บทที่ 2 ตอนที่2

“เดี๋ยวมันจะพัดที่ปากแกก่อนเลยไอ้กริช ลงมาก็ชักช้า ปล่อยให้ลูกค้านั่งรออยู่ได้ เจ้าของบริษัทปากหมาแถมไม่รักษาเวลาแบบนี้เปลี่ยนบริษัทรับเหมาซะดีไหมเนี่ย”

“อ๊ะๆ ใจเย็นเพื่อน ล้อเล่นแค่นี้อย่าเอาหน้าที่การงานมาเอี่ยวสิวะ ฉันมีเมียสองลูกหนึ่ง เอ๊ย! เมียหนึ่งลูกสองที่ต้องเลี้ยงดูนะโว้ย! ไม่ได้โสดและรวยมากอย่างแกนี่หว่า ไม่เห็นใจฉันก็สงสารหลานตาดำๆ บ้าง”

“พูดมาก! นี่รายละเอียดคอนโดฯ โครงการใหม่ที่ฉันจะให้บริษัทของแกเข้าไปตกแต่ง เอาไป!”

คนมานั่งรออยู่นานแล้วตัดบท พร้อมกับหยิบแฟ้มบนโต๊ะโยนไปให้คนที่เพิ่งมาถึง ซึ่งยังไม่ทันจะได้ทรุดลงนั่งเสียด้วยซ้ำ ด้วยที่เป็นเพื่อนรักเรียนรู้นิสัยใจคอกันมาเป็นอย่างดี อัคคีรู้ดีว่าถ้าไม่รีบเบรกมันเล่นไม่เลิกแน่ นี่ขนาดเขาเบรกแล้วมันยังเลื้อยไปอีกจนได้

“อะไรวะ! แกจะรีบไปไหนไอ้คี ก่อนจะคุยเรื่องงานขอฉันละเลียดกาแฟเคล้าหน้าหล่อๆ ของแกหน่อยไม่ได้หรือไงวะ ชาติหนึ่งแกถึงจะโผล่หัวมาหาฉันได้สักทีนะเว้ย!”

หนุ่มตี๋อารมณ์ดี กริชชนะ พงษ์พาณิชสกุล เจ้าของตึกหรูที่ตั้งของบริษัทรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายในแห่งนี้แกล้งโวย แล้วพาหน้าตาเบิกบานทรุดลงนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่แยแสต่อน้ำเสียงเครียดขรึมของเพื่อนเลยสักนิด เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าคนอย่างอัคคี วัชรเกียรติเวคินมันก็ซีเรียสกับชีวิตเกือบทุกเรื่องนั่นแหละ

“ชาติหนึ่งบ้านป๊าแกน่ะสิ ฉันเพิ่งเจอแกเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเองนะไอ้กริช”

“เฮ้ย! ปล่อยให้ป๊าฉันนอนอยู่บนสวรรค์อย่างสงบเถอะ แกอย่าไปสะกิดท่านสิวะ ไม่งั้นฉันจะจุดธูปบอกให้มาหักคอแกนะโว้ย!”

กริชชนะพูดกลั้วหัวเราะอย่างขำๆ เขาคว้าเหยือกกาแฟสดบนโต๊ะมารินใส่ถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วทำการปรุงรสชาติที่ตนเองชอบด้วยความใจเย็น เสร็จก็ยกขึ้นจิบเสียหนึ่งที ก่อนจะเริ่มพูดกับเพื่อนอย่างเป็นงานเป็นการขึ้น

“งานนี้แกรีบไหม ช่วงนี้บริษัทฉันพนักงานวิกฤติว่ะ พอดีมัณฑนากรมือดีของบริษัทลาออกไปสองคน คนหนึ่งจะแต่งงานไปอยู่กับสามีที่ฝรั่งเศส อีกคนก็จะไปเรียนต่อด็อกเตอร์ ฉันไม่อยากขัดความสุขกับความเจริญของใครก็เลยปล่อยไป ตอนนี้คนมันก็เลยขาด ที่มีอยู่ก็ติดงานต่างจังหวัดกันหมด ถ้าแกไม่รีบเดี๋ยวต้นเดือนหน้าฉันจะเกณฑ์คนไปตกแต่งให้”

“เออ! แล้วแต่แกเถอะ โครงการนี้ตกแต่งเรียบร้อยแล้วค่อยเปิดขายไม่รีบเท่าไรหรอก แต่ฉันสงสัย บริษัทก็ออกจะใหญ่โตแกปล่อยให้พนักงานขาดได้ไงวะไอ้กริช”

“ฉันก็ไม่ได้อยากให้คนขาดหรอกนะเว้ย!                 

มันกะทันหันน่ะ นี่ก็ปล่อยงานหลุดมือไปหลายจ๊อบแล้วเหมือนกัน ไอ้ที่ประกาศรับสมัครอยู่ตอนนี้ก็มีแต่เด็กเพิ่งเรียนจบไม่มีประสบการณ์แทบทั้งนั้นที่มาทิ้งใบสมัครเอาไว้ แกอยากลองของใหม่บ้างไหมล่ะ ฉันจัดให้แกได้เลยละ”

“ของแบบนี้มันต้องฝึกต้องหัดถึงจะเก๋าเกม ถ้าแกไม่เปิดโอกาสให้เด็กใหม่ๆ เข้ามาเรียนรู้งานบ้าง แล้วเขาจะเอาประสบการณ์มาจากไหนวะ”

“พูดแบบนี้แสดงว่าแกสนใจอยากลองใช่ไหม”

“ฉันเชื่อมือแก แต่คัดคนหน่อยแล้วกัน ไอ้ที่แต่งหน้าจัดๆ กับนุ่งสั้นๆ ไม่เอานะโว้ย! ไม่งั้นฉันหิ้วมาโยนใส่หน้าแกแน่ไอ้กริช”

ถึงอัคคีจะไม่รับปากออกมาตรงๆ ทว่าเพื่อนรักอย่างกริชชนะก็รู้ว่ามันเป็นอันตกลง ด้วยความที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็แยกย้ายกันไปเรียนต่อต่างประเทศตามสาขาที่แต่ละคนถนัดอยู่หลายปี พอเรียนจบถึงต่างกลับมาสืบสานธุรกิจของครอบครัวของใครของมัน หากระหว่างนั้นสองหนุ่มก็ไม่เคยทิ้งกัน ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังทำงานร่วมกันตลอด

ทางด้านอัคคีทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีเงินลงทุนมหาศาลมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ ซึ่งจะคอยป้อนงานให้บริษัทของกริชชนะเอาไปจัดการก่อสร้างและตกแต่งภายในไม่เคยขาด เรียกได้ว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายในต้นทุนต่ำของกริชชนะอยู่ได้และเป็นปึกแผ่นมาจนถึงทุกวันนี้เพราะอัคคีก็ว่าได้ ถ้าจะเปรียบเทียบบริษัทของอัคคีกับบริษัทของกริชชนะก็เหมือนไม้ซุงกับไม้ซีก อัคคีนั้นแทบไม่มีวันล้ม แต่กริชชนะบางทีก็ซวนเซอยู่หลายหน หากก็ได้เพื่อนแท้อย่างอัคคีช่วยพยุงเอาไว้ทุกครั้ง

สองหนุ่มเพื่อนเกลอทำงานแบบไว้เนื้อเชื่อใจและเกื้อหนุนกันมานาน ไม่จำเป็นต้องต่อรองหรือเจรจากันให้มากความ คุยงานกันไปพลางกัดกันไปด้วยอย่างเช่นเวลานี้เป็นเรื่องปกติของสองหนุ่มอยู่แล้ว และไม่เคยมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรในการว่าจ้าง มีแค่สัญญาใจกับปากเปล่าล้วนๆ แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาใดๆ เลยสักครั้ง สาเหตุที่อัคคีให้บริษัทของกริชชนะเป็นหนึ่งในอีกหลายบริษัทใหญ่ๆ ที่เลือกใช้บริการ เพียงเพราะอยากให้การสนับสนุนเพื่อนก็เท่านั้น ซึ่งข้อนี้กริชชนะก็ทราบดีและซึ้งในน้ำใจของอัคคีเป็นอย่างดี

“เออน่า! ฉันไม่ทำให้คอนโดฯ ของแกกลายเป็นหอนางโลมหรอกไอ้คี ไม่ต้องกลัวไป วันนี้ก็นัดมาสัมภาษณ์อยู่คนหนึ่ง สดๆ ซิงๆ ไร้ประสบการณ์เหมือนกัน นัดสัมภาษณ์สิบโมง แต่นี่มันสิบโมงครึ่งเข้าไปแล้ว ปล่อยให้ฉันนั่งรอจนตูดบานแม่คุณก็ไม่โผล่หน้างามๆ มาสักที ฉันถึงได้ย้ายก้นลงมาหาแกอยู่นี่ไงล่ะ แกว่าฉันควรรับเข้าทำงานดีไหมวะเนี่ย”

ประโยคบอกเล่าเชิงบ่นของกริชชนะทำให้ภาพรีบๆ ของแม่สาวน้อยนางนั้นผุดขึ้นมาในหัวอัคคีอัตโนมัติ ปากได้รูปจึงกระตุกยิ้มน้อยๆ อยู่ชั่วครู่ก่อนจะเลือนหาย แล้วถึงเอ่ยกับเพื่อนรักเสียงเรียบเรื่อย

“ป่านนี้เขาอาจจะรอแกอยู่ข้างบนแล้วก็ได้”

“ดีสิ! ปล่อยให้เป็นฝ่ายรอซะบ้าง นี่ถ้าไม่เห็นว่าสวยเด็ดหยาดเยิ้มหยดย้อยฉันไม่นัดสัมภาษณ์ให้เสียเวลาทำมาหากินหรอกว่ะ”

“ฉันเพิ่งรู้ว่าบริษัทของแกรับสมัครงานคัดคนที่หน้าตา เห็นแววล่มจมของบริษัทอยู่ข้างหน้ารำไรเลยว่ะไอ้กริช”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป