บทนำ
บท 1
บทที่ 1
ญาณิน
ท่ามกลางความเงียบสงบในยามเช้า อยู่ ๆ เสียงกดกริ่งก็พลันดังสวนขึ้นมาจนสามารถดึงความสนใจของแม่บ้านที่กำลังทำสวนในยามเช้า เธอเดินออกมาหาเพื่อดูว่าใครคือต้นเสียงดังกล่าว ก่อนจะพบเข้ากับบุรุษไปรษณีย์ที่ยืนรอตรงตู้จดหมายที่อยู่หน้ารั้ว
“จดหมายมาส่งครับ ผมเห็นว่าเป็นมีเอกสารสำคัญด้วยเลยไม่กล้าเหน็บไว้ นี่ครับ” บุรุษไปรษณีย์คนนั้นเอ่ยบอกหญิงสาววัยกลางคนก่อนจะยืนซองเอกสารที่ว่าให้กับอีกฝ่ายหลังจากที่พูดจบอย่างรวดเร็ว
วินาทีนั้นเธอรับจดหมายปึกใหญ่ ๆ มาไว้ในมือ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นชื่อจริงและนามสกุลจริงของคุณหนูปรากฏอยู่บนจดหมายที่บุรุษไปรษณีย์บอกเอาไว้ว่าสำคัญเป็นอย่างมาก
“ขอบใจจ้ะ” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งปิดประตู หลังจากนั้นก็รีบสาวเท้าเดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์หลังโต เพื่อส่งมอบจดหมายฉบับดังกล่าวให้กับผู้เป็นเจ้าของ
แต่ในขณะที่กำลังจะสาวเท้าเดินขึ้นไปชั้นบน อยู่ ๆ เสียงเรียกของคุณผู้หญิงก็พลันดังสวนขึ้นมาจนเธอชะงักงัน แล้วให้ความสนใจไปยังอีกฝ่ายแทบจะทันที
“ทิพย์ นั่นจดหมายใครเหรอ?” ผู้เป็นนายเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเบนสายตามองไปยังจดหมายในมือของทิพย์
“มีเยอะเลยค่ะคุณผู้หญิง แต่เห็นว่ามีเอกสารสำคัญส่งมาถึงคุณหนู ทิพย์ว่าจะเอาขึ้นไปให้บนห้องน่ะค่ะ”
“จดหมายสำคัญอะไร เอามาให้ฉันดูหน่อย”
“นี่ค่ะคุณผู้หญิง” เธอยื่นจดหมายให้กับคุณหญิงอร แล้วจึงค่อย ๆ ถอยหลังออกมาอย่างมีมารยาท
สายตาทั้งสองคู่ไล่อ่านข้อความบนเอกสารแผ่นนั้นด้วยความตั้งใจ ก่อนจะรับรู้ถึงเรื่องราวของลูกสาว ที่เธอไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น ญาณิน ก็ปรากฏตัวขึ้น เธอเดินลงมาจากชั้นบนด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายราวกับว่าไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิต อยู่ใต้อาณัติของพ่อกับแม่ไปวัน ๆ เท่านั้น
ทว่าในเวลานั้นเธอไม่ได้ทันสังเกตเห็นว่าผู้เป็นแม่กำลังถือวิสาสะอ่านเอกสารสำคัญของเธออยู่ จึงเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะอาหาร เพื่อดูว่าเช้านี้ ป้าทิพย์เตรียมอะไรไว้ให้เธอบ้าง
“ยายณิน นี่มันอะไร?” คุณหญิงอรเอ่ยถามพร้อมกับยื่นเอกสารแผ่นนั้นไปหยุดอยู่ตรงหน้าของลูกสาว และต้องการให้เธออธิบายขยายความกับเรื่องราวนี้ให้กระจ่าง
“แม่หมายถึงอะไรคะ ณินไม่เข้าใจ”
“เอกสารนี้เป็นขอลูกไม่ใช่หรือไง จะสอบเข้าสถาปัตย์เนี่ยนะ คิดดีแล้วเหรอ?”
“ว่ายังไงนะ นี่ลูกจะเข้าคณะสถาปัตย์เหรอ”
ในเวลาเดียวกันอยู่ ๆ ผู้เป็นพ่อก็ดันเดินลงมาจากชั้นบน ได้ยินบทสนทนาของแม่ลูกเข้าได้อย่างพอดิบพอดี ซึ่งเขาเองก็มีความเห็นเช่นเดียวกันกับภรรยา จึงรีบเอ่ยประโยคสมทบเธอในทันที
ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนั่นก็เพราะว่าพวกท่านต่างก็เป็นห่วงลูกสาว ถึงขนาดแค่เห็นคณะที่ญาณินเลือกเรียนด้วยตัวเองก็ตัดสินกันไปถึงไหนต่อไหนแล้วว่าเธอไม่มีทางเรียนไหวเป็นแน่
“ไหวไม่ไหวมันก็เป็นเรื่องของอนาคตนี่คะ พ่อกับแม่จะมากดดันณินเพื่ออะไร อีกอย่างทางของณิน ณินจะเลือกเอง”
หญิงสาวโต้กลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ญาณินเพียงแค่ไม่ชอบให้พ่อกับแม่ของเธอเป็นแบบนี้...ก็เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาเธอพยายามทำตามคำสั่งของพวกท่านมาโดยตลอด แต่มันก็พิสูจน์ให้เธอเห็นว่าเธอไม่เคยมีความสุขกับสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้เลยสักนิดเดียว
“พ่อว่าลูกไม่ไหวหรอก เลือกคณะที่มันเรียนง่าย ๆ จะดีกว่า อย่าทำอะไรที่มันเกินตัวจนเกินไป ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งไม่ไหวขึ้นมา มันจะเสียเวลาเอาเปล่า ๆ นะ” คำพูดดังกล่าวส่งผลให้ญาณินถึงกับหยุดชะงักอยู่กับที่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปที่พ่อของเธอแทบจะทันที
“พรุ่งนี้ณินย้ายไปอยู่หอ ส่วนเรื่องเรียนให้มันเป็นเรื่องของอนาคตนะคะ ได้ไม่ได้ ณินก็ไม่เสียใจหรอก เพราะณินเลือกมันเอง ขอตัวขึ้นไปเก็บของก่อนนะคะ”
“ลูกจะไปได้ยังไง กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนเดี๋ยวนี้เลยนะ ยายณิน!!” เมื่อเห็นว่าลูกสาวเดินกลับขึ้นไป ผู้เป็นแม่ก็ได้แต่ตะโกนตามหลังของลูกสาวตัวดีไปอย่างหมดความหวัง
แต่ก่อนญาณินเองก็อยู่ภายใต้คำสั่งของพ่อกับแม่เสมอมา แต่พักหลัง ๆ เมื่อเธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นก็อยากที่จะมีความคิด และได้ตัดสินใจบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง
อีกอย่างการได้ไปอยู่หอคนเดียวก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ที่จะส่งเสริมให้เธอกลายเป็นเด็กคนหนึ่งที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม แต่ก็ดีกว่าที่ต้องมาคอยทำตามคำสั่งของพ่อกับแม่ไปวัน ๆ อยู่ดี...
หลังจากที่ปะทะคารมกับพ่อแม่อยู่สักพัก ญาณินขึ้นมาเก็บของบนห้องนอน เธอโน้มตัวลงนอนบนเตียง ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาด้วยความหนักใจอย่างถึงที่สุด
อันที่จริงเธอเองก็แอบใจหายที่ต้องจากบ้านไปอยู่หอเพียงตัวคนเดียว หากแต่ลึก ๆ ก็รู้สึกดีที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตเหมือนอย่างวัยรุ่นคนอื่น ๆ บ้าง เธอดักดานมานานเกินพอแล้ว
เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอก็รีบลุกขึ้นมาเก็บสัมภาระต่าง ๆ เข้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่อย่างไว ทั้งเสื้อผ้าข้าวของที่เคยใช้เธอเก็บไปจนหมด เธอเสียดาย เพราะคิดว่าคงไม่ได้กลับมาพักที่บ้านบ่อย ๆ คงอยู่หอจนหนำใจกันไปข้างหนึ่งแน่นอน
แม้ว่าเมื่อวานจะจบวันได้ไม่ดีนัก แต่เช้าวันใหม่ที่ญาณินรอคอยก็มาถึงเสียที เธอตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวย้ายเข้าไปอยู่หอ แต่ก่อนจะออกจากบ้าน พ่อและแม่ของเธอก็มายืนเกลี้ยกล่อมไม่อยากให้เธอออกไปจากบ้านหลังนี้
“ตอนนี้เปลี่ยนใจยังทันนะยายณิณ ลูกไม่เคยทำอะไรเอง จะไหวจริง ๆ เหรอ”
ผู้เป็นแม่ถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบหากแต่แฝงไว้ด้วยความหวัง เธอเองก็เป็นห่วงญาณิน แต่ทว่าก็ไม่อยากขัดใจมากเท่าไรนัก เพราะได้ตัดสินใจลงไปแล้ว
“อย่าพยายามเลยค่ะ ณินบอกแล้วไงคะว่าณินตัดสินใจแล้ว ของก็เก็บแล้ว รถก็เตรียมรอแล้ว แถมค่าหอ ค่าเรียนก็จ่ายมัดจำตามข้อตกลงไปก่อนแล้ว ถอยไม่ได้หรอกค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะสายเอา”
ชายวัยกลางคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาแล้วบอกให้ลูกสาวรีบไป ด้วยความที่เลี้ยงมากับมือ พวกเขารู้ว่ายังไงก็ไม่บังคับญาณินไม่ได้อยู่แล้ว จึงจำใจต้องยอมให้ไปแต่โดยดี ถึงแม้ว่าผู้เป็นแม่จะยังคงอาลัยอาวรณ์อยู่มากเลยก็ตาม
“อย่างนั้นณินลาตรงนี้เลยนะคะ ไม่ต้องไปส่งก็ได้ ไว้ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ณินจะโทร.มาบอกนะคะ”
“อืม ตามนั้น ไปก็ไป...”
บทสนทนาระหว่างพ่อแม่ลูกจบลงแต่เพียงเท่านั้น ญาณินขึ้นรถที่คนขับประจำคฤหาสน์เตรียมเอาไว้ให้แล้วมุ่งตรงไปยังหอพักที่เช่าเอาไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงเธอก็ใช้เวลาในการจัดสัมภาระให้เป็นที่เป็นทางในห้องใหม่อยู่ประมาณสามชั่วโมง เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงได้เป็นห่วง จะไม่ยอมให้มา แต่ท้ายที่สุดการได้อยู่คนเดียว มันกลับกลายเป็นความสบายใจไปแล้ว
“หิวชะมัด...” เธอพึมพำอยู่กับตัวเอง ก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนอย่างเต็มความสูง หยิบกระเป๋าเงินติดตัวมา แล้วลงไปหาซื้ออะไรกินเพื่อรองท้องไปก่อน
ด้วยความที่เธอเช่าห้องหอพักอยู่ จึงทำให้รอบข้างมีตลาดเล็ก ๆ และร้านค้าตามข้างถนนเป็นส่วนใหญ่ ช่วงแรก ๆ เธอจำเป็นที่จะต้องประหยัดไปก่อน เพราะไม่อยากขอเงินพ่อและแม่บ่อย ๆ เหมือนตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนั้นเพราะท่านทั้งสองจะคอยตามใจ
ถ้าไม่อย่างนั้นพวกท่านก็จะคิดว่าเธอเอาตัวเองไม่รอด แต่กลับดั้นด้นจะออกมาอยู่คนเดียว ซึ่งเธอจะไม่มีวันยอมเสียศักดิ์ศรีง่าย ๆ อย่างแน่นอน
ญาณินแต่งตัวเรียบร้อย ซ้ำแล้วยังใส่แว่นหนาปกปิด จนมองไม่เห็นถึงใบหน้าที่แท้จริง หรือจะเรียกว่าเป็นยายเฉิ่มก็ไม่ผิด เพราะเธอไม่ชอบอะไรที่หวือหวาและไม่ได้ชอบการถูกเป็นที่สนใจจากคนรอบข้างเท่าไรนัก
อาหารเย็นของเธอในวันนี้เป็นอาหารตามสั่งข้างทาง ที่ได้กลิ่นลอยมาเตะจมูกตั้งแต่อยู่ท้ายซอยจนถึงต้นซอย ตามจริงญาณินไม่เคยต้องมาลำบากแบบนี้ เพราะตอนอยู่ที่บ้านเธอแทบไม่ต้องหากินเองด้วยซ้ำ ตื่นขึ้นมาแม่ก็เตรียมไว้ให้จนเสร็จสรรพแถมยังมีแม่บ้านคอยทำนู่นทำนี่ให้ มันดูเหมือนจะดี แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่อย่างที่คิด...
“เอากะเพราหมูสับไม่เผ็ดเลยหนึ่งกล่องค่ะป้า”
“นั่งรอเลยจ้า”
“ค่ะ...”
ไป ๆ มา ๆ การไม่ถูกเป็นที่สนใจก็สบายใจดีเหมือนอย่างที่ญาณินคิดไว้จริง ๆ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้อยู่ในสังคมเดิม ๆ ที่ชอบตัดสินเธอจากรูปลักษณ์ภายนอก ต่างคนต่างอยู่แบบนี้คือสิ่งที่เธอปรารถนามานานมากแล้ว...
หญิงสาวนั่งรอข้าวเย็นอยู่สักพัก เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็รีบสาวเท้าเดินกลับมาที่หอทันที เธอกลัวว่าถ้าค่ำไปมากกว่านี้ จะเป็นอันตรายเอาได้
อันที่จริงแล้วหอที่เธอมาเช่าอยู่ไม่ได้ราคาแพงสมฐานะที่แท้จริงของเธอ แต่ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ แล้วหอพักของที่นี่ค่อนข้างที่จะติดหรูเลยก็ว่าได้ คนมีเงินเท่านั้นแหละถึงจะมีโอกาสอยู่หอพักที่มีทำเลที่ตั้งดีถึงขนาดนั้น
แต่เธอก็คิดว่าอยู่ชั่วคราวไปก่อนก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะเคยดูหอที่ราคาสูงและดีกว่านี้เอาไว้อีกหลายที่ ทว่าต้องมาจบที่หอนี้เนื่องจากเวลาที่ไม่ทันการก็เท่านั้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้เธอ
เลยเลี่ยงที่จะไม่ออกไปไหนมาไหนตอนกลางคืนเพื่อแก้ปัญหาไปพลาง ๆ ก่อน
ส่วนหนึ่งก็เพราะความกลัวที่พกติดตัวมาจากบ้านด้วยล้วน ๆ
ใช้เวลาประมาณสิบนาที ญาณินก็เดินกลับมาถึงห้องของตัวเองได้อย่างรวดเร็วทันใจ เธอนั่งกินกะเพราหมูสับของโปรดเหงา ๆ อยู่คนเดียวพร้อมกับดูรายการวาไรตี้โชว์ไปด้วย เสียงหัวเราะในรอบหลายเดือนดังสวนขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของตัวห้องนอนที่มีเพียงหญิงสาวตัวเล็ก ๆ คนเดียวที่อาศัยอยู่
หลังจากวันนั้นญาณินก็ใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด เธอไม่ได้มีปัญหาใด ๆ ในการใช้ชีวิตเลยสักนิดเดียว เผลอ ๆ อาจจะมีความสุขกว่าตอนที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่ที่บ้านหลังนั้นเลยเสียด้วยซ้ำ...
และแล้วสิ่งที่เธอรอคอยก็กำลังจะมาถึง มหาวิทยาลัยชื่อดังที่เธอสอบติดประกาศกำหนดวันเวลาสำหรับการเปิดเทอมวันแรกของปีการศึกษา ญาณินแอบใจหายเพราะรู้สึกว่าตัวเองย้ายมาอยู่หอได้ยังไม่ทันไร ก็ต้องไปเรียนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้แล้วจริง ๆ
เธอเตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้จนเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า วิธีการเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เป็นโชคดีที่หอค่อนข้างสะดวกสบายเพราะอยู่ใจกลางเมือง
เธอสามารถเลือกได้ว่าจะไปทางไหนที่ตัวของเธอเองคิดว่าเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า
อีกทั้งยังสามารถไปให้ทันเวลาตามตารางเรียนที่ได้ระบุไว้ได้อย่างทันท่วงที นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง
บทล่าสุด
#55 บทที่ 55 ตอนพิเศษ 5
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#54 บทที่ 54 ตอนพิเศษ 4
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#53 บทที่ 53 ตอนพิเศษ 3
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#52 บทที่ 52 ตอนพิเศษ 2
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#51 บทที่ 51 ตอนพิเศษ 1
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#50 บทที่ 50 ไปชั่วนิรันดร์
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#49 บทที่ 49 หมั้นหมาย
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#48 บทที่ 48 เมียผมแซ่บมาก
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#47 บทที่ 47 ดีเจสุดฮอต
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026#46 บทที่ 46 สลัดคราบ
อัปเดตล่าสุด: 8/25/2026
คุณอาจชอบ 😍
แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย
ภารกิจให้เป็นคู่เดทเป็นเวลา1อาทิตย์...
เมียเด็กของท่านประธานร้ายรัก
เธอเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานธรรมดา ส่วนเขาคือท่านประธานผู้สูงส่ง เย็นชา และอันตรายเกินกว่าที่หัวใจดวงเล็ก ๆ ของเธอจะรับมือไหว
น้ำขิงไม่เคยคิดเลยว่า การเข้ามาฝึกงานในบริษัทวัฒนากร กรุ๊ป จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาลเพราะเพียงคืนเดียว...เธอกลายเป็นผู้หญิงของเขา
ภูริช วัฒนากร คือผู้ชายที่ใคร ๆ ก็เกรงกลัว
เขาร้าย เขาเย็นชา เขาไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร แต่กับเด็กฝึกงานตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ เขากลับทั้งหวง ทั้งหึง ทั้งร้ายกาจ และไม่ยอมปล่อยมือ
“เธอเป็นของฉัน น้ำขิง จำไว้ให้ดี”คำพูดของเขาเหมือนโซ่ตรวนผูกเธอไว้กับความรักที่ทั้งหวาน ทั้งเจ็บ และหนีไม่พ้น
ทว่าเมื่อความลับและคำกล่าวหาร้ายแรงถาโถมเข้ามาผู้ชายที่เคยกอดเธอแน่น กลับเป็นคนเดียวกันที่ทำให้เธอเจ็บจนแทบขาดใจ เธอไม่ได้ต้องการเงินของเขาไม่ได้ต้องการตำแหน่งเมีย ท่านประธาน เธอต้องการเพียงความเชื่อใจจากผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจแต่เมื่อเขาไม่ฟัง...เธอจึงเลือกจากไป
พร้อมหัวใจที่แตกสลาย และอีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ ที่เขายังไม่รู้ว่ามีอยู่จริง
หวานใจคุณพ่อจำเป็น
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของ 'มดตะนอย' กามเทพตัวจิ๋ววัย 3 ขวบครึ่งที่ชี้เป้าเลือกพ่อกลางห้างสรรพสินค้า ทำเอา 'มัดไหม' น้าสาวในร่างแม่จำเป็นถึงกับช็อกแทบสลบ!
เพราะผู้ชายที่หลานเธอวิ่งไปเกาะขา ดันเป็น 'พีร์ภูรินท์' ซีอีโอหนุ่มสุดเนี้ยบผู้รักความเพอร์เฟกต์และประกาศตัวว่า 'ไม่ชอบเด็ก!' มัดไหมเตรียมใจรับพายุอารมณ์ แต่ผิดคาด... เมื่อท่านประธานหน้านิ่งกลับยอมรับบท "คุณพ่อปลอมๆ" ซะงั้น แถมยังขยันขับรถสปอร์ตมาป้วนเปี้ยนที่คาเฟ่ของเธอทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ!
จากภารกิจ Fake Family สุดป่วนที่เริ่มเพราะโดนลูกตก ค่อยๆ ลุกลามกลายเป็นอาการ 'คลั่งรักแม่' แบบเต็มคาราเบล! จากผู้ชายเย็นชาที่หวงพื้นที่ส่วนตัวขั้นสุด กลายร่างเป็นแด๊ดดี้สายเปย์สุดอบอุ่น ที่พร้อมทิ้งตรรกะทุกอย่างบนโลก เพื่อเลื่อนขั้นจาก 'พ่อกำมะลอ' ไปเป็น 'สามีตัวจริง'
มาร่วมโดนตกไปกับความน่ารักนุบนิบหัวใจ โบ๊ะบ๊ะกับหลานตัวแสบ และฟินจิกหมอนกับพระเอก CEO ธงเขียว นิยายโรแมนติกคอมเมดี้สายครอบครัว ฟีลกู๊ด อ่านง่าย ชุบชูใจ เสิร์ฟความหวานสไตล์สโลว์เบิร์น ปลอดสารดราม่าปวดตับ 100%!
#หวานใจคุณพ่อจำเป็น
โซ่ปรารถนา คุณหมอศัลย์
'อังคณา' พยาบาลสาวจบใหม่ประชดรักหักหลังด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับค่ำคืนวันไนท์สแตนท์ เธอคิดว่ามันจะเป็นแค่ความทรงจำตื่นสายที่แยกย้ายแล้วจบกัน แต่ใครจะคิดว่า 'กระสุนนัดเดียว' ของชายแปลกหน้าในคืนนั้นจะแม่นยำจนทำให้เธอตั้งครรภ์!
และที่ช็อกยิ่งกว่า... คือพ่อของลูกดันเป็นถึง 'นายแพทย์ภาคินทร์' ศัลยแพทย์หนุ่มสุดเนี้ยบ ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ แถมเขายังเป็นหมอในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ด้วย!
การแต่งงานสายฟ้าแลบเกิดขึ้นตามคำสั่งของประมุขตระกูล ภาคินทร์ยอมรับผิดชอบทุกอย่าง ทว่าเขากลับสวมหน้ากากเฉยชาและบอกว่าทั้งหมดคือ ‘หน้าที่’ ทำให้อังคณาต้องเจียมตัว รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เขาอึดอัด
โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า... ภายใต้แววตานิ่งสนิทคู่นั้น หมอหนุ่มแทบจะบ้าตายทุกครั้งที่มีชายอื่นเข้าใกล้เธอ!
เมื่อความลับใต้พรมเริ่มปะทุ และวิกฤตร้ายแรงในครรภ์เข้าขั้นวิกฤต คุณหมอผู้ไร้ความรู้สึกจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่า ‘หน้าที่’ นี้... แท้จริงแล้วมันคือ ‘ความปรารถนา’ ที่เขาอยากครอบครองเธอมาตั้งแต่แรกพบ
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
องค์หญิงเข็มพิษ กับท่านอ๋องไร้หัวใจ
"ทำไมข้าต้องแต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเขา เพียงเพื่อระงับสงครามงั้นหรือ เขาที่เรียกว่าปิศาจไร้หัวใจคนนั้น" จ้าวซีเฟย
"ทำไมข้าต้องแต่งกับนาง สตรีไร้มารยาท หลงตัวเอง เย่อหยิ่งแบบนี้ นั่นไม่ใช่สตรีที่ข้าต้องการ" ถังมู่เหริน
............."ส่งตัวเข้าหอ".............
"ข้าจะแยกห้องกับเจ้า"
"ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น"
"งั้นก็ตกลงตามนี้ เราสองคน ต่างคน ต่างอยู่"
"ย่อมได้ รับพระบัญชาเพคะ"
......................................................
"นี่ ไม่ใช่นางนี่ คนที่ข้าพบครั้งก่อน ข้าแต่งกับใครกันแน่"
นางไม่ได้สวย ดูสง่างาม และดูสงบนิ่งแบบนี้ หรือข้าจะแต่งพระชายามาผิดคน หรือว่าข้าเองที่เข้าใจผิด
"ไหนบอกว่าเขาเป็นราชาปิศาจไร้หัวใจไง แต่ทำไม เป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาคมคาย รูปงามเช่นนี้ล่ะ"
หรือว่าข่าวที่ได้ยินมาจะผิด เขาดูเป็นหนุ่มเจ้าสำอาง มากกว่าจะเป็นคนที่โหดเหี้ยมนั่นได้
""นี่มันอะไรกัน""
สัญญารักประธานร้าย
คลั่งไคล้ยัยแฮกเกอร์
แทนที่จะส่งตัวเธอให้ตำรวจ ประธานกู้ผู้ชอบใช้เงินแก้ปัญหา(และหวงของขั้นสุด) กลับโยนเช็คตัวเลขเจ็ดหลักใส่หน้า พร้อมยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้... นั่นคือการจ้างเธอเป็น 'กระสอบทรายระบายอารมณ์ส่วนตัว' แบบผูกขาด ห้ามรับงานอื่น ห้ามมองผู้ชายคนอื่น และห้ามปฏิเสธเมื่อเขาต้องการ!
ภายใต้แว่นตาขอบเงินที่ดูภูมิฐาน เขาคือพญามารจอมเอาแต่ใจที่ดุดันไม่เกรงใจเตียง จนเธอต้องลอบรีวิวสมรรถภาพของเขาในใจเหมือนรีวิวสินค้าในเถาเป่า ปากสั่นร้องไห้บอกว่าไม่ไหว แต่สมองกลับคำนวณทิปค่ากระเป๋าแบรนด์เนมอย่างรวดเร็ว
เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วย 'เงินตราและราคะ' ถลำลึกจนเตียงแทบหักทุกคืน งานนี้สายลับสาวหน้าเงินจะกอบโกยกำไรจนคุ้ม หรือจะขาดทุนย่อยยับเพราะเผลอเอาหัวใจไปจำนองให้ท่านประธานกันแน่?
หวงรักท่านประธานปากแข็ง
ข้าวหอมเคยคิดว่า ‘ภาม’ คือผู้ปกครองที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิต...
ผู้ชายวิศวะฯ หน้าดุที่วันๆ เอาแต่ขีดเส้นกั้นระหว่างเขากับเธอด้วยคำว่า ‘เด็กเกินไป’
แต่นั่นคือเรื่องของอดีต เพราะเมื่อวันที่เธอเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงเต็มตัว
เขากลับกลายเป็น ‘ราชสีห์จอมบงการ’ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลากเธอกลับเข้าถ้ำ
ในเมื่อปากบอกว่าไม่หวง แต่กลับใช้กรงเล็บแห่งอำนาจขังเธอไว้ในรังไม่ให้ไปไหน
ถ้าเขาอยากหวง... ก็หัดพูดให้ตรงกับใจก่อนเถอะ ก่อนที่เธอจะยอมให้ ‘ศัตรูทางธุรกิจ’
พากรงทองของเขาพังทลายลงไปต่อหน้า
โซ่สวาทร้อนรัก
“มันเรื่องของฉัน ตัวฉันของฉันนมก็นมของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่ง”
“ก็สิทธ์ของความเป็นผัวคนแรกของคุณไง นมคุณน่ะเป็นของผม ทั้งตัวคุณก็เป็นของผม...เข้าใจไหม? ”
คาเรน เซนโดริก อายุ 32 ปี
หนุ่มลูกครึ่งอเมริกา-อาหรับ ที่มีบุคลิกสุขุมเยือกเย็น เจ้าเล่ห์แสนกล และยังเป็นCEO บริษัทไอทีอินเตอร์เนชั่นกรุ๊ปชื่อดังในอเมริกาที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ในแต่ละวันจะมีสาวๆมาคอยปนเปรอสวาทให้เขาในทุกค่ำคืน และในที่สุดเขาก็จัดการเหยื่อสาวผิดคน เพราะคิดว่าเธอคือคนที่ลูกน้องหามา จึงใช้เงินปิดปากเธอให้จบเรื่อง แต่ใครจะคิดว่าเขาต้องมาเจอกับเธออีกครั้ง
ทับทิม รินลดา ชลวัตร อายุ 25 ปี
สาวแว่นช่างเพ้อ ที่มีความสามารถรอบด้าน พ่วงด้วยวาจาอันจัดจ้านไม่ยอมใคร จนถูกคัดเลือกให้ไปดูงานที่ดูไบ ต้องมาเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสาวสวยสุดมั่นสำหรับงานครั้งนี้ แต่พอไปถึงเธอกลับถูกซาตาน พรากพรหมจรรย์ไปตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง และซาตานคนนั้นก็ดันเป็นเจ้าของบริษัทที่เธอทำงานอยู่ แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อต้องเจอกับเขาอีกครั้ง
ใต้เงาเสน่หา
ทว่าสิ่งที่เธอต้องรับมือกลับไม่ใช่เพียงเมนูอาหารรสเลิศ แต่เป็น ‘ไทม์’ CEO หนุ่มผู้เย็นชา เย่อหยิ่ง และกินยากที่สุดในสามโลก! จากความระแวงแคลงใจในคราแรก แปรเปลี่ยนเป็นความสิเน่หาอันลุ่มหลงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เงามืดของคฤหาสน์
ท่ามกลางสายตาผู้ใหญ่และคำครหาเรื่องชนชั้น เขาตีตราจองเธอไว้ด้วยความหึงหวงอันบ้าคลั่ง ขณะที่เธอพยายามเจียมตัวและหลบหนี...
แต่ยิ่งเธอถอยห่าง เขากลับยิ่งก้าวเข้ามาประชิด และพร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่กล้าพราก ‘ยอดดวงใจ’ ไปจากเขา!
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!













