บทที่ 9 ตอนที่9
เป็นเวลาบ่ายโมงตรง ภายในห้องทำงานโอ่อ่าของท่านประธานใหญ่แห่งวัชรเกียรติเวคิน กรุ๊ป อัคคีกำลังนั่งพลิกแฟ้มงานบนโต๊ะอ่านคร่าวๆ พร้อมกับฟังเลขาฯ สาวที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานแจกแจงเวลานัดหมายซึ่งเขาต้องพบปะและเจรจาธุรกิจด้วยในช่วงบ่ายนี้ โดยมีเมฆาลูกน้องคนสนิทยืนกุมมือฟังรายละเอียดอยู่ข้างๆ โต๊ะอีกด้าน
แต่แล้วจู่ๆ ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดผ่างเข้ามาแบบไร้ซึ่งการเคาะบอกกล่าวใดๆ ตามมาด้วยร่างเพรียวบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงสีกรมท่ายาวเสมอเข่าก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง หน้าตาของสาวเจ้าบอกชัดว่าเอาเรื่องไม่เก็บอารมณ์ เธอเบียดร่างเลขาฯ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะจนเซไปข้างๆ แล้วใช้สองมือตบโต๊ะเสียงดังปังใหญ่
และก่อนที่ใครจะคาดถึงมือเล็กก็กวาดเอาแฟ้มงามที่เจ้าของห้องทำงานกำลังอ่านอยู่ลงไปกองอยู่บนพื้นในชั่วพริบตา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งเลขาฯ กับผู้ช่วยคนสนิทที่ยังตั้งตัวไม่ติด เพราะคนบุกรุกมือไวเหลือเกิน มีแค่คนเป็นเจ้านายที่จ้องหน้าคนมาราวกับพายุนิ่งเงียบเหมือนไม่ได้ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หากดวงตาคมกริบแข็งกระด้างขึ้นฉับพลันบอกให้รู้ว่าอารมณ์ของชายหนุ่มไม่ได้เงียบสงบดังเช่นท่าทางที่แสดงออก
“ฉันมาทวงโทรศัพท์คืน และกรุณาจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำเลวๆ ของคุณที่ร้านอาหารของฉันมาด้วย”
คนมาแบบไม่บอกไม่กล่าวเค้นเสียงออกมาบอกจุดประสงค์ที่บุกมาถึงที่นี่ห้วนสนิท พร้อมกับจ้องสบดวงตาประกายกร้าวของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ไม่ยอมหลบ และไม่มีแววกริ่งเกรงให้เห็น
เมฆาที่มีสัญชาตญาณคุ้มกันดีเยี่ยมขยับตัวก่อนใครเพื่อน หากก็ต้องชะงักแล้วถอยกลับมายืนที่เดิมเมื่อเสียงเฉียบขาดของคนเป็นเจ้านายเอ่ยออกมาสกัดเสียก่อน
“ไม่ต้อง! ออกไปให้หมด และล็อกประตูห้องด้วย หลังจากนี้ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรห้ามใครหน้าไหนเข้ามาทั้งนั้น”
คำประกาศิตเสียงกร้าวของคนเป็นเจ้านาย และดวงตาคมกริบยังจ้องหน้าแม่สาวน้อยที่บุกมาทำการอุกอาจถึงที่ทำงานเขม็งไม่เหลือบแลไปมองลูกน้องใต้อาณัติทั้งสองคนแม้แต่หางตา ทำให้ทั้งเลขาฯ สาวกับผู้ช่วยหนุ่มต้องรีบก้าวตามกันออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว เพราะเวลานี้ท่าทางและหน้าตาของคนเป็นเจ้านายไม่ควรเสี่ยงที่จะขัดใจใดๆ ทั้งสิ้น
แม้กระทั่งคนที่กล้าทำอะไรบ้าบิ่นแบบนี้เป็นครั้งแรกยังชักเย็นสันหลัง เธอหันไปมองตามสองร่างที่ก้าวออกจากห้องไปอย่างคนที่เริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเองกระทำ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความกล้าแล้วเบือนหน้ากลับมามองเจ้าของห้องทำงานอันหรูหราแห่งนี้อีกครั้ง
หากชลธารก็ต้องผงะหน้าตาตื่นรีบถอยหนีแทบไม่เป็นกระบวน เมื่อคนนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่หยัดยืนพรวดรวดเร็ว ขายาวๆ ก้าวเข้าหาเธอก้าวต่อก้าว ทั้งหน้าตาและน้ำเสียงของเขาแข็งกระด้างพอกัน
“ถอยทำไม เก่งนักไม่ใช่เหรอ”
“ฉันก็แค่มาทวงสิ่งที่มันเป็นกรรมสิทธิ์ของฉันคืน ผิดด้วยหรือไง”
ชลธารรีบรัวบอกเมื่อร่างใหญ่ก้าวช้าๆ ไล่ต้อนเธอไปเรื่อยๆ ดูเหมือนคนใจเย็น แต่คำพูดที่หลุดออกมามันห้วนซะจนเธอไม่คิดว่าเขาจะใจเย็นอย่างท่าทางแน่นอน
“ผิดตรงวิธีทวงของคุณมันไร้มารยาทเหมือนคนที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนไง สิ่งที่คุณทำเขาเรียกว่ารนหาที่”
“ทำไมฉันต้องมีมารยาทกับคนไร้มนุษยธรรมอย่างคุณด้วย มันก็สมกับการกระทำอันร้ายกาจของคุณที่ทำกับร้านอาหารของฉันแล้วไง”
“ก็รู้ดีนี่ว่าผมมันไร้มนุษยธรรมและร้ายกาจยังไงบ้าง แต่คุณก็ยังกล้าบุกมาหาเรื่องถึงที่ ไม่คิดมั่งหรือไงว่าคุณจะเจอกับอะไรบ้าง”
อัคคีกัดฟันเอ่ยเสียงต่ำๆ พร้อมกับต้อนแม่สาวน้อยที่เริ่มหน้าซีดตาเซียวไปจนมุมที่ผนังห้องจนสำเร็จ ชายหนุ่มยกมือยันผนังคร่อมร่างเล็กเอาไว้ทั้งสองด้านตั้งใจปิดทางหนีทุกทาง
“ฉะ...ฉันไม่ได้มาหาเรื่องคุณ ฉันแค่อยากได้โทรศัพท์คืน ส่วนไอ้ค่าเสียหายนั่นน่ะ ถือซะว่าให้ทานไอ้นักธุรกิจบ้าเลือดแถวนี้ฉันไม่เอาแล้วก็ได้”
“หึ! นึกจะมาใจดีอะไรกันตอนนี้ จะให้ผมเชื่อน่ะเหรอว่าที่คุณบุกมาถึงที่นี่แค่มาทวงโทรศัพท์กระจอกๆ เครื่องละไม่กี่ตังค์คืนเท่านั้น”
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เรื่องของคุณ และไม่ต้องมาอวดเบ่งอวดรวยแถวนี้ ถึงมันจะราคาไม่กี่บาท ดูกระจอกด้อยค่ายังไง แต่มันก็เป็นสมบัติของฉัน ฉันจำเป็นต้องใช้มัน เอาโทรศัพท์ของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้!”
อัคคีตั้งใจยั่วโมโหคุณเธอไปแบบนั้นเอง เขารู้ดีว่าโทรศัพท์เครื่องนี้มันสำคัญกับเธออย่างไร ก็ตลอดเวลาที่โทรศัพท์มือถือของเธออยู่ในกำมือของเขามีสายเรียกเข้าอยู่สองสามราย ชายหนุ่มถือวิสาสะรับสายให้ถึงรู้ว่าเธอใช้เบอร์นี้ติดต่อในการสมัครงาน และเขาก็จัดการปฏิเสธให้ไปหมดแล้วด้วยเช่นกัน ถ้าเจ้าของเครื่องรู้คงเต้นเป็นเจ้าเข้าเป็นแน่ งั้นก็อย่ารู้เลย
ที่เขายึดเอาโทรศัพท์ของคุณเธอมานั้นก็แค่คิดว่าแม่พี่สาวตัวดีนี่อาจจะลักลอบติดต่อกับคนเป็นน้องสาวโดยที่ไม่ให้เขารู้ แต่ตลอดสองสามวันมานี้ไม่มีวี่แววว่าคนเป็นน้องสาวจะโทร.เข้ามา ชายหนุ่มลองค้นเบอร์ที่อยู่ในเครื่องโทร.หาทั้งเบอร์น้องสาวของเธอและเบอร์น้องชาย แต่ฝ่ายโน้นปิดเครื่องเอาไว้ตลอด หากอัคคีก็ไม่ปักใจเชื่อซะทีเดียวว่าชลธารจะไม่รู้ที่อยู่ของคนเป็นน้อง เจ้าหล่อนอาจจะรู้แต่ไม่ยอมปริปากบอกเขาก็เป็นได้
แต่เรื่องที่ให้นามบัตรแก่เธอเป็นความตั้งใจของเขาที่จะบอกพิกัดล่อให้เธอเข้ามาหา เนื่องจากลึกๆ แล้วอัคคีก็อยากจะเห็นใบหน้าหมดจดงดงามที่ติดอยู่ในใจไม่เคยลืมนี้อีกสักครั้ง ซึ่งเขายังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมถึงอยากเจอและอยากมองเธอนัก หรือถ้าทำได้มากกว่ามองนั่นก็ยิ่งดี แล้วเธอก็ช่างติดหลุมพรางง่ายดายซะเหลือเกิน แต่คิดไม่ถึงว่าแม่คุณจะกล้าบุกห้องทำงานของเขาราวกับพายุหมุนแบบนี้ สมควรที่จะได้รับการสั่งสอนซะบ้าง ไม่อย่างนั้นแม่คุณคงไม่เข็ด
