บทที่ 8 บทที่ 2 หลานนอกไส้ - 75%
“เห็นไหมแก ฉันบอกแล้วว่าแกน่ะง้อเขาและตื๊อเขามากเกินไป แกต้องหัดเล่นตัว ทำเป็นหายหัวไม่ติดต่อเขาไปก่อนแบบนี้แหละ ให้เขาเป็นฝ่ายตามแกบ้าง แกจะได้รู้ไงว่าตกลงเขาคิดยังไงกับแกกันแน่”
“เขาส่งข้อความมาหาฉันก่อนแบบนี้แสดงว่าเขาก็คงชอบฉันเหมือนกันใช่ไหมแพม แต่วันนั้นที่ฉันแอบได้ยินเขาคุยกับคุณแม่ เอ่อ พี่สาวเขาน่ะ เขาพูดชัดถ้อยชัดคำเลยนะว่าไม่ได้คิดเกินเลยกับฉัน”
“แล้วแกคิดว่าผู้ชายปากหนักอย่างพี่ดินเขาจะยอมรับออกมาโต้ง ๆ รึไงว่าเขาชอบแก ขนาดฉันได้เจอเขาแค่ไม่กี่ครั้งฉันยังรู้เลยว่าเขาเป็นคนยังไง แล้วแกที่ตามเกาะแข้งเกาะขาเขามาตั้งแต่เด็กจะไม่รู้เลยหรือไงยะ”
“มันก็ใช่ แต่ฉันก็ไม่แน่ใจ...ว้าย! แก...พี่ดินโทร. มา กรี๊ด! ฉันควรทำไงดี” พราวนภาลุกขึ้นเดินไปมาอยู่ในห้องด้วยความตื่นเต้นเมื่อมีสายเรียกซ้อนเข้ามาจากนฤบดินทร์
“ห้ามรับนะแก ปล่อยให้สายตัดไปเลย” ภัทรวีเตือนเพื่อนเสียงเข้มมาตามสาย
“แต่ฉันอยากรับนี่นา ไม่ได้คุยกับเขาตั้งสามวันแล้วนะ ฉันคิดถึงพี่ดินน่ะ แค่นี้ก่อนนะแพม เดี๋ยวฉันโทร. ไปใหม่” พูดจบพราวนภาก็ตัดสายจากเพื่อนทันทีโดยไม่ฟังคำทัดทานของอีกฝ่าย จากนั้นก็กดรับสายของนฤบดินทร์
“ฮัลโหล”
“ทำอะไรอยู่” คำถามห้วน ๆ ของเขา แม้จะไม่ได้เห็นหน้ากันแต่พราวนภาก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ไม่ดี
“ติดสายคุยกับเพื่อนอยู่ พี่ดินมีอะไรรึเปล่า”
“จะกลับวันไหน” เขาไม่ตอบเช่นเคย และยิงคำถามมาอีก
“อืม...” พราวนภานึกอยากแกล้งคนขี้ดุจึงทำทีเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบไปว่า
“น่าจะอาทิตย์หน้านั่นแหละมั้ง ทำไมหรือ” เธอรู้อยู่แล้วว่าชายหนุ่มคงไม่ตอบคำถามเช่นเคย ทว่าคำพูดประโยคถัดมาของเขากลับทำให้หญิงสาวถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึง
“เดี๋ยวจะไปหาที่บ้าน แค่นี้นะ” เขาพูดจบก็วางหูทันที ขณะที่พราวนภายังนั่งมองโทรศัพท์อย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่ตนหูแว่วไปเองหรือเปล่าที่จู่ ๆ นฤบดินทร์ก็บอกว่าจะมาหาเธอที่นี่
“พูดจริงพูดเล่นเนี่ย ไม่ใช่สิ พี่ดินไม่ชอบพูดเล่น ก็หมายความว่าเขาจะมาจริง ๆ งั้นหรือ”
พราวนภาวิ่งไปซุกหน้ากับหมอนแล้วกรี๊ดออกมาสุดเสียงด้วยความตื่นเต้นดีใจ จากนั้นก็กุลีกุจอวิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดไว้ใส่ออกไปเที่ยวข้างนอกกับนฤบดินทร์
หญิงสาวใช้เวลาเลือกชุดและแต่งตัวอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง เสร็จเรียบร้อยก็รีบลงมารอชายหนุ่มในห้องนั่งเล่นข้างล่างซึ่งเวลานี้ชินดนัย สามีของจันทร์เจ้ากำลังนั่งเล่นอยู่กับรุ้งจันทรา บุตรสาวคนเล็กโดยมีเขตตะวัน บุตรชายวัยเจ็ดขวบนั่งดูการ์ตูนอยู่ใกล้กัน
“อ้าว หนูพราวจะออกไปข้างนอกหรือคะ” ชินดนัยถามหลานสาวเพราะเห็นอีกฝ่ายสะพายกระเป๋าลงมาด้วย
พราวนภายิ้มแหย สมองคิดหาคำตอบที่คิดว่าต้องตอบอย่างไร เรื่องที่นฤบดินทร์มารับตนที่นี่จะไม่รู้ไปถึงหูบิดา เพราะชินดนัยกับบิดาของตนนั้นเป็นเพื่อนรักกัน
“ใช่ค่ะลุงชิน คือว่า...เอ่อ...” เธอพูดได้แค่นั้น เสียงกริ่งจากหน้าประตูรั้วบ้านก็ดังขึ้น หญิงสาวชะเง้อไปดู เห็นผู้เป็นยายกำลังเดินไปตรงนั้นจึงรีบหันมาบอกชินดนัย
“คือว่าพี่ดิน เอ่อ...หนูพราวโทร. ให้พี่ดินพาไปซื้อของที่ห้างน่ะค่ะ สงสัยตอนนี้อยู่หน้าบ้านแล้ว”
ชินดนัยพยักหน้ารับรู้ มุมปากโค้งเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
“อ๋อ ตาดินน้องชายมะลิน่ะหรือ”
“ค่ะ” พราวนภายกมือไหว้ชินดนัยพร้อมกับพูดรัวเร็ว “ลุงชินขา ลุงอย่าบอกคุณพ่อว่าพี่ดินมารับหนูที่นี่นะคะ”
คนถูกขอร้องยิ้มด้วยความขบขัน “ทำไมให้พ่อเรารู้ไม่ได้ล่ะ ลุงว่าไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ก็ญาติกันทั้งนั้น”
“นะคะลุงชิน อย่าบอกคุณพ่อนะคะ” พราวนภาอ้อนวอนเสียงอ่อน จนกระทั่งมีเสียงของจันทร์เจ้าพูดขึ้นมา
“ลุงเขาไม่บอกหรอกจ้ะ หนูไปเถอะ อ้าวนั่นไง ตาดินเข้าบ้านมาพอดี”
จันทร์เจ้ายิ้มอ่อนพลางทรุดตัวนั่งข้างชินดนัย รุ้งจันทราจึงโผไปนั่งตักมารดาทันที
สายตาของนฤบดินทร์จับจ้องอยู่ที่พราวนภาก่อนเป็นคนแรก กระทั่งมีเสียงกระแอมเบา ๆ จากชินดนัย ชายหนุ่มจึงยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่นั่งอยู่
“สวัสดีครับ”
ชินดนัยรับไหว้ทั้งรอยยิ้ม “ไงไอ้รูปหล่อ จะไปเที่ยวไหนกันหรือ แล้วนี่ขอพ่อเขารึยัง” เขาบุ้ยหน้าไปทางพราวนภา แต่นฤบดินทร์กลับยิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า
“ยังครับ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ไปเถอะแต่อย่ากลับค่ำนักก็แล้วกัน” จันทร์เจ้ายิ้มให้ นฤบดินทร์จึงยกมือไหว้ทั้งสองคนอีกครั้ง เป็นเวลาเดียวกับที่ยายของพราวนภาเดินเข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มจึงหันไปยกมือไหว้ลาผู้อาวุโสสุดของบ้าน ก่อนจะเดินนำหญิงสาวไปที่ประตู
คล้อยหลังหนุ่มสาวทั้งสองแล้ว ชินดนัยก็หันไปพูดกับจันทร์เจ้าว่า
“ถ้าไอ้วินมันรู้ สงสัยคงได้ตามไปเฝ้าแน่”
จันทร์เจ้ายิ้มอ่อน “ก็อย่าให้รู้สิคะ ถ้าคุณวินรู้เมื่อไรก็หมายความว่าพี่ชินน่ะเอาไปพูด”
“โธ่จันทร์ หนูพราวเป็นเหมือนลูกสาวคนโตของเรานะ ในเมื่อมีไอ้หนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้มาตามเทียวไล้เทียวขื่อ เราก็ต้องคอยจับตามองไว้บ้าง ถึงพี่จะไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของหนูพราว แต่พี่ก็ต้องทำหน้าที่พ่อแทนไอ้วินเหมือนที่จันทร์ทำหน้าที่แม่แทนพี่สาวของจันทร์ไง” ชินดนัยอดแย้งไม่ได้ เขาเองก็เลี้ยงพราวนภามาตั้งแต่อายุห้าหกขวบ ความรักความผูกพันที่มีต่อหลานสาวคนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรกับลูกในไส้คนหนึ่ง
“จันทร์รู้ค่ะ แต่ตาดินเขาก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนสักหน่อย เราเองก็เห็นเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก นิสัยใจคอก็ถือว่าใช้ได้เชียวนะ และที่สำคัญ จันทร์ว่าตาดินน่ะฉลาดดี”
“นิสัยใช้ได้ เรียนเก่งสมองดี เรื่องพวกนี้พี่ไม่เถียง แต่จันทร์ดูสิว่าไอ้หนุ่มคนนี้น่ะมันรูปหล่อแค่ไหน รูปร่างหน้าตาดีแบบนี้มีหรือที่มันจะไม่มีผู้หญิงมาติดพัน เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ยิ่งอายุยังน้อยแค่ยี่สิบต้น ๆ พี่ว่ามันต้องมีสาว ๆ มากหน้าหลายตาอยู่ในสต็อกแน่นอน วัยนี้ฮอร์โมนมันกำลังพลุ่งพล่านเชื่อเถอะ”
ชินดนัยยังคงเชื่อมั่นในสายตาของตนเพราะนฤบดินทร์นั้นรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาสามารถเป็นดาราได้สบาย ๆ หนำซ้ำยังมีเงินเปย์ให้ผู้หญิงโดยไม่ต้องขอบิดามารดาเพราะหาเงินเองได้เป็นกอบเป็นกำ เขาที่อาบน้ำร้อนมาก่อนค่อนข้างฟันธงได้เลยว่าน้องชายของมัลลิกาคนนี้ดีกรีความเป็นเสือย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
“แหม อย่าเหมารวมคิดว่าคนอื่นเขาจะเป็นเหมือนตัวเองทั้งหมดสิคะ ถึงจะเป็นวัยที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่านก็จริง แต่ความสามารถในการควบคุมย่อมต้องต่างกันแน่นอนค่ะ” จันทร์เจ้ายิ้มแต่สายตาที่มองสามีนั้นเย็นเยียบจนชินดนัยต้องหุบปากฉับทันทีเพราะเกรงว่าหากพูดเรื่องนี้ต่อไปมีหวังได้เข้าตัวแน่นอน
“เราจะไปไหนกันดีพี่ดิน” พราวนภาถามนฤบดินทร์เสียงใส รอยยิ้มระบายเต็มวงหน้าตั้งแต่เข้ามานั่งในรถจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกถนนใหญ่แล้ว หญิงสาวก็ยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น
