บทที่ 5 สายตาที่จับจ้อง
สัปดาห์แรกของการทำงานผ่านพ้นไปรวดเร็วกว่าที่ไอรีนคาดคิด ทุกเช้าเธอตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ จัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ ไออุ่น น้องสาวเพียงคนเดียวของเธอ ก่อนจะออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปยังตึกเอเวอร์กรีนด้วยความคุ้นชินกับกิจวัตรใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แม้ความตึงเครียดอันแฝงอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของพนักงานทุกคนในตึกจะยังเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจปรับตัวให้ชินได้ง่ายๆ ก็ตาม
ทุกครั้งที่สายตาปะทะเข้ากับรายการ ค่าที่ปรึกษาพิเศษ หรือ ค่าบำรุงรักษาพิเศษ อันไร้ที่มาที่ไป เธอจะบรรจงจดตัวเลขและวันที่ลงในสมุดโน้ตเล่มเล็กส่วนตัวอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการบันทึกข้อสงสัยใดๆ ลงในระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทโดยสิ้นเชิง เธอยังคงปลอบใจตัวเองซ้ำๆ ว่านี่เป็นเพียงวิสัยของนักบัญชีผู้ละเอียดรอบคอบเท่านั้น หาใช่การสืบสวนอันตรายแต่อย่างใด
ทว่ายิ่งขุดลึกลงไปในรายการเงินของบริษัทอื่นๆ ในเครือ เธอก็ยิ่งพบรูปแบบความผิดปกติที่ฉายซ้ำอย่างน่าประหลาด บริษัทนำเข้าส่งออกมีรายการ "ค่าธรรมเนียมประสานงานต่างประเทศ" ซึ่งมีมูลค่าสูงลิ่วอย่างไม่สอดคล้องกับปริมาณสินค้าจริง ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนกลับมีลูกค้านามสมมติที่ยอมจ่ายค่าบริการมหาศาลโดยปราศจากสัญญาหรือรายงานผลงานแนบมาด้วย ทุกอย่างดูเหมือนถูกสร้างขึ้นไว้อย่างประณีตเนียนตาพอจะเล็ดลอดการตรวจสอบบัญชีทั่วไปได้อย่างง่ายดาย หากแต่ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญเช่นเธอ มันคือรอยต่อที่บ่งชี้ว่ามีกระแสเงินก้อนโตกำลังไหลผ่านช่องทางลับที่ไม่อยากให้ใครสืบทราบ
วันต่อมาขณะที่ไอรีนกำลังก้มหน้าจดจ่ออยู่กับตัวเลขบนหน้าจอ เบญจ์ก็ค่อยๆ ขยับกายเข้ามาใกล้โต๊ะของเธอด้วยสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย
“ไอรีน...” เบญจ์กระซิบเสียงแผ่ว พลางลอบสายตามองไปรอบห้อง
“เธอรู้ไหมว่าตั้งแต่เธอเข้ามาทำงาน คุณอลันแวะลงมาที่ชั้นนี้บ่อยขึ้นมากเลยนะ”ไอรีนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
“หมายความว่ายังไงเหรอเบญจ์”
“ปกติท่านแทบไม่เคยย่างก้าวลงมาที่ชั้นนี้เลยน่ะสิ” เบญจ์อธิบายพลางทิ้งตัวลงนั่งบนขอบโต๊ะข้างๆ
“ปกติทุกเรื่องต้องผ่านหัวหน้าแผนกหรือคุณแม็กซ์ทั้งนั้น แต่สัปดาห์นี้ท่านลงมาด้วยตัวเองถึงสามสี่ครั้งแล้ว ทุกคนแอบกระซิบกันใหญ่ว่าแปลกมาก”
ไอรีนรู้สึกถึงความร้อนฉ่าที่แล่นปราดขึ้นมาบนใบหน้า เธอพยายามสะกดอารมณ์และวางท่าทีให้เป็นปกติที่สุด
“อาจจะเป็นเรื่องงานตามปกติก็ได้มั้ง”
เบญจ์ยกยิ้มมุมปาก สายตาทอประกายพราวระยับตามประสาคนชอบสังเกต
“อาจจะใช่นะ... แต่ทุกครั้งที่ท่านลงมา สายตาคู่นั้นจะทอดมองมาที่โต๊ะของเธอเป็นสิ่งแรกเสมอ ฉันแอบมองมาสามวันติดแล้ว ไม่ผิดแน่”
