะทำไมนอนเพิ่งตื่นล่ะ”

หลานสาวเงยหน้ามองเขา ชายหนุ่มจึงต้องยกมือขึ้นลูบผมของตัวเองลวก ๆ เพราะเมื่อครู่เขาลืมหวีผมก่อนลงมาที่นี่

“เลยเที่ยงมาแล้วต้องเรียกว่าตอนบ่ายสิ พายพูดผิด” ภานุภัทร์แย้งคู่แฝดของตนจึงได้รับสายตาพิฆาตจากอีกฝ่ายทันที

“พี่พราวไม่สบายหรือ” นฤบดินทร์ขี้เกียจตอบคำถามว่าทำไมถึงเพิ่งตื่นนอนจึงเอ่ยปากถามสิ่งที่ตนอยากรู้ก่อน

“พี่พราวไป...” หลานชายยังพูดไม่จบ หลานสาวก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“พี่พราวไปดูหนังกับเพื่อนค่ะ แต่พายว่าต้องไปกับแฟนแน่เลยเพราะพายเห็นพี่เขาคุยโทรศัพท์ไปก็ยิ้มไป เพิ่งออกไปไม่นานนี่เองค่ะ อาจจะกลับตอนกลางคืนก็ได้ เนอะพีทเนอะ” เด็กหญิงหันไปมองคนข้างตัว อีกฝ่ายก็รับลูกต่อทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป