บทนำ
คีตภัทร พิพัฒน์เดชา ท่านประธานหนุ่มแห่ง The Chic ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่มูลค่านับหมื่นล้าน เขาคือชายหนุ่มมาดเนียบ หล่อเหลา ร่ำรวย และเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วประเทศ
อมิตา พรทวี (หนูอิม) สาวน้อยแสนซื่อ พนักงานประจำเคาน์เตอร์น้ำหอมแบรนด์เนมประจำห้างสรรพสินค้าสุดหรูอย่าง The Chic หญิงสาวเจ้าของใบหน้าสวยหวานราวตุ๊กตาที่ถูกวาดขึ้นด้วยจิตรกรชั้นเอก ดวงตากลมโตทอประกายสุกใสนั้นสะกดให้เจ้านายหนุ่มอย่างคีตภัทรรู้สึกสะดุดตั้งแต่แรกเห็น และไม่อาจลบภาพใบหน้าหวานปนเศร้านั้นออกจากความคิดได้เลย ลักษณะท่าทางของเธอกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องของคีตภัทรให้พลุ่งพล่านจนเขาบอกกับตัวเองว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ใบหน้าแสนเศร้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและชีวิตชีวาให้ได้
บท 1
ภายในงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ของนิตยสารไฮโซฉบับหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อมอบรางวัลให้แก่บุคคลในสังคมชั้นสูงและเหล่าเซเลบริตี้ในด้านสาขาต่างๆ คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักธุรกิจและสาวสังคมที่ต่างตบเท้าเข้าร่วมงานเพื่อพบปะสังสรรค์รวมถึงบรรดาคุณแม่ที่พาลูกสาวออกงานเพื่อหวังจะแนะนำให้เป็นที่รู้จักและมองหาว่าที่คู่ครองที่เหมาะสมและคู่ควรไปด้วยในตัว ฉะนั้นทุกคนจึงพากันประโคมเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายแบรนด์ดังที่เทียบมูลค่าแล้วอาจเท่ากับรายได้ที่คนหาเช้ากินค่ำหาได้ทั้งปีเสียอีก และหนึ่งในแขกที่มาร่วมงานก็คือสามหนุ่มที่บรรดาผู้สื่อข่าวสายสังคมขนานนามว่าแก๊งค์หนุ่มในฝันที่มีด้วยกันสามคนคือ ธีรภัทร ตติยะ และคีตภัทร สองหนุ่มแรกนั้นดับฝันสาวๆ ทั้งประเทศด้วยการลั่นระฆังวิวาห์ไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเป็นการสร้างตำนานรักสะเทือนวงการระหว่างเจ้าชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมกับซินเดอเรลล่าสาวสวยสองคนที่เป็นหญิงสาวธรรมดาอย่างลดาวดีและเจนิตาซึ่งปัจจุบันทั้งคู่ต่างมีโซ่ทองคล้องใจไปแล้วเรียบร้อย ความหวังของสาวๆ ในสังคมจึงพุ่งมาที่คีตภัทรหนุ่มหล่อเจ้าของห้างสรรพสินค้า The Chic ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศไทยรวมถึงกำลังขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคีตภัทรจะลงเอยกับผู้หญิงคนไหนนอกจากควงไปเรื่อยๆ เบื่อก็แยกย้ายทางใครทางมัน เสียงถอนหายใจของตติยะทำให้ทั้งคีตภัทรและธีรภัทรหันไปมองพร้อมกัน
“เป็นอะไรของแกวะไอ้เต้” คีตภัทรถามเพื่อนอย่างสงสัยเมื่อเห็นท่าทางเบื่อหน่ายของตติยะที่เมื่อก่อนชื่นชอบนักหนากับการออกงานสังคมและมักเป็นฝ่ายชวนเขากับธีรภัทรไปร่วมงานทุกครั้งอย่างไม่ยอมพลาด
“เบื่อ อยากกลับบ้าน คิดถึงเมีย” ตติยะตอบอย่างที่ใจคิดเพราะหลังจากแต่งงานเขาก็กลายเป็นคนรักครอบครัวและตัวติดกับภรรยาอย่างเจนิตาชนิดแทบไม่เคยห่างกันไปไหนนอกจากเวลาไปทำงาน
“น้อยๆ หน่อยไอ้เต้ แกเพิ่งจะห่างคุณเจนมาไม่ถึงชั่วโมง” คีตภัทรว่าเพื่อนอย่างหมั่นไส้
“แกไม่มีเมียไม่เข้าใจหรอกไอ้คีย์ การที่ต้องห่างเจนแค่หนึ่งนาทีก็นานเหมือนหนึ่งชั่วโมงแล้ว”
“ถ้ามันขนาดนั้นแกก็กลับไปเถอะ ฉันอยู่กับไอ้ธีก็ได้”
“ฉันก็คิดถึงลดากับลูกเหมือนกัน” ธีรภัทรตอบทำให้คีตภัทรมองเพื่อนทั้งสองอย่างไม่อยากจะเชื่อกับความหลงลูกหลงเมียขนาดหนักชนิดที่ว่าถ้าเขาไม่คบกับทั้งสองมาตั้งแต่เด็กคงไม่มีทางเชื่อแน่ๆ ว่าทั้งตติยะและธีรภัทรจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ แต่จากที่เห็นเขาก็ต้องเชื่อว่าเสือร้ายทั้งสองถอดเขี้ยวเล็บกลายเป็นแมวเชื่องๆ เรียบร้อยโรงเรียนลดาวดีและเจนิตาไปแล้ว
“ถ้างั้นแกสองคนกลับไปเถอะ ฉันอยู่ของฉันคนเดียวได้”
“โถ่ หัวก็ไม่ล้านทำเป็นใจน้อยไปได้” ธีรภัทรแกล้งแหย่เพื่อน
“ฉันไม่ได้ใจน้อย แต่ฉันขี้เกียจมองหน้าซังกะตายของพวกแกสองคน เห็นแล้วพาลกินอะไรไม่ลง” คีตภัทรหันไปหยิบเครื่องดื่มบนโต๊ะขึ้นจิบระหว่างดูการแสดงบนเวที
“ที่ไล่ฉันสองคนกลับเนี่ยเพราะเจอเหยื่อที่จะมานั่งเป็นเพื่อนแล้วใช่ไหม” ตติยะถามเมื่อเห็นว่าสาวสวยนางหนึ่งซึ่งเขาคุ้นหน้าว่าเป็นลูกสาวคุณหญิงเจ้าของร้านเพชรเพียรส่งสายตาทอดสะพานให้คีตภัทรตั้งแต่เข้ามาในงาน คีตภัทรมองตามพลางส่งยิ้มให้สาวเจ้าแล้วหันมายักไหล่ให้เพื่อนสนิททั้งสอง
“หมั่นไส้คนเสน่ห์แรง” ธีรภัทรแสร้งว่า
“คนมันหล่อช่วยไม่ได้ แกสองคนแต่งงานแล้วหมดสิทธิ์นั่งนับเวลารอกลับบ้านไป”
“เออ ไอ้คนหล่อ วันไหนแกมีเมียแล้วกลายร่างจากเสือมาเป็นแมวแบบที่แกชอบว่าพวกฉันนะ วันนั้นฉันจะจัดงานฉลองต้อนรับเข้าสมาคมให้อย่างยิ่งใหญ่เลย” ตติยะว่าอย่างหมั่นไส้แล้วหยุดสนทนาเพียงเท่านั้นเมื่อบนเวทีเริ่มประกาศรางวัลให้กับเหล่าผู้มาร่วมงานในคืนนี้
ทั้งสามหนุ่มนั่งชมการแสดงและปรบมือแสดงความยินดีให้กับผู้ที่ได้รับรางวัลจากสาขาต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่พวกเขารู้จักคุ้นเคยดีจากการติดต่อร่วมธุรกิจและออกงานสังคมต่างๆ การประกาศรางวัลดำเนินไปอย่างต่อเนื่องซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้ผู้มาร่วมงานได้ไม่น้อยจนกระทั่งถึงรางวัลสำคัญนั่นคือรางวัลนักธุรกิจเจ้าเสน่ห์ซึ่งเปิดให้สาวๆ ทั่วประเทศร่วมโหวต
*“และแล้วก็มาถึงรางวัลที่เป็นไฮไลต์ของเราในค่ำคืนนี้นะครับ รางวัลที่ผมจะประกาศต่อไปนี้คือรางวัลนักธุรกิจเจ้าเสน่ห์ ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลคือผู้ที่ได้รับการโหวตจากสาวๆ ทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์<strong>High Society</strong>ที่ทางนิตยสาร High Society**เปิดให้โหวตตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ได้แก่...” พิธีกรเว้นจังหวะให้นักดนตรีได้บรรเลงเพื่อความตื่นเต้น “คุณคีตภัทร์ พิพัฒน์เดชา ขอเสียงปรบมือด้วยครับ”*ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศของพิธีกรชื่อดังบนเวทีเสียงปรบมือก็ดังกึกก้องไปทั้งห้องจัดเลี้ยงภายในโรงแรมหรูแห่งนี้ คีตภัทรยืนขึ้นโค้งคำนับให้ทุกคนและพาร่างสูงใหญ่ภายใต้สูทสีดำสนิทเดินก้าวไปบนเวทีอย่างมั่นใจ ใบหน้าหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากบวกกับชุดสูทสีดำสุดเนียบและท่วงท่าการเดินอันงามสง่าทำให้สาวๆ ภายในงานมองตามตาปรอย
“*คุณคีตภัทร พิพัฒน์เดชา ชายหนุ่มสุดหล่อที่คว้ารางวัลนี้ไปครอบครองไม่ใช่ใครที่ไหนครับทุกท่าน คุณคีตภัทรเป็นประธานบริหารแห่ง<strong>The Chic Group</strong>เจ้าของห้างสรรพสินค้าสุดหรูที่มีสาขาอยู่ทั่วเมืองไทยและกำลังขยายสาขาไปยังประเทศใกล้เคียงซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านเลยทีเดียว สาวๆคนไหนสนใจยื่นไปสมัครได้เลยนะครับ”*พิธีกรกล่าวถึงประวัติของคีตภัทรเพียงเล็กน้อยเพราะทราบดีว่าทุกคนในที่นี้รู้จักชายหนุ่มเป็นอย่างดีอยู่แล้ว คีตภัทรรับมอบถ้วยรางวัลจากเจ้าของนิตยสารและเดินไปกล่าวขอบคุณยังโพเดียมที่เตรียมไว้
“ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมได้รับตำแหน่งนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ” คีตภัทรกล่าวขอบคุณเพียงสั้นๆ ตามประสาคนพูดน้อยแต่รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากบวกกับน้ำเสียงนุ่มทุ้มก็ทำให้สาวๆ ในงานเคลิ้มตามราวโดนมนต์สะกด ชายหนุ่มก้าวลงจากเวทีและเดินกลับไปยังโต๊ะของตัวเองโดยทำเป็นไม่เห็นสายตาทอดสะพานจากหญิงสาวหลายคนที่ส่งมาให้ระหว่างทาง
“ยินดีด้วยครับพ่อหนุ่มเจ้าเสน่ห์” ตติยะแสดงความยินดีกับเพื่อน
“เออ ขอบใจ”
“แต่อันที่จริงฉันว่าแกน่าจะได้รางวัลอื่นมากกว่า” ธีรภัทรออกความเห็น
“รางวัลอะไรวะไอ้ธี” ตติยะหันไปถามเพื่อนอย่างสงสัย
“เพลย์บอยล่าสวาท” ธีรภัทรและตติยะหัวเราะออกมาพร้อมกันกับตำแหน่งที่ธีรภัทรมอบให้เพื่อน
“ไอ้บ้าธี ทำมาปากดีเมื่อก่อนแกกับฉันก็ไม่ต่างกันหรอก รวมทั้งแกด้วยไอ้เต้”
“นั่นมันเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ฉันเลิกเด็ดขาดแล้วโว้ย” ตติยะแก้ต่าง คีตภัทรหมั่นไส้เพื่อนจึงทำทีหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อโทรหาใครบางคน
“แกจะโทรหาใคร” ตติยะถามอย่างสงสัย
“ฉันจะโทรหาคุณเจนสักหน่อย”
“แกจะโทรหาเมียฉันทำไม”
“ฉันก็จะโทรไปในฐานะผู้หวังดีว่าเมื่อกี้ฉันเห็นสาวๆ โต๊ะข้างหลังส่งยิ้มให้แล้วแกก็ยิ้มตอบซะด้วย”
“ไอ้บ้าคีย์ แกวางโทรศัพท์ลงเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันแค่ยิ้มตอบตามมารยาท”
“ก็ไม่เป็นไร ฉันก็แค่อยากเล่าให้คุณเจนฟัง ส่วนแกก็กลับไปแก้ตัวกับคุณเจนเองสิ”
“ถ้าแกพูดแบบนั้นฉันคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้อ้าปาก แกวางโทรศัพท์ลงเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้คีย์” ตติยะพยายามแย่งโทรศัพท์จากมือของคีตภัทรแต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้
“แกสองคนนี่เล่นกันเป็นเด็กๆ เลิกแกล้งมันได้แล้วไอ้คีย์ แค่นี้มันก็ขวัญหนีดีฝ่อหมดแล้ว” ธีรภัทรปรามเพื่อนทั้งสองทำให้คีตภัทรและตติยะหยุดยื้อแย่งโทรศัพท์กันในทันที
“ถ้าไม่เห็นกับตาฉันไม่เชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตเสือร้ายแห่งวงการ แกกลัวคุณเจนขนาดนี้เลยเหรอวะ” คีตภัทรกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะขณะเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเสื้อสูท
“ฉันไม่ได้กลัว แต่เกรงใจโว้ย” ตติยะเถียง เขาไม่ขอเสี่ยงให้มีเรื่องแบบนี้ไปเข้าหูเจนิตาเด็ดขาด คราวก่อนที่มีข่าวนางแบบพรีเซนเตอร์ของโครงการหมู่บ้านจัดสรรมาที่เขาเป็นเจ้าของมาอ่อยแล้วมีผู้หวังดีส่งภาพที่อีกฝ่ายเซจะล้มแล้วเขาเข้าไปประคองยังทำเอาบ้านเกือบแตก ครั้งนั้นเขาต้องนอนนอกห้องถึงหนึ่งอาทิตย์ คนไม่มีเมียอย่างคีตภัทรจะไปเข้าใจอะไรว่าการนอนนอกห้องโดยไม่ได้กอดเมียมันทรมานขนาดไหน แถมเมียยังขยันส่งรูปตัวเองใส่ชุดนอนเซ็กซี่ขยี้ใจมายั่วทุกคืนจนเขาต้องตะกายผนังอย่างสุดแสนทรมาน ครั้งนั้นทำให้เขาเข็ดจนตายไม่กล้าทำอะไรที่ซุ่มเสี่ยงต่อการถูกเมียลงโทษอีกแล้ว
“ไม่กลัวแต่เกรงใจประโยคสุดคลาสสิคของพวกกลัวเมียสินะ” คีตภัทรยังไม่วายตอกย้ำ
“ปากดีไปเถอะไอ้คีย์ อย่าให้ถึงตาแกบ้างก็แล้วกัน ฉันจะยุเมียแกให้เล่นงานแกบ้างคอยดู”
“ไม่มีทาง” คีตภัทรยักไหล่
“ขอขัดจังหวะหน่อย ฉันแค่อยากบอกว่าไอ้ท่าทางมั่นใจแบบนี้ไอ้เต้เคยทำมาก่อน แล้ววันนี้มันมีสภาพยังไงแกคงเห็นอยู่แล้วนะ” ธีรภัทรบอกกับคีตภัทร
“แกอยู่เฉยๆ ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะไอ้ธี” ตติยะว่าเพื่อนที่พูดตอกย้ำความกลัวเมียของเขาให้คีตภัทรรู้
“อ้าว ฉันก็แค่เตือนให้มันดูแกเป็นตัวอย่าง ฉันพูดผิดตรงไหน” ธีรภัทรถามหน้าตาย
“ไม่ผิดเลยเพื่อน แต่ช่วยพูดเรื่องอื่นกันบ้างได้ไหม พูดเรื่องนี้แล้วฉันรู้สึกใจคอไม่ดี”
“โถ่เอ๊ย ไอ้เต้ แล้วทำเป็นปากดีว่าไม่ได้กลัวเมีย” คีตภัทรตอกย้ำแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
กว่างานเลี้ยงค่ำคืนนั้นจะจบลงทั้งธีรภัทรและตติยะก็บ่นอุบเพราะอยากกลับไปนอนกอดเมียทำให้คีตภัทรทั้งรำคาญและหมั่นไส้เพื่อนรักของตัวเองเป็นอย่างมาก สุดท้ายเขาก็ไล่สองคนนั้นกลับไปก่อนส่วนตัวเองนั้นหันไปส่งสายตาให้หญิงสาวโต๊ะข้างๆ อย่างรู้กันว่าค่ำคืนนี้ทั้งคู่จะไปลงเอยที่ไหน
หน้าบ้านหลังเล็กกะทัดรัดในยามเช้าตรู่ปรากฏร่างหญิงสาวบอบบางกำลังตักบาตรซึ่งเป็นกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน อมิตา พรทวี หญิงสาวเจ้าของรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นและใบหน้ารูปไข่สวยชนิดคนมองต้องเหลียวหลัง ใบหน้าเนียนสวยนั้นประกอบไปด้วยดวงตายาวรีรับกับจมูกโด่งและริมฝีปากบางสีชมพูสดอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องอาศัยลิปสติกเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวเก็บของเข้าบ้านเมื่อไหว้พระรับพรเสร็จสิ้น
“ไม่รู้จะขนเอาของดีๆ ไปใส่ทำไมให้สิ้นเปลือง พ่อแม่แกมันตายไปตั้งนานแล้วคงจะไม่มาเฝ้ารอกินของเซ่นไหว้จากแกอยู่หรอก” บุหงากล่าวกระแนะกระแหนหลานสาวของสามีซึ่งเธอไม่ชอบขี้หน้าและอยากกำจัดออกไปให้พ้นจากบ้านอยู่ทุกวันแต่ติดตรงที่สามีของเธอไม่ยอม
“หนูอิมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” อมิตาเลือกที่จะไม่ตอบโต้เพราะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์หากมีเรื่องมีราวขึ้นมาเธอก็ต้องเป็นฝ่ายผิดเสมอ
“จองหอง ทำเป็นอวดดีไปเถอะ ฉันจะต้องหาทางกำจัดแกออกจากบ้านนี้ไปให้ได้” บุหงาบอกกับตัวเองขณะมองตามอมิตาที่เดินขึ้นชั้นบนไปอย่างเกลียดชัง
อมิตาเดินเข้ามาภายในห้องนอนและเดินไปนั่งบนเตียงด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย มือบางเอื้อมไปหยิบกรอบรูปครอบครัวซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงอย่างเดียวของเธอมากอดเอาไว้พร้อมๆ กับหยาดน้ำตาที่ไหลรินไหล่บอบบางสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น
“พ่อขา แม่ขา หนูอิมคิดถึงพ่อกับแม่” อมิตาใช้นิ้วมือลูบไล้ไปบนรูปถ่ายที่มีบิดามารดาของเธอนั่งเคียงข้างกันโดยมีเธอซึ่งยังเป็นทารกอยู่ในอ้อมกอดของมารดา หญิงสาวปล่อยความคิดให้หวนสู่อดีตอันแสนเจ็บปวดอีกครั้ง ครอบครัวของเธออยู่กันอย่างเรียบง่ายมีความสุขจนกระทั่งเมื่อเธอมีอายุครบสิบสองปีบิดามารดาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุพร้อมๆ กัน อมิตารู้สึกว่าโลกทั้งใบของเธอมันถล่มลงมาต่อหน้า หญิงสาวรู้สึกหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เด็กผู้หญิงอายุสิบสองปีที่ต้องกำพร้าพ่อและแม่อย่างกะทันหันไม่ต่างจากเรือลำน้อยที่ลอยคว้างอยู่กลางคลื่นลมโดยไม่มีจุดหมาย อมิตาจำได้ดีว่าเธอนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าโลงศพของบิดามารดาจนเป็นที่เวทนาต่อแขกที่มาร่วมงาน ในตอนนั้นเธอจำได้ดีว่ามีเพียงนายอำนาจผู้เป็นพี่ชายของมารดาและเป็นลุงแท้ๆ ของเธอคอยปลอบโยนอยู่เคียงข้างและรับเธอมาอุปการะในขณะที่ญาติๆ คนอื่นต่างพากันหนีหน้าเพราะไม่อยากหาภาระให้ตัวเอง
อมิตาจำได้ดีว่านางบุหงาป้าสะใภ้และครองขวัญลูกสาวคนเดียวของผู้เป็นลุงค้านหัวชนฝาไม่ให้รับเธอมาเลี้ยงโดยเสนอให้ส่งเธอให้กับบ้านเด็กกำพร้าแต่ลุงของเธอไม่ยอมจนทำให้ลุงและป้าสะใภ้ทะเลาะกันใหญ่โต อมิตาซึ่งโตพอที่จะรับรู้อะไรๆ ได้จึงเดินไปบอกกับผู้เป็นลุงด้วยน้ำเสียงแสนเศร้า *“คุณลุงขา อย่าทะเลาะกับป้าบุหงาเลยนะคะ หนูอิมไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าก็ได้ค่ะ คุณลุงไปส่งหนูอิมทีนะคะ” อมิตาจำได้ว่าเธอเดินไปบอกกับผู้เป็นลุงแบบนั้นโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านเด็กกำพร้านั้นอยู่ที่ไหน และเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้างถ้าไปอยู่ที่นั่น แต่เพราะความเจียมตัวและไม่อยากให้ผู้เป็นลุงต้องเดือดร้อนเด็กน้อยวัยสิบสองปีจึงยินยอมที่จะไปแต่โดยดี “ไม่ได้ หนูอิมเป็นหลานของลุง ตราบใดที่ลุงยังมีชีวิตอยู่ลุงจะไม่ยอมให้หนูอิมต้องไปตกระกำลำบากแบบนั้นเด็ดขาด หลานคนเดียวจะไม่มีปัญญาเลี้ยงก็ให้มันรู้ไป”*ลุงของเธอประกาศต่อหน้าภรรยาและลูกสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังจนทั้งสองไม่กล้าขัดได้แต่แสดงอาการไม่พอใจและนำความโกรธเหล่านั้นมาลงที่เธอเสมอเมื่อลับสายตาผู้เป็นลุง ‘กาฝาก’ คำคำนี้ที่นางบุหงาและครองขวัญพูดกรอกหูเธออยู่ทุกวัน ซึ่ง อมิตาทำได้เพียงเก็บความเจ็บช้ำน้ำใจเอาไว้และแอบมาร้องไห้คนเดียวเสมอมา
ตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านของลุงอมิตาก็อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวและช่วยงานในบ้านทุกอย่างเท่าที่เด็กวัยสิบสองปีจะทำได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจแก่นางบุหงาซึ่งมักจะหาเรื่องมาต่อว่าเธออยู่เสมอ และเมื่อผู้เป็นลุงไม่อยู่อมิตาก็มักจะโดนรังแกจากครองขวัญผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธอแต่อีกฝ่ายไม่เคยคิดเช่นนั้น ครองขวัญพูดอยู่เสมอว่าเธอเป็นกาฝากที่มาแย่งความรักจากบิดาและทำให้บิดาของตัวเองต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูเธอ อะไรที่อีกฝ่ายควรจะได้ก็ไม่ได้เพราะบิดาต้องประหยัดเพื่อนำเงินนั้นไว้ส่งเสียเธอเรียน อมิตาได้แต่ก้มหน้ารับฟังคำกระทบกระเทียบเสียดสีนั้นเสมอมาและพยายามเอาความดีเข้าสู้ด้วยการเป็นเด็กดีและทำทุกอย่างที่บุหงาและครองขวัญใช้ให้ทำแต่ก็ไม่สามารถทำให้ทั้งคู่มองเธอในแง่ดีขึ้นมาได้
อมิตาแบ่งเบาภาระผู้เป็นลุงด้วยการปฏิเสธที่จะเรียนมหาลัยเหมือนคนอื่นๆ ด้วยการสมัคเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดพร้อมๆ กับทำงานไปด้วย แม้ผู้เป็นลุงจะไม่เห็นด้วยแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถขัดความตั้งใจเธอได้ ด้วยความมุมานะและอดทนในที่สุดเธอก็สามารถเรียนจบได้ตามกำหนดในขณะที่ครองขวัญโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเพราะติดผู้ชายจนทิ้งการเรียน อมิตารู้ดีว่าผู้เป็นลุงผิดหวังกับครองขวัญมากเพียงใดแต่ไม่พูดออกมาเพราะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไร อมิตาตั้งใจไว้ว่าจะย้ายออกจากบ้านของผู้เป็นลุงเมื่อมีงานทำและเลี้ยงตัวเองได้เพราะไม่อยากทนฟังคำดูถูกเหยียดหยามจากบุหงาและครองขวัญอีกต่อไป อีกอย่างเธอรู้ดีว่าบุหงาและครองขวัญเองก็รอวันที่เธอจะออกไปจากบ้านหลังนี้อยู่ตลอดเวลา หลังจากเรียนจบอมิตาได้เข้าทำงานเป็นพนักงานขายน้ำหอมแบรนด์ดังที่ห้างสรรพสินค้าสุดหรูอย่าง The Chic และด้วยความประหยัดอดออมทำให้เธอสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งซึ่งเธอตั้งใจจะใช้เงินจำนวนนี้สำหรับการขยับขยายไปอยู่ข้างนอกด้วยการซื้อคอนโดห้องเล็กๆ พร้อมทั้งเก็บอีกส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองชีวิต แต่ความฝันของเธอก็ต้องพังทลายเมื่อธุรกิจร้านอาหารของผู้เป็นลุงต้องปิดตัวลงเพราะโดนหุ้นส่วนโกงทำให้นายอำนาจกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยความเครียดทำให้นายอำนาจดื่มจนเมาและขับรถไปประสบอุบัติเหตุและผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้เป็นลุงไปตลอดกาล นายอำนาจไม่สามารถเดินได้อย่างปกติเหมือนเดิมอีกต่อไปเพราะระบบประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้รับความเสียหายทำให้ต้องใช้ไม้เท้าตลอดเวลา หลังจากที่ต้องกลายเป็นคนพิการนายอำนาจก็มีอาการป่วยทางใจตามมา นอกจากจะคิดว่าตัวเองเป็นภาระให้กับหลานสาวที่น่าสงสารแล้วยังตรอมใจกับการที่ภรรยาและลูกไม่สนใจใยดีทำให้อมิตาไม่อาจทิ้งผู้เป็นลุงออกไปใช้ชีวิตตามลำพังอย่างที่ต้องการได้ ส่วนนางบุหงานั้นเมื่อเสาหลักอย่างผู้เป็นสามีทำงานไม่ได้ก็ไม่คิดจะทำงานใดๆ โดยให้เหตุผลว่าแต่ไหนแต่ไรเธอไม่เคยต้องทำงานให้ลำบาก ถ้าสามีของนางไม่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูหลานกาฝากอย่างเธอก็คงมีเงินเก็บมากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายไม่ต้องตกระกำลำบากแบบนี้ อมิตาจึงไม่อาจเป็นคนอกตัญญูด้วยการทิ้งครอบครัวของผู้เป็นลุงออกไปมีชีวิตสุขสบายได้เพราะลูกสาวคนเดียวอย่างครองขวัญนั้นย้ายออกไปอยู่กับแฟนและไม่ดูดำดูดีบิดาเลยแม้แต่น้อย ส่วนนางบุหงานั้นก็เอาแต่ให้ท้ายลูกโดยไม่คิดจะช่วยแบ่งเบาภาระของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว อมิตาจึงทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานและดูแลผู้เป็นลุงเพื่อทดแทนบุญคุณที่ท่านชุบเลี้ยงเมื่อยามที่เธอไร้ญาติขาดมิตรหันไปทางไหนก็มีแต่คนเบือนหน้าหนี อมิตาปาดน้ำตาแล้วนำกรอบรูปครอบครัววางไว้บนหัวเตียงที่เดิมแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป
หลังจากแต่งตัวพร้อมไปทำงานอมิตาก็หยิบกระเป๋าเดินออกจากห้องนอนและสิ่งที่เธอทำเป็นประจำก่อนออกไปทำงานคือการแวะเข้าไปดูผู้เป็นลุงในห้องนอนด้วยความเป็นห่วง
“คุณลุงขา ทำอะไรอยู่คะ” อมิตาถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนเธอไม่เคยแสดงมันออกมาให้ผู้เป็นลุงเห็นเลยสักครั้งเพราะรู้ดีว่านายอำนาจคิดว่าตัวเองเป็นภาระทำให้เธอลำบากมาตลอด
“หนูอิมจะไปทำงานแล้วเหรอลูก” นายอำนาจที่นั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างหันมาถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ค่ะ หนูอิมจะไปทำงานแล้ว” อมิตาบอกพร้อมส่งยิ้มให้ผู้เป็นลุง
“เหนื่อยไหมลูก ลุงขอโทษนะที่ลุงเป็นแบบนี้ทำให้หนูต้องเหนื่อยอยู่คนเดียวโดยที่ลุงช่วยอะไรไม่ได้เลย”
“โถ่คุณลุงคะ คุณลุงพูดแบบนี้อีกแล้ว หนูอิมบอกแล้วไงคะว่าหนูอิมเต็มใจที่จะดูแลคุณลุง หนูอิมไม่ได้ลำบากอะไร หนูอิมเต็มใจค่ะ คุณลุงเลี้ยงหนูอิมมาตั้งสิบกว่าปีให้หนูอิมได้ตอบแทนคุณลุงบ้างนะคะ”
“มันไม่เหมือนกันหรอกลูก ตอนนั้นลุงอยู่ในสถานะที่เลี้ยงดูหนูอิมได้สบายแล้วก็ใช่ว่าลุงจะส่งเสียหนูอิมทั้งหมดเสียที่ไหน พ่อแม่หนูอิมก็ทิ้งเงินไว้ให้ก้อนใหญ่พอสมควร ไหนจะเงินประกันชีวิตอีก ถ้าวันนั้นลุงไม่ดื่มจนเมาวันนี้ลุงคงไม่ต้องมาเป็นภาระหนูอิมแบบนี้ หนูอิมทำงานก็เหนื่อยพอแล้วไหนจะต้องมาดูแลลุงอีก แถมบุหงาเขาก็ไม่เคยช่วยอะไรหนูเลยสักอย่าง นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยัง...” นายอำนาจเงียบไปอย่างละอายแก่ใจที่จะพูดออกมาถึงความร้ายกาจของภรรยาที่กระทำต่อหลานสาวของตัวเองแต่อมิตากลับไม่เคยถือโทษ
“คุณลุงอย่าคิดมากสิคะ ถึงคุณป้าบุหงาเขาจะไม่ค่อยชอบหนูอิมแต่เขาก็เป็นภรรยาของคุณลุง สามีภรรยาก็เหมือนคนคนเดียวกัน หนูอิมเคารพคุณป้าบุหงาเหมือนที่เคารพคุณลุงไม่แตกต่างกันค่ะ หนูอิมได้แต่หวังว่าสักวันคุณป้าบุหงาเขาจะเลิกรังเกียจหนูอิม” อมิตาบอกกับผู้เป็นลุงอย่างมองโลกในแง่ดีแม้จะรู้ว่าโอกาสที่บุหงาจะหันมารักใคร่เอ็นดูเธอนั้นเป็นไปได้ยากเต็มที
“ลุงก็หวังอย่างนั้นเหมือนกัน” นายอำนาจเปรยพลางลูบศีรษะหลานสาวที่นั่งซบใบหน้าอยู่กับตัก
“ทำงานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมากไหมลูก”
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ หนูอิมโชคดีที่เจอเพื่อนร่วมงานน่ารัก”
“ดีแล้วล่ะลูก คนดีๆ อย่างหนูอิมต้องพบเจอกับสิ่งดีๆ ในชีวิตแน่นอน” อมิตาเงยหน้าส่งยิ้มให้ผู้เป็นลุง
“หนูอิมก็คิดแบบนั้นค่ะ หนูอิมไปทำงานก่อนนะคะเดี๋ยวจะสาย”
“โชคดีนะลูก”
“เย็นนี้คุณลุงอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ หนูอิมจะซื้อมาฝาก”
“ไม่หรอกลูก มีอะไรลุงก็ทานได้ทั้งนั้น” นายอำนาจบอกอย่างเกรงใจ ตั้งแต่เขากลายเป็นคนพิการนายอำนาจก็ใช้ชีวิตด้วยความประหยัดเพราะอยากเก็บเงินค่าเช่าอาคารพาณิชย์อันเป็นรายได้เดียวของตัวเองไว้ช่วยแบ่งเบาภาระหลานสาว ชายวัยกลางคนนึกขอบคุณตัวเองที่เมื่อครั้งยังมั่งมีได้เจียดเงินส่วนหนึ่งไปซื้ออาคารพาณิชย์ย่านชานเมืองเอาไว้ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ปล่อยเช่าและเป็นรายได้อย่างเดียวของตัวเองที่ภรรยาอย่างบุหงานั้นไม่ทราบว่าเขามีสมบัติชิ้นสุดท้ายแห่งนี้อยู่ ซึ่งนายอำนาจก็นึกขอบคุณตัวเองอีกเช่นกันที่ไม่ได้บอกถึงทรัพย์สมบัติชิ้นสุดท้ายนี้ให้ภรรยาและลูกสาวรับรู้หาไม่แล้วมันคงจะต้องหลุดมือไปอย่างแน่นอน แม้เงินเดือนรวมค่าคอมมิชชั่นของหลานสาวในแต่ละเดือนจะไม่น้อยแต่เขาไม่อยากให้ครอบครัวเป็นภาระกับอมิตามากเกินไป โดยเฉพาะบุหงาที่ใช้เงินเก่งและเขาแอบได้ยินอีกฝ่ายขอเงิน อมิตาโดยใช้คำว่าบุญคุณมาอ้างอยู่เสมอ เขาจึงใช้เหตุผลข้อนี้ในการขอร้องให้อมิตารับเงินจากเขาทุกเดือนเพื่อแบ่งเบาภาระ อย่างน้อยก็ให้ถือเสียว่าเป็นเงินที่เขาใช้เลี้ยงดูภรรยาตัวเองในยามที่บุหงามาขอเงินจากอีกฝ่ายอมิตาจึงยอมรับเงินแต่โดยดีและช่วยกันปกปิดความลับเรื่องสมบัติชิ้นสุดท้ายของผู้เป็นลุงเอาไว้ให้ดีที่สุด
“หนูอิมไปทำงานก่อนนะคะ เจอกันตอนเย็นนะคะคุณลุง” อมิตายกมือไหว้ลานายอำนาจแล้วเดินออกจากห้องไป นายอำนาจมองตามหลานสาวด้วยแววตารักใคร่ปนซาบซึ้งกับความกตัญญูที่อีกฝ่ายมีให้
บทล่าสุด
#66 บทที่ 66 ตอนพิเศษ
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#65 บทที่ 65 วันวิวาห์ 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#64 บทที่ 64 วันวิวาห์ 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#63 บทที่ 63 กลับคืนสู่อ้อมกอด 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#62 บทที่ 62 กลับคืนสู่อ้อมกอด 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#61 บทที่ 61 ถูกพรากดวงใจ 3
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#60 บทที่ 60 ถูกพรากดวงใจ 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#59 บทที่ 59 ถูกพรากดวงใจ 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#58 บทที่ 58 แผนร้าย 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#57 บทที่ 57 แผนร้าย 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026
คุณอาจชอบ 😍
รักระรินใจ
รักร้อน ซ่อนเกียร์ร้าย
เดือนมหาวิทยาลัย 4 ปี ซ้อนอย่าง "เซย์จิ" หล่อ รวย เด็กท็อปคณะวิศวะ เจ้าชู้ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่คบกับใครจริงจัง เปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น
แต่ใครจะรู้ว่า เขาจะแพ้ทาง แม่เด็กเนิร์ดที่ทั้งเฉิ่มและดูจืดชืดต่างกับชื่อของเธออย่าง...
"มะนาว" สาวน้อยนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี 2 เธอ... เป็นลูกสาวแม่บ้าน ในบ้านของเขา
คืนเดียวที่เปลี่ยนชีวิตเขาและเธอไปตลอดกาล....
"ช่วยด้วย ยัยบ้านั่น! เมียน้อยพ่อฉัน..."
เขาถูกเมียน้อย หรือแม่เลี้ยงคนล่าสุดของพ่อ วางยา!
พอหนีมาได้ ก็เจอเธอที่เอาของขึ้นมาเก็บ หลังจากคืนเร่าร้อนผ่านไป ชีวิตของมะนาวก้ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย
เธอยิ่งหนี ไม่อยากถลำลึก แต่เขากลับไม่ยอมปล่อย และตามติดเธอไปทุกที่
โดยขอแม่เธอว่า "ผมต้องการแม่บ้านที่คอนโด"
สุดท้ายมะนาวก็ต้องทำหน้าที่แม่บ้าน และบริการเขาทั้งวัน.... ทั้งคืน แต่ทว่า....
ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะผู้หญิงรอบตัวเขา ที่คอยมาวุ่นวายกับเธอ
และเธอเองก็มีคนอื่น ที่เข้ามาจีบอยุ่ไม่น้อย
ทำให้เซย์จิ ปลุกซาตานในตัวขึ้นมา และตามหึงหวงเธอไปทุกที่
ทำเอามหาวิทยาลัยแทบลุกเป็นไฟ!!
"ถ้ากล้าคุยกับมันต่อหน้าฉันอีก ระวังเธอจะตาคาเตียงนะมะนาว!!"
ฝากติดตามความหึงหวงของไอ้โบ้ตัวใหม่ ที่ปากร้าย "ขึ้นอย่างหงส์ ลงอย่างเอ๋ง..." ด้วยนะคะ
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
So Sick รักษาหัวใจนายเจ้าเล่ห์
"ฉันไปทำเธอตอนไหน?"
"ตอนไหนเหรอ ก็เมื่อคืนไงไอ้คนทุเรศ!"
"เมื่อคืนฉันเมาเละ อย่ามาใช้มุกตื้น ๆ จับฉันมันไม่สำเร็จ"
"จับบ้าอะไรฮะ ฉันโดนข่มขืนฉันเสียหายนะไอ้ชั่ว"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ"
"เมาเหมือนหมาแล้วจำไม่ได้ว่าข่มขืนผู้หญิงเหรอ!"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ!"
"ก็บอกว่าทำไงวะ!!"
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
ร้ายซ่อนรักฉบับโหด
เขา ริกกี้ ชีวิตที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ หัวหน้าทีม RED SUN ผู้ซ่อนรอยร้าวไว้ใต้ใบหน้าแสนเลือดเย็น ความหื่นร้ายของเขาสยบผู้หญิงได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้น...
ปัง!!
ใครจะคิดว่าในโลกนี้ยังมีคนโง่เอาตัวเข้าไปบังกระสุนให้คนอื่นโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ทว่า เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในวันนั้นกลับเป็นเหมือนด้ายแดงผูกโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน
แค้นรักเพลิงสวาท
ภาสกร&อัยรินทร์
นิยายซีรี่ส์ชุดทาสรักซานตาน ( เล่ม1 )
เธอหลอกเขา…เพื่อเงิน
เขาทำลายเธอ…เพื่อแค้น
เมื่อความลับถูกเปิดเผย ระหว่าง ภาสกร ซาตานในคราบนักธุรกิจ และ อัยรินทร์ หญิงสาวผู้ขายหัวใจแลกชีวิต ไฟรัก ไฟแค้น และไฟปรารถนากำลังจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้
“อย่าคิดหนี…เพราะซาตานอย่างฉัน จะลากเธอกลับมาชดใช้ทุกหยดน้ำตา!”
ลวงรักคุณหมอคาสโนว่า
เรื่องราวของคุณหมอ "คาสโนว่าตัวพ่อ" ควงผู้หญิงเป็นว่าเล่น ปากดี งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเองอย่าง "คณาธิป"
เมื่อมาพบกับกวางน้อยไร้เดียงสาแต่สู้คนอย่าง "ชมชนก" เด็กนักศึกษาคณะบริหารที่มาฝึกงานในโรงพยาบาลของเขา
เธอคอยส่งทั้งขนม กาแฟและมักจะเดินมาให้เขาเห็นบ่อย ๆ
แต่เขาไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่เพราะไม่ต่างกับพวกโรคจิต
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรกับผู้หญิงคนอื่นที่ห้องไหน
ทำไมต้องเจอกับเธอทุกทีสิน่า!!
** นิยายเรื่องนี้พระเอกเริ่มแรกไม่ใช่คนดีนะคะ ปากร้ายและเอาแต่ใจ
นิยายเป็นแนว 18+ มีฉากอีโรติกค่อนข้างละเอียด
ควรใช้วิจารณญาณในการเสพ
สูตรรักศาสตราจารย์
ในวันที่คุณหมอออกเวรตอนเช้า แล้วเพิ่งจะคล้อยหลับไปไม่ทันได้หนึ่งชั่วโมง เสียง ปัก ปัก จากข้างห้องดังจนหัวเตียงเธอแทบจะคลอนตาม ด้วยความโมโห หมอปรางถึงขั้นเอากระดาษที่เขียนด้วยลายมือหมอ ไปแปะไว้ที่หน้าห้องข้างๆ
"ตำน้ำพริก กรุณารองครกด้วยค่ะ"
พร้อมคำสาบแช่งเล็กๆ น้อยๆ
"สาธุ ขอให้มันอักเสบ หรือไม่ก็ให้เตียงมันหักไปซะจะได้ไม่ต้องเสียงดัง"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
"คุณไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล เชิญห้องตรวจหนึ่งค่ะ"
"ตุ่มคล้ายสิวหรือหนองขึ้นที่โคนอวัยวะเพศใช่ไหมคะ"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
"ฉิบหายแล้วแกนังปราง มีเรื่องกับใครไม่มี นั่นน่ะหรือตาบ้าข้างห้องแกอ่ะ"
"อื้อ แกรู้จักหรือ"
"เรียกว่าทั้งมหาวิทยาลัยใครบ้างไม่รู้จักเขาดีกว่า"
"ตอนนั้นฉันอยู่ไม่เห็นรู้จัก"
"ก็แก มันสนใจอะไรรอบตัวบ้าง นั่นน่ะ อาจารย์วิทย์ รองศาสตราจารย์ไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล กำลังจะได้เป็นศาสตราจารย์อยู่รอมร่อ จนเขาว่ากันว่าจะเป็นศาตราจารย์ที่หนุ่มและหล่อที่สุด ที่สำคัญเขาเป็นอาจารย์อยู่คณะนิติศาสตร์ ฉิบหายไหมคราวนี้"
"ฉิบหายล่ะ"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย
ภารกิจให้เป็นคู่เดทเป็นเวลา1อาทิตย์...
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!
คุณหมอ❤️ที่รัก NC18++
"อาหมอกฤษฎิ์"
หนุ่มใหญ่วัย 34 ปี มาเฟียในคราบคุณหมอสูตินรีเวชแห่งโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศ โหด เหี้ยม รักใครไม่เป็น เปลี่ยนคู่นอนเป็นว่าเล่น สำหรับเขารักแท้ไม่เคยมีรักดีๆ ก็มีให้ใครไม่ได้ แต่สุดท้ายดันมาตกหลุมรักแม่ของลูกอย่างถอนตัวไม่ขึ้น❤️
"เฟียร์สตีนอยู่ดีๆรู้ตัวอีกทีก็มีลูกสาววัย4ขวบแล้วอ่ะครับ แถมแม่ของลูกทำเอาใจเต้นแรงไม่หยุดเลยนี่เรียกว่าตกหลุมรักใช่ไหมครับ"
นลินนิภา อารีย์รักษ์
"ที่รัก"
สาวน้อยวัยแรกแย้มบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฐานะยากจนสู้ชีวิต เพราะความจำเป็นทำให้เธอต้องตกเป็นของเขา คนนั้นด้วยความเต็มใจ จนทำให้เธอต้องกลายมาเป็นคุณแม่ยังสาวด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลกเหวี่ยงให้เธอกลับมาพบกับเขาคนนั้นอีกครั้ง พ่อของลูกคนที่เธอถวิลหาไม่เคยลืม ❤️
"ตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรก ห่างกันไกลแค่ไหนใจยังคงคิดถึงเธอเสมอ ❤️พ่อของลูก"
หนูน้อยแก้มใส
กมลชนก อารีย์รักษ์
สาวน้อยวัย 4 ขวบ สดใสร่าเริง ฉลาดมาก ซนมาก แสบมาก เซี้ยวมาก เฟียสมาก ใครเห็นเป็นต้องหลงรักในความช่างพูดและขี้อ้อนของน้อง
"ลุงหมอเป็นพ่อขาของแก้มใสเหรอคะ"
หนูเป็นลูกของคุณพ่อกฤษฎิ์กับคุณแม่ที่รักค่ะ
หนูจะเป็นกามเทพตัวจิ๋วที่จะมาแผลงศรให้คุณพ่อกับคุณแม่รักกัน❤️มาเอาใจช่วยหนูกันด้วยนะคะ