ไอรีนตกอยู่ในความเงียบ ไม่อาจหาคำพูดใดมาโต้ตอบได้ จึงทำได้เพียงหัวเราะกลบเกลื่อนเบาๆ แล้วรีบชวนเปลี่ยนเรื่องกลับเข้าสู่เนื้องาน เบญจ์ยิ้มอย่างรู้ทันก่อนจะย้ายกายกลับไปประจำโต๊ะ ทิ้งให้ไอรีนตกอยู่ในภวังค์ความคิดอันยุ่งเหยิงที่ไม่สามารถสลัดออกไปจากหัวได้
เธอพยายามแย้งในใจว่าคำพูดของเบญจ์เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเรื่อยเปื่อยของเพื่อนร่วมงาน แต่ลึกลงไป เธอกลับไม่อาจปฏิเสธภาพสายตาคู่นั้นที่จับจ้องมายังเธอจากกรอบประตูในเย็นวันแรกได้เลย... สายตาอันเย็นชาแต่แฝงไปด้วยการจับผิด
กระทั่งช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ขณะที่ไอรีนกำลังง่วนอยูวุ่นวายอยู่กับการตรวจเอกสาร เสียงจังหวะฝีเท้าหนักแน่นจากรองเท้าหนังหรูหราก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น มองผ่านแผงกั้นโต๊ะ ก็พบร่างสูงตระหง่านของอลันกำลังเดินตรงมายังโต๊ะของเธอโดยเฉพาะ เขาอยู่ในชุดสูทตัดเย็บประณีตสีน้ำดำเข้มที่ส่งให้บุคลิกดูโดดเด่นและทรงอำนาจไม่ต่างจากทุกครั้ง
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงบลงในทันที พนักงานในรัศมีใกล้เคียงต่างก้มหน้าทำงานด้วยความเกร็งเครียด ราวกับมีใครกดปุ่มลดเสียงของทั้งชั้นลงพร้อมกัน ไอรีนรีบหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยความประหม่า
“คุณอลัน มีอะไรให้ฉันรับใช้หรือเปล่าคะ”
“นั่งลงเถอะ”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเคย ทว่ากลับมีกระแสความนุ่มนวลเจืออยู่มากกว่าทุกครั้งที่เธอเคยได้ยินจากห้องทำงานชั้นบน อลันดึงเก้าอี้ว่างจากโต๊ะข้างเคียงมาวางฝั่งตรงข้าม แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้บริหารระดับสูงสุดจะมานั่งสนทนากับพนักงานใหม่กลางแผนกเช่นนี้
ไอรีนค่อยๆ ลดตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง สัมผัสได้ถึงสายตาตกตะลึงที่แอบมองมาจากทั่วทุกสารทิศ แม้จะไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาประสานสายตาโดยตรงก็ตาม
“สัปดาห์แรกของการทำงาน... เป็นอย่างไรบ้าง” อลันเอ่ยถาม สายตาคมกริบจับจ้องใบหน้าเธอไม่ลดละ
“เรียบร้อยดีค่ะ” ไอรีนตอบ พยายามสะกดน้ำเสียงให้ดูเป็นมืออาชีพที่สุด
“กำลังตรวจสอบโครงสร้างบัญชีของบริษัทในเครือทีละแห่งตามที่ได้รับมอบหมายค่ะ”
“แล้ว... พบอะไรน่าสนใจบ้างไหม” คำถามนั้นฟังดูคล้ายชวนคุยทั่วไป ทว่าสายตาของอลันกลับหนักอึ้งด้วยความหมายบางอย่าง ราวกับเขากำลังตั้งโจทย์ทดสอบเธอมากกว่าถามด้วยความสงสัยจริงจัง
ไอรีนชะงักไปชั่วครู่ ภาพรายการ ค่าที่ปรึกษาพิเศษ ในสมุดโน้ตส่วนตัวผุดขึ้นมาในความคิด แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง
“ยังตรวจสอบไม่ครบทุกแห่งค่ะ แต่โดยรวมถือว่าระบบบัญชีวางไว้ค่อนข้างเป็นระเบียบดีค่ะ”
มุมปากหยักของอลันยกยิ้มบางเบา ราวกับเขาล่วงรู้ทันทีว่าเธอกำลังหลีกเลี่ยงที่จะพูดความจริง แต่เขาก็ไม่ได้รบเร้าหรือซักไซ้ต่อ
“ดีแล้ว... ผมชอบคนที่ทำงานรอบคอบ และรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนควรเงียบ”
ประโยคนั้นทำให้ไอรีนรู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง มันฟังดูคล้ายคำชมเชย แต่กลับแฝงคำเตือนไว้อย่างแนบเนียน เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ หรือเพียงแค่เอ่ยเตือนไว้ว่าอย่าคิดออกนอกลู่นอกทาง
“คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับกลุ่มนักลงทุนที่โรงแรมริมแม่น้ำ”อลันเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็ว
“ผมอยากให้คุณไปด้วย ในฐานะตัวแทนฝ่ายบัญชีที่จะช่วยสนับสนุนข้อมูลตัวเลขการลงทุนหากจำเป็น”ไอรีนเบิ่งตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“คืนนี้เลยเหรอคะ แต่ฉันไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการออกงานเลยนะคะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล” เขาตอบกลับทันควัน ราวกับจัดเตรียมทุกอย่างไว้เสร็จสรรพแล้ว
“จะมีรถไปรับคุณที่บ้านตอนหกโมงเย็น และชุดราตรีจะถูกจัดส่งมาถึงคุณภายในบ่ายนี้”
หญิงสาวอึ้งงันไปชั่วขณะ ความรวดเร็วและมัดมือชกในการจัดการของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกราวกับไร้ซึ่งสิทธิ์ในการปฏิเสธ ทุกอย่างถูกวางหมากไว้ล่วงหน้าโดยไม่เปิดช่องให้เธอถอยหลัง
“คุณอลันคะ ฉันคิดว่า...”
“ผมรู้ว่ามันกะทันหัน”เขาเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงอ่อนแสงลงจนนุ่มนวลอย่างที่ไอรีนไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“แต่ผมอยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน”
ประโยคหลังสลัดคราบคำสั่งเชิงธุรกิจออกไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอ้อนวอนอย่างเด่นชัด จนไอรีนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนในความหมายที่แฝงอยู่
เธอนึกสบสายตากับดวงตาสีมืดสนิทคู่นั้น และพบว่าความเย็นชาประดุจน้ำแข็งในวันแรกได้ละลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นล้ำลึกที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้การควบคุมอันนิ่งเฉย
“ตกลงค่ะ”
ในที่สุดเธอก็ตอบรับ เสียงที่เอ่ยออกไปเบากว่าที่ตั้งใจไว้มาก
รอยยิ้มของอลันคลี่กว้างขึ้นอีกนิด เป็นรอยยิ้มที่ถูกใจที่ปิดไว้แทบไม่มิด
“แล้วเจอกันคืนนี้”
เขายัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปท่ามกลางสายตาของพนักงานทั้งชั้นที่แอบมองตามอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่บานประตูลิฟต์ปิดสนิทลง เสียงระเบิดกระซิบกระซาบก็กระหึ่มขึ้นทั่วทั้งชั้นเบญจ์รีบถลาเข้ามาหาไอรีนทันทีด้วยแววตาที่เป็นประกาย
“เห็นไหมล่ะ! ฉันบอกแล้วไม่มีผิด!” เบญจ์กระซิบกระซาบเสียงตื่นเต้น
“คุณอลันไม่เคยเอ่ยปากชวนพนักงานคนไหนไปงานเลี้ยงแบบนี้เลยนะ ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว!”
ไอรีนรู้สึกร้อนวูบที่พวงแก้มทั้งสองข้าง เธอพยายามหาเหตุผลมากลบเกลื่อน
“ท่านคงอยากให้ฉันที่เป็นพนักงานใหม่ได้เรียนรู้ธุรกิจของบริษัทให้ไวขึ้นมากกว่าน่ะ”
เบญจ์ทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ไม่ได้คาดคั้นเอาความ ทำเพียงส่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่สื่อความหมายชัดเจนว่าเธอไม่ได้คล้อยตามคำอธิบายนั้นเลยแม้แต่น้อย
ตกบ่ายกล่องกระดาษสีขาวผูกโบประณีตใบใหญ่ก็ถูกนำมาส่งถึงโต๊ะทำงานของไอรีนตามคำกล่าว ภายในบรรจุชุดราตรีผ้าไหมเนื้อนุ่มสีครีมเข้มที่ดูหรูหรา ราคาแพงเกินกว่าที่เธอเคยได้ใส่ในชีวิตนี้ พร้อมรองเท้าส้นสูงเข้าชุดกันอย่างดีเยี่ยม ก่อนจะพบเข้ากับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือที่เป็นเอกลักษณ์
สัดส่วนของคุณ ผมให้คนบันทึกไว้ตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน
ไอรีนอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วทั้งเรือนร่าง มันคือความรู้สึกอันซับซ้อนที่ผสมผสานระหว่างความตระหนกที่ถูกเฝ้ามองทุกรายละเอียด กับกระแสความรู้สึกโมโห ซึ่งแล่นผ่านหัวเธอไปอย่างรวดเร็ว
“ไอ้หน้าหล่อโรคจิต”
เธอขยํากระดาษโน้ตอย่างรวดเร็วพลางเก็บลงกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะปิดกล่องและเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวสำหรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง ค่ำคืนที่สัญชาตญาณร้องบอกเธอว่า มันจะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ดึงเธอให้ถลำลึกเข้าใกล้โลกของเขา มากยิ่งขึ้น
เมื่อกลับถึงบ้าน ไอรีนรีบตรงเข้าห้องนอน ตัดสินใจหยิบสมุดโน้ตส่วนตัวขึ้นมาซุกซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้ปูพื้นใต้ตู้เสื้อผ้าอย่างมิดชิดที่สุด
ความกังวลเรื่องความลับในบัญชีดำเริ่มกัดกินจิตใจของไอรีนอย่างช้าๆ ราวกับเงามืดที่คอยติดตามตัวทุกขณะ ทว่าความเงียบสงบภายในบ้าน และเสียงขีดเขียนปากกาบนกระดาษของ ไออุ่น น้องสาวเพียงคนเดียวที่กำลังนั่งมุ่งมั่นทำการบ้านอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก็เป็นเสมือนสายน้ำเย็นที่ช่วยฉุดดึงสติของเธอกลับคืนสู่ความจริง
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะปลีกตัวเข้าห้องนอนเพื่อลองสวมชุดราตรีผ้าไหมเนื้อนุ่มสีครีมเข้มผ่าหลังแผ่วเบาที่อลันจัดส่งมาให้ มันช่างเข้ารูปพอดีกับเรือนร่างของเธอราวกับจับวาง
เนื้อผ้าทิ้งตัวอย่างอ่อนช้อย ขับเน้นไหล่มนและแผ่นหลังเนียนละเอียดให้ยิ่งดูโดดเด่น ตัดกับผิวขาวนวลของเธอได้อย่างไร้ที่ติ ความปราณีตของชุดทำให้เธอมองภาพสะท้อนในกระจกด้วยความรู้สึกแปลกตาและไม่คุ้นเคยกับตัวเองในเวอร์ชันนี้เอาเสียเลย
กระทั่งเวลาหกโมงตรง รถลีมูซีนหรูหราก็แล่นเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าบ้านอย่างตรงเวลา แม็กซ์ก้าวลงจากฝั่งคนขับ เดินตรงมาเปิดประตูให้เธอด้วยท่าทีนอบน้อมและให้เกียรติ ไอรีนก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังนุ่มสบาย พร้อมหัวใจที่เต้นรัวระทึกจนไม่เป็นจังหวะ ตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่โรงแรมห้าดาวระดับแถวหน้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา
