บทที่ 7 ตัวตนที่แท้จริงของเขา
หลังจากคืนงานเลี้ยงอันหรูหราริมแม่น้ำ ชีวิตของไอรีนดำเนินไปอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นปกติอีกครั้ง เธอตื่นแต่เช้า ออกไปทำงาน ตรวจสอบตัวเลขในบัญชี แล้วกลับบ้านมาดูไออุ่น ทุกอย่างเรียบร้อยเป็นกิจวัตรที่คุ้นเคยราวกับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
แต่บางครั้งในหัวก็ฉายภาพความเย็นชาอันน่าขนลุกของอลันในคืนนั้น กับน้ำเสียงอ่อนโยนที่ใช้เรียกชื่อเธอเปล่าๆ เป็นครั้งแรก สองสิ่งนี้ฉายวนตัดกันชัดเจนในความทรงจำ จนบางครั้งเธอเองก็สับสนว่าอันไหนคือตัวตนที่แท้จริงภายใต้หน้ากากของเขากันแน่
หนึ่งอาทิตย์ถัดมา ไอรีนเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติเล็กๆ เป็นครั้งแรก ระหว่างเดินจากป้ายรถเมล์ไปยังตึกบริษัท เธอรู้สึกราวกับมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องและก้าวตามอยู่ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่เมื่อหันกลับไปมอง กลับมีเพียงฝูงชนเดินถนนทั่วไปที่มุ่งหน้าไปยังจุดหมายของตน เธอสะบัดหัวไล่ความหวาดระแวง บอกตัวเองว่าคงแค่คิดมากไปเองจากเหตุการณ์ตึงเครียดในคืนวันนั้น
แต่สัญชาตญาณกลับไม่เคยโกหกคนตัวเล็ก วันถัดมา ขณะนั่งกินข้าวเที่ยงคนเดียวในร้านอาหารใกล้บริษัท เธอสังเกตเห็นชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำเข้มนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมอับ เขาไม่ได้สนใจอาหารตรงหน้า จิบกาแฟพลางตวัดสายตามองมาทางเธอเป็นระยะ และเมื่อไอรีนลองสบตาตรงๆ ชายคนนั้นกลับรีบก้มมองโทรศัพท์ทันที ราวกับกลัวการตกเป็นจุดสนใจ
ความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง เธอรีบทานข้าวแล้วกลับเข้าตึก นึกย้อนไปถึงหลายวันที่ผ่านมา... ทั้งรถเอสยูวี สีเข้มที่จอดนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านเธอยามเช้าตรู่โดยไม่ดับเครื่อง และความรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังเหมือนถูกเฝ้ามองตลอดเวลา ไม่ว่าเธอจะก้าวเท้าไปที่ใดก็ตามจวบจนบ่ายวันพุธ ไอรีนตัดสินใจเรียบเรียงถามเบญจ์ระหว่างพักดื่กาแฟด้วยกันที่มุมพักผ่อน
“เบญจ์... เธอเคยรู้สึกเหมือนมีคนแอบตามอยู่บ้างไหม” ไอรีนถามอย่างระมัดระวัง
เบญจ์เงยหน้าขึ้นจากแก้วกาแฟทันที ดวงตาฉายแววตระหนกเล็กน้อยก่อนจะดึงเสียงลงต่ำ
“ทำไมเหรอ เธอรู้สึกแบบนั้นเหรอ”
“ก็... ไม่เชิง รู้สึกเหมือนมีคนจับตาดูอยู่ตลอดช่วงนี้”
เบญจ์วางแก้วลง กวาดสายตามองรอบข้างอย่างระวังตัวก่อนเอ่ยกระซิบ
“ฟังนะ... พนักงานที่ทำงานใกล้ชิดผู้บริหารระดับสูงหลายคนมีคนคุ้มกันแบบไม่เปิดเผยตัว มันเป็นเรื่องปกติขององค์กรเราเพื่อป้องกันความลับร่วงไหลหรือโดนคู่แข่งเล่นงาน”
เบญจ์เว้นจังหวะ สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นจนน่ากลัว
“แต่กับเธอ... ฉันว่ามันคนละเรื่องกัน ได้ยินพวกพี่ๆ วงในพูดกันว่า คนที่คุณอลันสั่งให้ดูแลเป็นการส่วนตัว จะต้องรายงานตรงถึงท่านทุกคืน... ชนิดที่ว่าหายใจเข้าออกกี่ครั้งก็ต้องรู้”
คำพูดนั้นทำให้ไอรีนรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ
“รายงาน... ทุกอย่างเลยเหรอ”
“ทุกอย่าง” เบญจ์ย้ำ สีหน้าเคร่งเครียด
“คนเก่าๆ เตือนกันปากต่อปากว่า ถ้าใครถูกท่าน ดูแลพิเศษ ระดับนั้นให้ระวังตัวไว้ให้ดี เพราะนั่นแปลว่าท่านไม่ได้แค่ปกป้อง... แต่ท่านกำลัง จับตาดูและคนที่ท่านสนใจเป็นพิเศษ ไม่เคยมีใครหลุดรอดออกไปจากมือท่านได้สักคนเดียว”
คำว่า ไม่เคยมีใครหลุดรอดออกไปได้ ทิ้งน้ำหนักหนักอึ้งไว้ในอกของไอรีน มันไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยในเชิงธุรกิจ แต่มันคืออำนาจการควบคุมอันมืดมิดที่กำลังแผ่ขยายมาครอบดลตัวเธออย่างเงียบเชียบ
เย็นวันนั้น ไอรีนตัดสินใจทดสอบความสงสัยด้วยตัวเอง แทนที่จะเดินตรงไปยังป้ายรถเมล์ตามปกติ เธอเลี้ยวตัดเข้าซอยแคบๆ ข้างตึก เดินวนอ้อมซอกซอยที่ซับซ้อนก่อนจะย้อนกลับออกมาทางถนนใหญ่
และเมื่อมองย้อนกลับไป ชายร่างสูงในชุดสูทสีดำคนเดิมก็ยืนอยู่ตรงปากซอยจริงๆ เขาดูตื่นตระหนกชั่วครู่เมื่อพบว่าเป้าหมายคลาดสายตา และเสี้ยววินาทีที่สายตาประสานกัน เขารีบเบือนหน้าหนีอย่างผิดสังเกต
โทสะที่อัดอั้นสะสมมาหลายวันพุ่งแซงหน้าความกลัว ไอรีนสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหาชายคนนั้นทันที
“คุณตามฉันมาใช่ไหม”เธอถามเสียงแข็งกร้าว
ชายคนนั้นชะงัก สีหน้าเรียบเฉยแตกพ่ายไปวูบหนึ่ง
“ผมไม่เข้าใจที่คุณพูดครับ”
“อย่ามาเสแสร้ง!”ไอรีนพูดขัด แม้เสียงจะสั่นด้วยแรงอารมณ์
“ฉันเห็นคุณที่ร้านอาหาร เห็นคุณหน้าบ้าน และตอนนี้ที่นี่! บอกมาว่าคุณเป็นใคร และใครส่งคุณมา!”
ชายคนนั้นอ้ำอึ้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ ก่อนที่โทรศัพท์ในเสื้อสูทของเขาจะสั่นขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ แล้วสีหน้าก็ซีดเผือดลงในทันตา ชายร่างใหญ่รีบกดรับสาย ฟังปลายสายพูดสั้นๆ ด้วยร่างกายที่เกร็งตึง ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงสั่นเทา
“ครับนาย”
เมื่อวางสาย ชายคนนั้นถอนหายใจยาว หันมามองไอรีนด้วยสายตาแทบจะร้องขอความเมตตา
“ขอโทษด้วยครับคุณไอรีน... ผมได้รับคำสั่งให้ดูแลความปลอดภัยของคุณตั้งแต่วันแรกที่คุณเริ่มงาน”
“คำสั่งจากใคร!”
“คุณอลันครับ...”เขาตอบ ก่อนจะรีบเสริมด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
“และผมต้องขอร้อง... ได้โปรดอย่าบอกท่านว่าผมพลาดให้คุณจับได้ ท่านสั่งไว้เด็ดขาดว่าห้ามคุณรู้ตัว... ถ้าท่านรู้ว่าผมทำพลาด ชีวิตผมคงไม่เหลือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน”
ความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งในดวงตาของชายร่างใหญ่ทำให้ไอรีนลำคอแห้งผาก ชายคนนี้ไม่ได้กลัวการถูกไล่ออก... แต่กลัว โทษทัณฑ์ จากชายที่เป็นเจ้าของคำสั่งต่างหาก เธอไม่เอ่ยอะไรอีก หันหลังเดินจากมาด้วยฝีก้าวรวดเร็ว มือกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เธอกดโทรออกหาอลันทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน ไม่แม้แต่จะเสียเวลาถอดรองเท้าสัญญาณรอสายดังเพียงครู่เดียว เสียงนุ่มทุ้มทว่าเย็นชาของอลันก็ดังขึ้นราวกับเขากำลังนั่งรอสายจากเธออยู่แล้ว
“ไอรีน ”
“คุณส่งคนมาสะกดรอยตามฉันใช่ไหม!”ไอรีนเปิดฉากถามทันที ความโกรธท่วมท้นจนเสียงสั่น
“ใช่”
เขาตอบคำเดียวสั้นๆ ปราศจากความลังเล ไม่มีความรู้สึกผิด และไม่มีแม้แต่การพยายามแก้ตัว
“และจะส่งไปต่อไป... ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม”
ไอรีนอึ้งไปกับความตรงไปตรงมาอันไร้ความเกรงใจ
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้! นี่มันคือการคุกคามและล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของฉัน!”
“สิทธิ์งั้นเหรอ?”
เสียงแค่นหัวเราะเบาๆ ดังผ่านสายมา มันเป็นเสียงที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเหยียดหยามต่อโลกใบนี้
“ในโลกที่ผมอยู่ คำว่าสิทธิ์มันไร้ค่า ไอรีน... พวกที่เรียกร้องสิทธิ์และอิสรภาพอย่างโง่เขลา มักจบลงด้วยการเป็นศพไร้ญาติ ”
“อย่ามาอ้างเหตุผลบ้าๆ เพื่อควบคุมฉัน! ”
เธอตะโกนใส่โทรศัพท์ น้ำตาเริ่มคลอด้วยความอัดอั้น
“ฉันต้องการให้คุณเกียรติฉัน! ไม่ใช่จ้องจะบงการทุกฝีก้าวของฉันเหมือนฉันเป็นนักโทษ!”
“เกียรติ?”
น้ำเสียงของอลันดิ่งลึกลงอีกระดับ เย็นเยียบจนคนฟังขนลุกซู่
“ผมให้เกียรติคุณมากพอที่จะไม่ปล่อยให้คุณเดินไปเข้าปากเสือโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ เกียรติ ในแบบของผม ถ้าคุณอยากได้เกียรติประเภทที่ปล่อยให้คุณทำอะไรตามใจจนตัวตาย... คุณมองผมผิดตั้งแต่แรกแล้ว ไอรีน”
“ฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณนะ อลัน!”
“ไม่ใช่... คุณไม่ใช่ของเล่น”เขาตอบทันควัน
“คุณมีค่ามากกว่านั้น”
ความเงียบอันหนักอึ้งโรยตัวลงมาอีกครั้งไอรีนยืนหอบหายใจ ความโกรธและความรู้สึกสับสนถาโถมเข้ามาไม่หยุดย่อน
“สั่งให้คนของคุณถอยไปซะ...”เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ถือว่าฉันขอ”
“ไม่มีวัน” คำตอบปฏิเสธนั้นเด็ดขาด ไร้การต่อรอง
“ยอมรับมันซะไอรีน... เพราะต่อให้คุณจะอ้อนวอนใส่ผมอีกกี่ครั้ง มันก็จะไม่เปลี่ยน คุณจะมีคนของผมประกบอยู่เสมอ ตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่กับผม”
”คนของคุณ...”ไอรีนเอ่ยคำนั้นด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบา
“ฉันไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะมาจับจองเป็นเจ้าของ!”
ปลายสายเงียบไปนาน นานเสียจนความเงียบนั้นเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด ราวกับเขากำลังควบคุมสัตว์ร้ายในตนเองไม่ให้หลุดออกไปทำลายล้างทุกอย่าง
“ไอรีน...”
น้ำเสียงของเขาลดต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ แต่กลับแฝงความน่ากลัวยิ่งกว่ายามตะคอก
“ผมจะพูดอะไรให้ฟังครั้งเดียว... แล้วจำมันใส่หัวไว้ ” เขาหยุดพักหายใจ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่น่าขนลุก
“เมื่อสองปีก่อน... ผมเคยปล่อยให้คนที่ผมรักมี อิสรภาพ ผมให้เกียรติความเป็นส่วนตัวของเธอแบบที่คุณกำลังร้องขอ ผมปล่อยให้เธอเดินไปไหนมาไหนได้ตามใจเพราะคิดว่านั่นคือความรัก...”น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาลง แต่บาดลึกไปถึงกระดูก
“และผลลัพธ์คือ... ผมต้องไปรับร่างที่ไร้ลมหายใจของเธอในสภาพที่ถูกทรมานจนดูไม่ได้ ร่างที่ถูกทิ้งไว้ข้างขยะ... เพราะผมไปถึงช้าไปแค่นาทีเดียว”
ลมหายใจของไอรีนสะดุดกึก ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านกลางหลัง เธอไม่เคยรู้มาก่อนถึงอดีตอันมืดมนของเขา น้ำเสียงของอลันไม่ได้แสดงความเศร้า... แต่มันฉาบทาด้วยความบ้าคลั่งและความแค้นที่กัดกินจิตใจ
“เพราะฉะนั้น...”อลันเอ่ยต่อ เสียงของเขากลับมาเป็นโทนปกติอีกครั้ง
“ต่อให้คุณจะเกลียด ผมก็จะส่งคนตามคุณไปทุกที่ แม้กระทั่งยามที่คุณกำลังหลับอยู่ในห้องนอน และหากมีไอ้เวรไหนกล้าเสนอหน้าเข้ามายุ่งกับคุณ ผมสัญญาว่าจะลากมันลงนรกก่อนที่มันจะได้ทันแตะต้องคุณแม้แต่ปลายเล็บ!”
“อลัน...” เสียงของไอรีนสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“คุณ... คุณกำลังทำให้ฉันกลัวคุณ”
“ดี” คำตอบคำเดียวสั้นๆ ตอกลงกลางอกของเธอจนหัวใจหล่นวูบ
“กลัวผมไว้...คุณจะได้รู้ว่าผมพูดจริง”
ไอรีนค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหลังแผ่นหลังบางพิงประตูบ้านอย่างอ่อนแรง ความหวาดกลัวจนหายใจไม่ออกท่วมท้นในอก เธอไม่เคยพบเจอใครที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อน
“คุณทำแบบนี้เพราะห่วงฉัน... หรือเพราะคุณแค่อยากเป็นเจ้าชีวิตของฉันกันแน่” เธอถามเบาๆ ราวกับพึมพำกับตัวเอง
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะตอบกลับมาด้วยนํ้าเสียงอันน่ากลัว
“ผมแยกสองอย่างนั้นออกจากกันไม่ได้อีกแล้ว ไอรีน... และผมก็ไม่คิดจะแยกมันด้วย เพราะไม่ว่าเหตุผลคืออะไร ผลลัพธ์สุดท้ายมีแค่อย่างเดียว... คือคุณต้องเป็นคนของผม ต่อให้ต้องแลกด้วยการที่คุณเกลียดผมไปตลอดชีวิตก็ตาม”
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ฉันอยากได้ยิน...”น้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม
“ผมรู้” อลันตอบ ไร้ซึ่งคำขอโทษ
“นอนซะ ไอรีน... ”เขาเว้นจังหวะ เสียงแผ่วลงเล็กน้อยทว่าเน้นย้ำทุกคำ
“ราตรีสวัสดิ์... เด็กดีของผม”
สายตัดไปแล้ว ทิ้งให้ไอรีนนั่งจมอยู่กับความเงียบและความหวาดหวั่นที่ไร้ทางออก เธอลุกขึ้นเดินตรวจเช็คล็อกประตูหน้าต่างทุกบานในบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหวาดระแวง
อีกฟากหนึ่งของค่ำคืนภายในเพนต์เฮาส์หรูชั้นสูงสุดเหนือใจกลางเมือง ไฟทุกดวงถูกปิดมืด มีเพียงแสงสีนวลจากตึกสูงรอบนอกที่ลอดผ่านกระจกบานโตเข้ามาทาบทับเรือนร่างสูงใหญ่ของอลัน เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วปูดโปน
คำพูดสั่นเครือของเธอที่บอกว่า คุณกำลังทำให้ฉันกลัว ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผิด แม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามมันกลับปลุกความพึงพอใจลึกๆ ในส่วนที่มืดมิดที่สุดของจิตใจ
อลันสาวเท้าเข้าไปในห้องน้ำหรูหรา มือหนาจัดการถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นแล้วก้าวเข้าไปยืนใต้สายน้ำเย็นจัดจากฝักบัว หยดน้ำสาดกระเซ็นลงมากระทบแผ่นหลังและเรือนร่างอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามและร่องรอยบาดแผลจากกระสุนปืนในอดีต ทว่าสายน้ำเย็นฉ่ำกลับไม่สามารถดับ ไฟ ที่กำลังแผดเผาอยู่กลางกายของเขาได้เลย
สมองของเขาย้อนกลับไปในวันที่ได้พบเธอเป็น ครั้งแรก วันนั้น เธอนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของเขา ชุดทำงานเรียบๆ ท่าทางประหม่าทว่าสายตากลับจ้องตอบเขาอย่างไม่ยอมคน คำว่า เงินสกปรก ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางคู่นั้น ทำให้หัวใจที่เคยตายด้านของเขาพุ่งสูบฉีดเลือดอย่างรุนแรง ในสายตาของคนอื่น เธออาจเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา แต่สำหรับเขาวินาทีที่ได้สบตากับดวงตาคู่กลมโตนั่น เขาก็ถูกใจในความพยศ ความใสซื่อบริสุทธิ์ที่แฝงความกล้าหาญ กลิ่นกายสาวหอมอ่อนๆจากแป้งเด็ก ที่ลอยมาแตะจมูก รูปร่าง นัยน์ตา หรือแม้แต่ยามที่เธอเม้มปากแน่นเวลาขัดใจ ทุกอย่างเกี่ยวกับไอรีนปลุกสัญชาตญาณความเป็นเจ้าของและสัญชาตญาณนักล่าในตัวเขาให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
เธอถูกสร้างมาเพื่อเป็นของเขา... เพียงคนเดียวเท่านั้น อลันก้าวออกจากห้องน้ำ ตามร่างกายยังมีหยดน้ำเกาะพราวอยู่ทั่ว เขาหยิบผ้าขนหนูมาพันเอวสอบไว้หลวมๆ มือเรียวยาวคว้าแก้วไวน์ทรงสูงขึ้นมารินไวน์แดงราคาแพงลงไปครึ่งแก้ว ก่อนริมฝีปากหยักจะยกขึ้นจิบ รสฝาดขมเจือหวานเข้มข้นไหลลงลำคอแกร่ง ขณะที่ดวงตาคู่คมจ้องมองไปยังหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางบนโต๊ะ
บนหน้าจอนั้น... ปรากฏรูปถ่ายของไอรีน ไม่ใช่แค่รูปในระบบพนักงาน แต่เป็นรูปถ่ายทีผลัดกันส่งมาจาก บอดี้การ์ด ที่เขาสั่งให้ซ้อนแผนดูแลเธออีกชั้นโดยที่แม้แต่ลูกน้องชุดแรกก็ไม่รู้ตัว!
นิ้วโป้งของเขาแตะลงบนหน้าจอ ลูบไล้ไปตามเรือนร่างและใบหน้าเนียนของหญิงสาวในภาพถ่ายอย่างหมกมุ่น... สายตาฉายแววความกระหายอันลึกล้ำ ลมหายใจของอลันเริ่มติดขัดและหอบถี่ขึ้น ความร้อนรุ่มที่ส่วนกลางลำตัวขยายตัวเด่นชัดขึ้นภายใต้ผ้าขนหนู ยามที่ความคิดบิดเบี้ยวเริ่มจินตนาการไปถึงภาพของเธอ... ยามที่ร่างกายอันนุ่มนิ่มนี้ถูกเขากดไว้ใต้ร่าง ยามที่ดวงตาคู่นี้ชุ่มไปด้วยน้ำตาแห่งความจำยอม และยามที่ริมฝีปากคู่นั้นส่งเสียงร้องครางเรียกชื่อเขาด้วยความจำนน
เขากระดกไวน์ที่เหลือจนหมดแก้วในรวดเดียว รอยยิ้มอันตรายเหยียดออกที่มุมปาก โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้งพร้อมข้อความลับ
“นายหญิงล็อกประตูบ้านเรียบร้อยครับ ไฟห้องนอนดับเวลา 23.14 น. ทีมซุ่มบนอาคารฝั่งตรงข้ามยืนยันไม่มีสิ่งผิดปกติครับ”อลันเลื่อนนิ้วพิมพ์ตอบกลับทันทีด้วยความเร็ว
“ดี... เฝ้าไว้ อย่าให้ไอ้เวรหน้าไหนเข้าใกล้เกินสามเมตร ถ้ามีผู้ชายคนไหนน่าสงสัยและกล้าเข้าหาเธอ ลากมันออกมาจัดการทันที”
เขาวางโทรศัพท์ลง เอนกายพิงโซฟาหนังสีดำในความมืด ดวงตาสีเข้มยังคงจ้องมองรูปถ่ายของหญิงสาวบนหน้าจอที่สว่างวาบ ราวกับพญาราชสีห์ที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อแสนหวาน
"เกลียดฉันให้พอ ไอรีน..." อลันพึมพำกับความมืด น้ำเสียงพร่าต่ำเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล
“เพราะไม่ว่าเธอจะเกลียดฉันแค่ไหนเธอก็ไม่มีวันหนีไปจากฉันได้อีกแล้ว”
“อ๊าส์!!!”
