บทที่ 8 ตอนที่8

อัคคีทิ้งท้ายพลางกระตุกยิ้มมุมปากดูมาดร้ายสุดๆ ที่คนได้เห็นยังแอบขนลุกอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนชายหนุ่มจะหันหลังก้าวยาวๆ ออกไปจากร้าน พร้อมสมุนร่างยักษ์ทั้งสี่นายที่ก้าวตามคนเป็นเจ้านายออกไปเป็นพรวนอย่างรู้หน้าที่

ชลธารทรุดลงนั่งกับพื้นทันทีอย่างคนหมดแรงเมื่อบุรุษทั้งห้าพ้นออกไปจากร้าน เธอกวาดตามองบริเวณภายในร้านที่ข้าวของล้มระเนระนาดแทบมองไม่เป็นร้านอาหารอีกต่อไปด้วยสายตาสุดแสนเสียดายและอาลัยอาวรณ์

‘คงได้เวลาปิดกิจการจริงๆ และถาวรแล้วสินะ’

ความจริงแล้วร้านอาหารแห่งนี้มันก็ไม่ได้ทำกำรี้กำไรอะไรมากมาย เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมามันแค่พออยู่ได้ มีเงินจ่ายค่าเช่าที่ และจ่ายค่าจ้างเด็กกับแม่ครัวเท่านั้น ชลธารถอดใจจะปิดกิจการไปก็หลายหน เพราะที่เธอคิดเปิดร้านอาหารก็แค่ชื่นชอบการทำอาหาร ประกอบกับหาอะไรทำระหว่างรองานที่เธอไปกรอกใบสมัครทิ้งๆ เอาไว้อยู่หลายบริษัทนั่นก็แค่นั้น

แต่งานแต่ละที่ที่เรียกให้ไปสัมภาษณ์ก็จำเพราะเจาะจงต้องส่งตัวไปต่างจังหวัดไม่ภาคเหนือก็ภาคใต้ตลอด จนชลธารต้องปฏิเสธไปทุกครั้ง เนื่องจากเธอไม่อยากทิ้งให้มารดาอยู่บ้านคนเดียว จะว่าเธอเลือกงานก็คงได้ ถึงว่างงานมาเปิดร้านอาหารต๊อกต๋อยมาจนถึงทุกวันนี้ หากให้เลือกงานกับมารดาที่อายุมากแล้ว เธอก็เลือกมารดาอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

และบริษัทตกแต่งภายในที่เธอเพิ่งไปสอบสัมภาษณ์มาสดๆ ร้อนๆ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งทางนั้นอุตส่าห์รับเธอเข้าทำงานเสียดิบดีก็เป็นอันชวดอีกตามเคย ที่ชลธารตัดสินใจจะทำงานกับบริษัทแห่งนี้เพราะงานมันตรงกับสายอาชีพที่เธอเรียน เงินเดือนก็ค่อนข้างสูงพอสมควร และคิดว่าเมื่อน้องสาวเรียนจบช่วงที่หางานทำยังไม่ได้จะให้มาอยู่เป็นเพื่อนมารดาแทนเธอ ส่วนตัวเธอจะไปทำงานเก็บเงินสักพัก ถึงจะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ได้ไกลจากบ้านมากนัก เธอสามารถมาเยี่ยมมารดาได้ทุกอาทิตย์

ทว่าก็ดันมีเรื่องน้องสาวเข้ามาซะก่อน วันนี้เธอก็เลยจำต้องโทร.ไปปฏิเสธกับเจ้าของบริษัทไปอย่างน่าเสียดาย หากเจ้าของบริษัทก็ใจดีบอกทิ้งท้ายแค่ว่าถ้าเปลี่ยนใจก็กลับมาทำได้ทุกเมื่อ บริษัทของเขายินดีต้อนรับเสมอ สวยๆ อย่างเธอเขาเสียดาย ชลธารก็แค่หัวเราะขำๆ เพราะรู้ว่าเจ้าของบริษัทอารมณ์ดีและมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมคนนั้นแค่พูดเล่นเท่านั้น

ก็อย่างที่บอกอีตาพี่ชายผู้ไร้มนุษยธรรมคนนั้นไป ว่าเธอไม่รู้จริงๆ ว่าเด็กสองคนนั้นพากันหนีไปอยู่ที่ไหน พะพายแค่โทร.มาส่งข่าวให้เธอกับมารดาทราบว่าจะไปหางานทำที่ต่างจังหวัดกับปัถพีสักพัก ถ้าได้งานทำและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแล้วจะติดต่อกลับมาเองก็แค่นั้น

เธอรู้ว่าพระพายกับปัถพีรักกันและคบหากันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง แต่เรื่องที่ทั้งคู่ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่หอพักเธอก็เพิ่งรู้เมื่อสองเดือนก่อนนี่เอง เพราะทั้งสองคนคงหมดหนทางไปแล้วจริงๆ จึงนำเรื่องมาปรึกษาพี่สาวอย่างเธอ

ตอนที่ได้รู้ครั้งแรกชลธารก็ตกใจใช่น้อยเสียเมื่อไร เธอไม่ได้เห็นดีเห็นงามที่เด็กสองคนนั้นมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในวัยเรียนอย่างที่อีตาพี่ชายนั่นใส่ร้ายเสียหน่อย ทว่าเธอจะไปดุด่าว่ากล่าวก็ดูจะไม่มีประโยชน์อะไร มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว คนหนึ่งก็น้องสาวแท้ๆ ที่คลานตามกันออกมา อีกคนก็หนีออกจากบ้านไม่มีที่ไป แถมยังเรียนอยู่ด้วยกันทั้งคู่ จะให้เธอนิ่งเฉยไม่ดูดำดูดีได้อย่างไร

เด็กสองคนนั่นเห็นเธอเป็นที่พึ่งสุดท้าย เนื่องจากน้องสาวเกรงว่ามารดาจะเสียใจเมื่อได้รู้เรื่องนี้เข้าจึงเลือกที่จะมาคุยกับเธอแทน แน่นอนว่าชลธารเองก็ไม่อยากเอาเรื่องหนักใจไปสุมอกมารดาให้ไม่สบายใจเช่นกัน เธอจึงตัดสินใจช่วยคนเป็นน้องเสียเอง และไม่คิดจะแพร่งพรายปัญหาทั้งหมดให้คนเป็นมารดาทราบ

เธอพอจะมีเงินเก็บตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจากการทำงานพิเศษอยู่บ้าง คิดว่าพอจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของสองคนนั้นได้ ก็เลยโอนเงินให้ทั้งคู่ใช้สอยระหว่างที่ยังเรียนอยู่ในเทอมสุดท้าย แล้วเด็กทั้งสองก็ใช้จ่ายค่อนข้างประหยัดก็เลยอยู่กันมาได้แบบไม่มีปัญหาจนกระทั่งเรียนจบ

เมื่อนึกถึงน้องสาวขึ้นมาชลธารก็รีบหยัดร่างลุก แล้วคลำหาโทรศัพท์มือถือเพื่อจะโทร.หาคนเป็นน้องดูอีกสักครั้ง หลังจากลองโทร.มาแล้วหลายหน แต่ฝ่ายโน้นปิดเครื่องเอาไว้ตลอด ทว่าเธอควานหาทั้งกระเป๋าหน้าและกระเป๋าหลังตลอดจนกระเป๋าผ้ากันเปื้อนก็ไม่พบ

ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อกี้คนบ้านั่นค้นเอาโทรศัพท์ของเธอไป หญิงสาวจึงรีบวิ่งตาลีตาลานออกไปยังหน้าร้าน หากก็ได้เห็นแค่ท้ายรถตู้สีดำคันใหญ่แล่นไปไกลลิบโน่นแล้วละ มือเล็กจึงล้วงเอานามบัตรในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนออกมาดู ก่อนจะเค้นเสียงพึมพำออกมาอย่างหมายหัว

“อัคคี วัชรเกียรติเวคิน คุณได้เจอฉันแน่!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป