บทที่ 2 ขอเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้

นามบัตรใบนั้นวางนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานของไอรีนมาตลอดสามวันเธอไม่ได้แตะต้องมันอีกเลยนับตั้งแต่คืนที่ก้าวออกจากตึกเอเวอร์กรีน ทำเพียงแค่วางมันพิงไว้กับขาโคมไฟตั้งโต๊ะ ให้ตัวอักษรสีเงินบนพื้นดำเรียบสะท้อนแสงไฟวิบวับทุกครั้งที่เปิดใช้งานยามค่ำคืน ราวกับมันกำลังทำหน้าที่เป็นนาฬิกาทรายจงใจคอยเตือนเธอว่า เวลาที่เหลืออยู่กำลังจะหมดลงทุกขณะ

ตลอดสามวันที่ผ่านมา ไม่มีคืนไหนเลยที่เธอจะข่มตาหลับสนิท หญิงสาวเอาแต่นอนพลิกตัวไปมาบนเตียง ฟังเสียงพัดลมหมุนสม่ำเสมอเป็นจังหวะเดียวกับความคิดซ้ำซากที่วนเวียนอยู่ในหัว ตัวเลขสิบสองล้านบาทลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าไม่ต่างจากกำแพงตึกตระหง่านสูงลิบจนมองไม่เห็นยอดและปลายทาง และทุกครั้งที่ลองพยายามคำนวณความเป็นไปได้ในการหาเงินกู้ก้อนนั้นด้วยตัวเอง คำตอบที่ได้กลับมาก็ยังคงมีเพียงหนึ่งเดียวเสมอ... เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน ไม่ว่าจะพยายามบากหน้าไปหยิบยืมจากใคร ชีวิตทั้งชีวิตของเธอก็ไม่มีวันพอชดใช้หนี้ก้อนนี้ได้ทัน

เข้าสู่เช้าวันที่สี่ ลำแสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบางเข้ามาทาบลงบนพื้นห้องครัว ไอรีนนั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะอาหาร สองมือกุมถ้วยกาแฟที่เย็นชืดไปนานแล้วโดยไม่ทันรู้ตัว สายตาเลื่อนลอยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งมีเพียงผนังปูนเก่าๆ ของตึกข้างบ้านที่ตรึงสายตาไว้

"พี่ไอรีน"

เสียงเรียกของไออุ่นดังขึ้นตรงประตูห้องครัว ดึงสติให้ไอรีนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะรีบปรับสีหน้าแล้วหันไปยิ้มให้น้องสาว

ไออุ่นเดินเข้ามานั่งลงตรงข้าม ผมยาวประไหล่ยังคงเปียกหมาดๆ จากการอาบน้ำ สวมชุดนักศึกษาที่ยังติดกระดุมไม่ครบดี เธอมองพี่สาวด้วยสายตาพิจารณาที่ดูฉลาดเกินวัยยี่สิบปี

"พี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ สามสี่วันนี้พี่ดูขอบตาคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนเลย"ไอรีนรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน พยายามปั้นยิ้มให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้

"ไม่มีอะไรหรอก แค่กำลังหัวหมุนกับการจัดการเอกสารมรดกของพ่อน่ะ มันยุ่งยากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย" ไออุ่นเอียงคอเล็กน้อย แววตาคล้ายไม่เชื่อเท่าใดนัก แต่ก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ต่อ เธอเป็นเด็กที่รู้จักเว้นระยะห่างและเกรงใจพี่สาวเสมอมา นับแต่วันที่พ่อจากไปอย่างกะทันหัน ไอรีนก็กลายเป็นเสาหลักเพียงต้นเดียวของบ้านหลังนี้โดยไม่มีใครทันตั้งตัว และแนนก็เรียนรู้ที่จะไม่สร้างภาระให้พี่สาวต้องกังวลมากไปกว่าที่เป็นอยู่

"พี่อย่าหักโหมดูแลตัวเองด้วยนะ" แนนพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย

"หนูไปก่อนนะพี่ วันนี้มีเรียนยาวถึงตอนเย็นเลย"

เสียงประตูหน้าบ้านปิดลงเบาๆ ทิ้งให้ไอรีนตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้งพร้อมกับถ้วยกาแฟเย็นชืดในมือ

เธอมองไปยังบานประตูห้องนอนของน้องสาว ก่อนจะเคลื่อนสายตาไปหยุดยังภาพถ่ายครอบครัวใบเก่าที่แขวนอยู่บนผนังทางเดิน ภาพพ่อยิ้มกว้างในวันรับปริญญาของเธอ และแม่ที่จากไปตั้งแต่ไออุ่นยังเด็ก ภาพความทรงจำอันอบอุ่นทุกอย่างที่มีในชีวิตล้วนผูกพันอยู่กับบ้านหลังนี้... อยู่กับน้องสาวคนนี้

เธอไม่มีสิทธิ์ทำให้ชีวิตของทุกคนพังทลายลง เพียงเพราะความหวาดกลัวในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น บ่ายวันนั้น ไอรีนตัดสินใจก้าวออกจากบ้านไปเดินเล่นเพื่อหวังให้หัวสองข้างโปร่งโล่งขึ้น เธอเดินเรื่อยเปื่อยไปตามริมฟุตบาทของถนนสายเดิมที่คุ้นเคย ผ่านร้านกาแฟเล็กๆ ที่เคยหิ้วโน้ตบุ๊กไปนั่งทำงานเป็นประจำ ผ่านสวนสาธารณะที่มีคู่รักและครอบครัวออกมาใช้เวลารามบ่ายอย่างสงบร่มเย็น

ทุกสิ่งรอบตัวดูดำเนินไปอย่างเป็นปกติธรรมดาเหมือนทุกวัน แต่ไอรีนกลับรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังมองโลกใบนี้ผ่านกระจกใสอีกบานหนึ่ง... โลกสงบสุขที่เธอเคยอยู่อาศัย กับโลกที่กำลังมืดมนลง เธอเพิ่งข้ามไปรับรู้ว่ามีอยู่จริงใต้พื้นผิวอันเรียบเฉย มันมีเส้นขีดแบ่งบางๆ กั้นกลางไว้ และในยามนี้ เธอกำลังยืนคาบเกี่ยวอยู่บนเส้นแบ่งนั้นพอดี

หญิงสาวทอดกายลงนั่งบนม้านั่งไม้ตัวหนึ่งในสวน ทอดสายตามองนกพิราบที่บินโฉบลงมาจิกเศษขนมปังบนพื้นหญ้า ทว่าความคิดในหัวกลับแล่นย้อนกลับไปยังห้องทำงานกว้างใหญ่บนชั้นสูงสุดของตึกเอเวอร์กรีน ย้อนไปหาดวงตาสีดำล้ำลึกคู่นั้นที่จับจ้องมายังเธอโดยไม่กะพริบ “ผมไม่ได้อยากได้เงินคุณ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำประโยคนั้นยังคงกังวานก้องอยู่ในหัวอย่างไม่รู้จบ มันขัดแย้งกับทุกสถานการณ์ที่เธอคาดเดาไว้ก่อนไปพบเขา เธอเตรียมใจไปเจอกับการข่มขู่ กดดันเค้นคั้นเอาเงิน หรือแม้กระทั่งความรุนแรงรูปแบบต่างๆ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจริงๆ คือข้อเสนองานที่ฟังดูสมเหตุสมผลเกินไป สมเหตุสมผล... จนน่าประหวั่นใจ

เธอรู้ดีว่าคนระดับอลันไม่มีทางให้อะไรใครฟรีๆ ทุกสิ่งที่เขายื่นให้อย่างใจดีย่อมมีราคาที่ต้องแลกเปลี่ยน เพียงแต่ราคานั้นอาจไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษสัญญา หากแต่เป็นสิ่งอื่นที่อันตรายกว่านั้นมากมาย ทว่าเมื่อเหลียวมองรอบกาย เธอก็ไร้ซึ่งตัวเลือกอื่นให้พิจารณา หากปฏิเสธ หนี้สินสิบสองล้านบาทจะยังคงหลอกหลอนเธอและไออุ่นไปตลอดชีวิต เธอไม่อาจรู้เลยว่าพวกของอลันจะใช้วิธีการพิสดารใดในการทวงหนี้หากเธอคิดขัดขืน และเธอไม่กล้าเอาชีวิตของน้องสาวไปเสี่ยงกับผลลัพธ์อันเลวร้ายนั้นเป็นอันขาด

สายลมเย็นพัดผ่านให้ใบไม้เหนือศีรษะพลิ้วไหว ไอรีนหลับตาลง ช้าๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด อันที่จริง... เธอรู้คำตอบของตัวเองมาตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากตึกนั้นแล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็มเพื่อโน้มน้าวและบังคับใจตัวเองให้ยอมรับมันเท่านั้น

เย็นวันนั้น ไอรีนเดินทางกลับมาถึงบ้านก่อนไออุ่นเล็กน้อย เธอเดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน หยิบนามบัตรแผ่นบางขึ้นมาถือไว้อีกครั้ง สัมผัสความเย็นของเนื้อกระดาษเคลือบมันใต้ปลายนิ้ว มือบางลังเลอยู่เหนือแป้นพิมพ์โทรศัพท์นานหลายวินาที หัวใจเต้นระทึกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้และสุดท้าย... เธอก็กดหมายเลขนั้นลงไป

เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นเพียงสองครั้งก่อนจะมีคนรับสาย ทว่ามันกลับไม่ใช่เสียงของเลขาอย่างที่เธอคาดคิด หากแต่เป็นเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่เธอจำได้ทันที

"ผมกำลังสงสัยอยู่พอดี ว่าคุณจะโทรมาเมื่อไหร่" อลันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบปราศจากความแปลกใจ ราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องเลือกเส้นทางนี้

ไอรีนกำมือข้างที่ว่างแน่น พยายามปรับเสียงตัวเองให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ฉันตกลงค่ะ"

ปลายสายเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง นานเสียจนไอรีนเริ่มระแวงว่าสัญญาณโทรศัพท์หลุดไปแล้วหรือไม่

"ดี" ในที่สุดเขาก็ตอบกลับมา มีกระแสความพึงพอใจบางอย่างแฝงอยู่ในน้ำเสียงลึกๆ นั้น

"พรุ่งนี้เวลาเก้าโมงเช้า มารายงานตัวที่ตึกเอเวอร์กรีน ชั้นสิบห้า จะมีเจ้าหน้าที่นำคุณไปทำสัญญาและแนะนำรายละเอียดงาน"

"สัญญาหรือคะ" ไอรีนถามกลับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

"เป็นขั้นตอนปกติของการจ้างงานครับ" เขาตอบ ทว่าการเน้นย้ำคำว่า "ปกติ" ด้วยจังหวะจะโคนแปลกๆ กลับยิ่งทำให้ไอรีนรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดาอย่างที่พูด

"ส่วนรายละเอียดหนี้สินของคุณพ่อคุณ จะถูกยกเลิกเป็นโมฆะในทันทีที่คุณเซ็นสัญญาเริ่มงาน... ผมเป็นคนรักษาคำพูดเสมอ คุณไอรีน"

"ฉันจะจำคำพูดคุณไว้" เธอตอบกลับ พยายามเน้นเสียงให้ฟังดูมั่นใจกว่าความรู้สึกสั่นคลอนภายใน

ก่อนจะตัดสาย อลันทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของไอรีนกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว

"ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของผม คุณไอรีน"

สัญญาณตัดไปแล้ว ทิ้งเธอไว้กับความเงียบกริบในห้องนั่งเล่นที่จู่ๆ ก็ดูอ้างว้างและกว้างใหญ่กว่าที่เคย คืนนั้น ไอรีนนอนไม่หลับอีกเช่นเคย ทว่าคราวนี้ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว แต่กลับมีบางสิ่งแทรกซึมเข้ามา... ความรู้สึกตื่นเต้นปนกังวลที่เธอไม่อยากยอมรับว่ามันมีอยู่จริง

เธอนอนจ้องมองเพดานท่ามกลางความมืดมิด หวนนึกถึงภาพห้องทำงานกว้างใหญ่บนชั้นสูงสุดของตึก นึกถึงดวงตาสีดำล้ำลึกที่จับจ้องมายังเธอไม่ลดละ นึกถึงน้ำเสียงทุ้มเรียบที่เอ่ยคำว่า “ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของผม” ราวกับมันเป็นทั้งคำเชิญชวนและคำขู่และเตือนไปพร้อมๆ กัน

เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่า โลกใบที่อลันพูดถึงนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร รู้เพียงแค่ว่านับตั้งแต่รุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ชีวิตของเธอจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว และลึกลงไปในอก มีเสียงกระซิบเบาๆ ที่เธอพยายามกดข่มมันไว้ไม่ให้ดังขึ้นมา... เสียงที่บอกว่า เธอไม่ได้มีเพียงความกลัวเท่านั้น หากแต่ยังเกิดความอยากรู้อยากเห็นอย่างประหลาด ว่าชายที่ชื่อ อลัน เศรษฐโสภณ ผู้สามารถพูดถึงหนี้สินสิบสองล้านบาทและภัยมืดได้อย่างเย็นชาคนนี้ จะเป็นคนอย่างไรกันแน่เมื่ออำนาจและผลประโยชน์ถูกเปิดออก ในที่สุดเธอก็หลับตาลงเมื่อแสงขมุกขมัวของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า โดยไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจในคืนนี้จะนำพาชีวิตของเธอไปไกลเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้มากมายเพียงใด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป