บ่วงรักเมียนอกทะเบียนของบอสตะวัน

บ่วงรักเมียนอกทะเบียนของบอสตะวัน

ปะหนัน · เสร็จสิ้น · 198.9k คำ

1.1k
ยอดนิยม
1.3k
การดู
21
เพิ่มเมื่อ
เพิ่มไปยังชั้นวาง
เริ่มอ่าน
แชร์:facebooktwitterpinterestwhatsappreddit

บทนำ

คำโปรย
เขาเคยบอกว่าเธอคือผู้หญิงของเขา แต่ในวันที่ทั้งโลกเหยียบย่ำ เธอกลับเป็นเพียง “เมียนอกทะเบียน” ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเจ็บปวดอย่างมีศักดิ์ศรี
อัญชิสาเคยเลือกยืนข้างตะวัน เพราะเชื่อว่าความรักของเขาจะพาเธอผ่านเงามืดของบ้านใหญ่ไปได้ แต่เมื่ออดีตของแม่ถูกขุดขึ้นมาใส่ร้าย เมื่อลูกในท้องถูกตั้งคำถามว่าเป็นเลือดเนื้อของใคร และเมื่อผู้ชายที่บอกว่ารักเริ่มลังเลต่อหน้าหลักฐานปลอม เธอจึงรู้ว่า...ความรักที่ไม่กล้ายืนข้างกัน อาจเจ็บกว่าความเกลียดชังของศัตรู
เขาคือบอสผู้ทรงอำนาจที่เพิ่งรู้ตัวช้าเกินไปว่า คนที่เขาควรปกป้องที่สุด กลับเป็นคนที่เขาปล่อยให้เจ็บที่สุด เธอคือผู้หญิงที่ถูกตราหน้า ถูกใส่ร้าย และถูกผลักให้ยืนในเงามืด แต่กลับไม่ยอมให้ใครเหยียบศักดิ์ศรีของแม่และลูกได้อีก
เมื่อความลับในคืนคลอดเมื่อหลายปีก่อนเริ่มถูกเปิด
เมื่อผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าแม่เลี้ยงผู้แสนดีอาจเป็นคนซ่อนความจริงไว้หลังรอยยิ้ม อัญชิสาจะไม่รอให้ใครมาช่วยอีกต่อไป เพราะครั้งนี้ เธอไม่ได้สู้เพื่อหัวใจของผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น แต่สู้เพื่อคืนชื่อเสียงให้แม่
สู้เพื่อปกป้องลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก และสู้เพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าเมียนอกทะเบียน ก็มีค่ามากพอจะทำให้ทั้งบ้านใหญ่สั่นสะเทือน

บท 1

ตอนที่ 1

ผู้หญิงที่กล้าขัดคำสั่งบอส

แสงแดดยามเช้าสาดผ่านผนังกระจกสูงจรดเพดานของอาคารสำนักงานใจกลางเมือง ประกายทองอ่อน ๆ ตกกระทบพื้นหินอ่อนสีเทาเย็นตา ทำให้โถงกว้างของบริษัทดูหรูหรา สงบ และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน พนักงานในชุดทำงานเรียบร้อยเดินสวนกันด้วยท่าทีเร่งรีบ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะคล้ายสัญญาณเตือนว่าที่นี่ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนเชื่องช้า ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนไม่มีความสามารถ และยิ่งไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนที่คิดจะต่อกรกับอำนาจโดยไม่มีหลักฐานในมือ

อัญชิสาก้าวผ่านประตูหมุนเข้ามาในอาคารนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงผ้าทรงสุภาพ ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นดวงหน้าสวยเฉียบที่ไม่มีรอยยิ้มประดับไว้เพื่อเอาใจใคร แฟ้มเอกสารสีดำถูกกอดไว้แนบอก ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองรอบตัวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหยุดลงที่ป้ายโลโก้บริษัทขนาดใหญ่บนผนังด้านหน้า

บริษัทของตะวัน ผู้ชายที่ใครต่อใครพูดถึงด้วยน้ำเสียงทั้งชื่นชมและหวั่นเกรง บอสหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเด็ดขาด เย็นชา และไม่เคยให้โอกาสความผิดพลาดซ้ำสองแก่ใคร แต่วันนี้ คนที่อัญชิสาต้องเผชิญหน้าไม่ใช่แค่บอสเจ้าของบริษัท หากเป็นเงามืดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขสวยหรูในงบการเงิน ตัวเลขที่ถูกจัดวางอย่างแนบเนียนเหมือนผืนผ้าสะอาด แต่เมื่อเธอแตะลงไปเบา ๆ กลับพบคราบสกปรกที่ซึมลึกจนยากจะล้างออก

“คุณอัญชิสาใช่ไหมคะ ฝ่ายตรวจสอบภายในรออยู่ที่ชั้นยี่สิบสองค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยด้วยรอยยิ้มสุภาพ หลังจากตรวจรายชื่อในระบบเรียบร้อยแล้ว

“ใช่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่มั่นคง ก่อนจะรับบัตรผ่านจากพนักงานและเดินตรงไปยังลิฟต์โดยไม่เสียเวลามองสิ่งใดนานเกินจำเป็น

ประตูลิฟต์สแตนเลสเงาวับสะท้อนภาพของหญิงสาวตรงหน้า อัญชิสาเห็นตัวเองในนั้น เห็นดวงตาที่นิ่งเกินกว่าจะอ่านง่าย เห็นริมฝีปากที่ไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อ และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า หากไม่มีใครยืนข้างเรา เราก็ต้องยืนให้มั่นด้วยขาของตัวเอง

เสียงลิฟต์เคลื่อนขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทว่าหัวใจของเธอกลับไม่เงียบตามไปด้วย ความทรงจำบางอย่างแทรกขึ้นมาในความคิด ภาพผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้างหน้าต่าง          เก่า ๆ ของบ้านเช่า ภาพมือสั่น ๆ ที่กำจดหมายไล่ออกจากงานไว้แน่น และเสียงซุบซิบของคนรอบบ้านที่ตราหน้าโดยไม่เคยถามหาความจริง พยาบาลขายเด็ก พยาบาลรับเงินใต้โต๊ะ ผู้หญิงที่ทำลายชีวิตคนอื่น

คำกล่าวหาเหล่านั้นเคยทำให้แม่ของเธอแทบยืนอยู่ในสังคมไม่ได้ ทั้งที่แม่ไม่เคยได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองสักครั้ง อัญชิสายังจำได้ดีว่าแม่ยอมเงียบเพียงใด จำได้ว่าแม่ก้มหน้ารับสายตาดูแคลนของคนทั้งชุมชนอย่างไร และจำได้ว่าความเงียบนั้นทำให้หัวใจของเด็กหญิงคนหนึ่งเกิดคำสาบานเงียบ ๆ ขึ้นมา เธอจะไม่ยอมเป็นเหมือนแม่ เธอจะไม่ยอมให้ใครใช้คำโกหกเหยียบย่ำชีวิตของเธอ หรือชีวิตของคนที่เธอรักอีกเด็ดขาด

ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นยี่สิบสอง อัญชิสาก้าวออกมาอย่างมั่นคง ทางเดินชั้นนี้ตกแต่งด้วยโทนสีดำ เทา และทอง ดูหรูหราเรียบเฉียบจนแทบไร้ชีวิตชีวา พนักงานหลายคนเงยหน้ามองเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ แต่แววตาเหล่านั้นไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว บางคู่มีความสงสัย บางคู่มีความระแวดระวัง และบางคู่ก็มีแววไม่เป็นมิตรอย่างปิดไม่มิด

หญิงสาวรู้ดีว่าการเข้ามาในฐานะผู้ตรวจสอบเอกสารการเงินไม่เคยเป็นที่ต้อนรับ โดยเฉพาะเมื่อรายงานเบื้องต้นของเธอเริ่มแตะต้องโครงการใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลและมูลนิธิ ซึ่งมีชื่อของศจี ผู้หญิงผู้มีอำนาจในบ้านของตะวันเกี่ยวพันอยู่เบื้องหลัง

เธอยังไม่เคยพบศจีตัวจริง แต่ชื่อของผู้หญิงคนนั้นปรากฏอยู่ตามเอกสารมากเกินไป มากจนคนที่ชินกับตัวเลขอย่างเธอเริ่มรู้สึกว่า ความบังเอิญบางอย่างไม่ใช่ความบังเอิญ

“คุณอัญชิสา เชิญทางนี้ครับ คุณกิตติรออยู่ในห้องประชุมย่อย” ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาหาเธอด้วยท่าทีสุภาพเกินจำเป็น น้ำเสียงของเขาเรียบ แต่ดวงตากลับจับจ้องแฟ้มในมือเธออย่างไม่ไว้ใจ

“ค่ะ” อัญชิสาตอบสั้น ๆ พร้อมเดินตามเขาไปโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม

ห้องประชุมย่อยถูกจัดไว้อย่างเป็นทางการ โต๊ะยาวกลางห้องมีเอกสารหลายชุดวางเรียงอยู่ กิตติ ผู้จัดการฝ่ายการเงินนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเป็นชายวัยห้าสิบต้น ๆ ใบหน้าอิ่มเอิบ ท่าทางดูใจดี แต่ดวงตาเล็กเรียวนั้นกลับมีประกายแข็งกระด้างที่ทำให้อัญชิสาอ่านออกทันทีว่า คนตรงหน้าไม่ได้เรียกเธอมาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เขาเรียกเธอมาปิดปาก

“เชิญนั่งก่อนสิครับ คุณอัญชิสา เราอยากคุยเรื่องรายงานที่คุณส่งมาเมื่อคืนนี้นิดหน่อย” กิตติเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มที่ไม่แตะไปถึงดวงตา

“ถ้าเป็นเรื่องบัญชีของโครงการโรงพยาบาลกับมูลนิธิ ดิฉันพร้อมชี้แจงค่ะ” อัญชิสานั่งลงอย่างสงบ วางแฟ้มสีดำไว้บนโต๊ะตรงหน้าโดยไม่ปล่อยมือออกจากมัน

“ผมอ่านแล้วครับ รายงานละเอียดดีมาก แต่บางจุดอาจจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะตัวเลขของโครงการใหญ่ ๆ มักมีการโอนย้ายงบประมาณระหว่างหน่วยงานอยู่แล้ว” กิตติพูดพลางเปิดแฟ้มรายงานของเธออย่างช้า ๆ ท่าทีเหมือนผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็กใหม่ที่ยังไม่เข้าใจระบบ

“ดิฉันแยกการโอนย้ายงบประมาณปกติออกจากรายการที่ไม่มีเอกสารรองรับแล้วค่ะ รายการที่ดิฉันวงไว้ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อน แต่เป็นเงินออกจากบัญชีมูลนิธิโดยไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และปลายทางหลายบัญชีเป็นบริษัทที่ไม่มีการดำเนินงานจริง” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งชัด ทุกคำพูดมีน้ำหนักของคนที่ตรวจสอบมาแล้ว ไม่ใช่คนที่คาดเดาเอาเอง

รอยยิ้มของกิตติจางลงเล็กน้อย เขาปิดแฟ้มเสียงเบา แต่บรรยากาศในห้องกลับหนักขึ้นอย่างประหลาด

“คุณเพิ่งเข้ามารับงานตรวจสอบได้ไม่กี่วัน บางเรื่องต้องใช้ประสบการณ์และความเข้าใจบริบทภายในมากกว่าตัวเลขบนกระดาษนะครับ” กิตติกล่าวช้า ๆ เหมือนเตือนด้วยความหวังดี แต่ปลายเสียงกลับแฝงความข่มขู่บางอย่าง

“ตัวเลขบนกระดาษอาจไม่อธิบายทุกอย่างค่ะ แต่ตัวเลขที่หายไปโดยไม่มีเอกสารรองรับ ก็ไม่ควรถูกอธิบายด้วยคำว่าบริบทภายในเหมือนกัน” อัญชิสาสบตาเขาตรง ๆ โดยไม่หลบแม้แต่น้อย

ชายวัยกลางคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าสุภาพเมื่อครู่ค่อย ๆ แข็งขึ้น

“ผมจะพูดตรง ๆ นะครับ รายงานชุดนี้เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของท่านประธาน ถ้าคุณส่งเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่โดยไม่ปรับถ้อยคำให้เหมาะสม คุณอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น” กิตติพูดเสียงต่ำลง ดวงตาจับจ้องเธออย่างต้องการให้เข้าใจความหมายแฝง

“ถ้าคนในครอบครัวของท่านประธานไม่ได้ทำอะไรผิด รายงานของดิฉันก็ทำอะไรเขาไม่ได้ค่ะ แต่ถ้ารายงานทำให้ใครเดือดร้อน แปลว่าสิ่งที่ควรถูกตรวจสอบอาจไม่ใช่รายงาน แต่เป็นคนที่กลัวรายงานมากกว่า” อัญชิสาตอบกลับทันที น้ำเสียงยังเรียบ แต่ถ้อยคมกริบจนคนฟังหน้าเปลี่ยน

“คุณกำลังกล่าวหาผู้ใหญ่โดยไม่มีมารยาท” กิตติพูดลอดไรฟัน ความสุภาพหลุดร่อนออกจากน้ำเสียงชัดเจน

“ดิฉันกำลังทำงานตามหน้าที่ค่ะ และหน้าที่ของดิฉันคือรายงานความผิดปกติ ไม่ใช่ช่วยเลือกว่าความจริงข้อไหนควรพูดหรือไม่ควรพูดเพราะกระทบใคร” อัญชิสากล่าวอย่างหนักแน่น ก่อนจะดึงแฟ้มกลับมาไว้ตรงหน้า

ประตูห้องประชุมถูกเคาะเบา ๆ แล้วเลขาฯ สาวคนหนึ่งก็เปิดเข้ามาด้วยสีหน้าระมัดระวัง

“ขอโทษค่ะ คุณกิตติ ท่านประธานให้แจ้งว่าที่ประชุมใหญ่จะเริ่มในอีกสิบห้านาที และขอให้คุณอัญชิสาเข้าร่วมด้วยค่ะ” เลขาฯ รายงานด้วยน้ำเสียงเกรงใจ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย

กิตติหันไปมองเลขาฯ แวบหนึ่ง สีหน้าของเขาตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอัญชิสาเพียงเก็บแฟ้มเอกสารขึ้นมาแนบอกอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอตัวเตรียมเอกสารสำหรับที่ประชุมนะคะ” อัญชิสาลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ ทว่าแววตาไม่มีร่องรอยหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

“คุณอัญชิสา ผมขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย บางประตูเมื่อเปิดแล้ว มันอาจปิดไม่ได้อีก และคนที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นอาจถูกแรงกระแทกจนล้มก่อนใคร” กิตติพูดตามหลัง น้ำเสียงเย็นเยียบจนเลขาฯ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังเผลอกลั้นหายใจ

อัญชิสาหยุดเดินเพียงครู่เดียว เธอหันกลับไปมองชายตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่ง

“ดิฉันไม่กลัวประตูที่เปิดออกหรอกค่ะ ดิฉันกลัวแค่คนที่ล็อกประตูไว้เพื่อซ่อนของสกปรกข้างในมากกว่า” เธอกล่าวชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอคำตอบ

ในวินาทีนั้น กิตติจ้องตามหลังหญิงสาวด้วยสีหน้าแข็งกร้าว เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะกล้าขัดคำสั่งเขาตรง ๆ ทั้งยังกล้าพูดเหมือนตัวเองมีอำนาจต่อรอง ทั้งที่ในบริษัทแห่งนี้ อำนาจที่แท้จริงไม่เคยอยู่ในมือคนที่ถือแฟ้มเอกสาร แต่อยู่ในมือคนที่สามารถทำให้แฟ้มเอกสารทั้งแฟ้มหายไปได้ภายในคืนเดียว

ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสูงสุดของอาคารเปิดไฟสว่างจ้า โต๊ะประชุมยาวสีดำขลับตั้งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยกรรมการ ผู้บริหาร และหัวหน้าฝ่ายสำคัญหลายสิบชีวิต บรรยากาศเคร่งเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคน ด้านหัวโต๊ะมีเก้าอี้ประธานว่างอยู่หนึ่งตัว เก้าอี้ที่ทุกคนมองแล้วรู้ดีว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจซึ่งไม่มีใครกล้าท้าทาย

อัญชิสาเดินเข้ามาในห้องพร้อมแฟ้มเอกสารและโน้ตบุ๊ก เธอรับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา บางคนมองเหมือนเธอเป็นเด็กใหม่ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บางคนมองด้วยความสงสารล่วงหน้า ราวกับเดาได้ว่าอีกไม่นานเธอคงถูกบดขยี้กลางห้องนี้

เธอนั่งลงตรงที่นั่งซึ่งถูกจัดไว้ให้ด้านข้าง ไม่ใช่ที่นั่งสำคัญ แต่ก็พอให้ทุกคนเห็นหน้าเธอชัดเจน

เสียงประตูห้องประชุมเปิดขึ้นอีกครั้ง ทุกเสียงในห้องเงียบลงราวกับมีใครกดปิดสวิตช์

ตะวันเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสุขุม เขาสวมสูทสีเข้มเรียบกริบ ใบหน้าหล่อคมเรียบนิ่งจนอ่านอารมณ์แทบไม่ออก ดวงตาคมลึกกวาดมองทุกคนเพียงครั้งเดียวก็ทำให้บรรยากาศทั้งห้องถูกจัดระเบียบโดยไม่ต้องพูดอะไร เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่พยายามแสดงอำนาจ แต่เหมือนคนที่อำนาจอยู่กับตัวโดยธรรมชาติ

อัญชิสาเงยหน้ามองเขาเพียงชั่ววินาที ก่อนจะดึงสายตากลับมายังเอกสารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพใบหน้าของเขายังติดอยู่ในความคิดอย่างไม่ควรเป็น

เขาเป็นผู้ชายที่อันตรายจริง ๆ ไม่ใช่เพราะสายตาเย็นชา ไม่ใช่เพราะตำแหน่งสูงส่ง แต่เพราะเขามีบางอย่างที่ทำให้คนอยากรู้ว่าภายใต้ความนิ่งนั้นซ่อนอะไรไว้

“เริ่มได้” ตะวันเอ่ยสั้น ๆ หลังจากนั่งลงที่หัวโต๊ะ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ก้องพอให้ทุกคนขยับตัวพร้อมกันอย่างระมัดระวัง

กิตติเป็นคนเปิดการประชุม เขารายงานภาพรวมงบประมาณโครงการโรงพยาบาลและมูลนิธิด้วยภาษาสวยหรู ทุกประโยคฟังราบรื่นราวกับเตรียมมาอย่างดี ตัวเลขบนสไลด์ดูสมบูรณ์แบบ กราฟทุกเส้นชี้ขึ้นอย่างน่าพอใจ และคำอธิบายทุกอย่างก็ถูกห่อหุ้มด้วยถ้อยคำที่ฟังเหมือนความสำเร็จ

อัญชิสานั่งฟังเงียบ ๆ ปลายนิ้วแตะปากกาไว้เบา ๆ ทุกครั้งที่กิตติข้ามรายละเอียดสำคัญ เธอจะทำเครื่องหมายไว้บนกระดาษตรงหน้าอย่างใจเย็น

เมื่อรายงานจบลง กิตติหันมายิ้มให้เธอ เหมือนเปิดโอกาสอย่างผู้ใหญ่ใจกว้าง

“คุณอัญชิสาเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารชุดนี้เพิ่มเติม หากมีข้อเสนอแนะเชิงเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เชิญครับ แต่ผมคิดว่าภาพรวมไม่มีประเด็นสำคัญอะไรแล้ว” กิตติพูดพร้อมรอยยิ้มที่บอกชัดว่าเขาต้องการให้เธอพูดเพียงเล็กน้อย แล้วจบเรื่องอย่างสงบ

หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เธอเสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์กลางห้อง สไลด์ชุดใหม่ปรากฏบนหน้าจอแทนกราฟสวยงามเมื่อครู่ คราวนี้ไม่มีสีสัน ไม่มีคำโฆษณาความสำเร็จ มีเพียงตารางรายการเงินโอน เลขบัญชี วันที่ และเอกสารแนบที่ขาดหาย

“ดิฉันมีข้อเสนอแนะค่ะ แต่คงไม่ใช่ข้อเสนอแนะเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติของเงินโอนจากบัญชีมูลนิธิไปยังบริษัทปลายทางอย่างน้อยสี่แห่ง โดยทั้งสี่แห่งไม่มีประวัติการดำเนินงานจริง ไม่มีพนักงานประจำ และไม่มีเอกสารรับงานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้” อัญชิสาพูดอย่างชัดเจน ขณะสายตาของคนทั้งห้องเริ่มเปลี่ยนไปทันที

เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเงียบลงเมื่อสายตาของตะวันกวาดไปทั่วห้อง ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงมองนิ่ง ๆ ก็ทำให้ทุกคนสงบลงอย่างรวดเร็ว

“คุณควรระวังการใช้คำว่าไม่มีการดำเนินงานจริงนะครับ เพราะบริษัทคู่สัญญาบางแห่งเป็นนิติบุคคลที่รับงานเฉพาะกิจ” กิตติรีบแทรกขึ้น สีหน้าของเขายังพยายามประคองความสุภาพ แต่ลำคอเริ่มมีเส้นเลือดปูดจาง ๆ

“ดิฉันระวังแล้วค่ะ จึงแนบหลักฐานจากกรมพัฒนาธุรกิจ รายการภาษี และข้อมูลสถานที่ตั้งไว้ครบถ้วน บริษัทแรกจดทะเบียนในที่อยู่เดียวกับร้านนวดที่ปิดกิจการไปแล้ว บริษัทที่สองใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกับคนขับรถของผู้บริหารคนหนึ่ง บริษัทที่สามไม่มีการยื่นภาษีมาสองปี ส่วนบริษัทที่สี่เพิ่งเปิดบัญชีก่อนรับเงินจากมูลนิธิเพียงเจ็ดวัน” อัญชิสาอธิบายต่อโดยไม่เร่งเสียง แต่ข้อมูลที่เธอพูดทำให้ใบหน้าของหลายคนซีดลง

ตะวันนั่งนิ่งที่หัวโต๊ะ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าของอัญชิสาอย่างไม่กะพริบ เขาเคยเจอคนเก่งมากมาย เคยเห็นผู้ตรวจสอบหลายคนพูดด้วยความมั่นใจ แต่ผู้หญิงคนนี้แตกต่างออกไป เธอไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ เธอพูดเหมือนคนที่รู้ว่าความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย และเธอก็พร้อมจ่ายมัน

“รายงานนี้ผ่านการตรวจสอบกับฝ่ายการเงินหรือยัง” ตะวันเอ่ยถามเป็นครั้งแรก น้ำเสียงเรียบ ทว่าทำให้ทั้งห้องตึงขึ้นทันที

“ดิฉันส่งข้อมูลเบื้องต้นให้ฝ่ายการเงินแล้วค่ะ แต่ได้รับคำแนะนำให้ปรับถ้อยคำและลดระดับความรุนแรงของประเด็น เพราะเอกสารชุดนี้เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของท่านประธาน” อัญชิสาตอบตรงไปตรงมาโดยไม่เหลือบมองกิตติแม้แต่น้อย

เสียงในห้องเงียบกริบราวกับอากาศถูกดูดออกไป กิตติหน้าถอดสีทันที เขาหันไปมองตะวันด้วยความตื่นตระหนก

“ท่านประธานครับ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมเพียงแต่เห็นว่ารายงานของคุณอัญชิสายังไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้ใหญ่บางท่านได้” กิตติรีบอธิบาย น้ำเสียงสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอให้คนฟังจับพิรุธได้

“ผู้ใหญ่บางท่านที่ว่าคือใคร” ตะวันถามสั้น ๆ แต่ดวงตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

กิตติชะงักไป ในห้องประชุมไม่มีใครกล้าขยับตัว

อัญชิสาเป็นคนตอบแทน เธอเลื่อนสไลด์ไปยังหน้าถัดไป ชื่อโครงการมูลนิธิและลายเซ็นอนุมัติบางส่วนปรากฏขึ้นบนจอ แม้เธอไม่ได้พูดชื่อศจีออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนในห้องรู้ดีว่าลายเซ็นนั้นเป็นของใคร

“ดิฉันยังไม่สรุปว่าใครทำผิดค่ะ เพราะการสรุปต้องอาศัยการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่สิ่งที่ดิฉันสรุปได้ในตอนนี้คือ มีเงินออกจากมูลนิธิโดยไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และมีคนพยายามให้ดิฉันถอนรายงานก่อนถึงมือท่านประธาน” อัญชิสาพูดพลางมองไปยังหัวโต๊ะ สบตาตะวันอย่างไม่หลบ

ตะวันมองเธอกลับ ดวงตาคมเข้มของเขาทำให้คนส่วนใหญ่เกร็งได้ง่าย ๆ แต่อัญชิสากลับยืนนิ่งเหมือนต้นไม้ที่ปักรากลึกลงในพื้นดิน เธอไม่ท้าทายอย่างหยาบคาย แต่ก็ไม่ก้มหัวให้ความกดดัน

“คุณรู้หรือเปล่าว่าการพูดแบบนี้ในห้องประชุมใหญ่ของบริษัท อาจทำให้คุณถูกฟ้องกลับได้ หากข้อมูลของคุณผิดแม้แต่จุดเดียว”

ตะวันถามช้า ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ข่มขู่เต็มที่ แต่มีความเย็นที่ทำให้คนฟังรู้ว่าเขากำลังทดสอบ

“ดิฉันทราบค่ะ และเพราะทราบ ดิฉันจึงตรวจทุกตัวเลขมากกว่าหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยคำว่าผิดปกติออกมาต่อหน้าทุกคน” อัญชิสาตอบทันที แววตาไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

“แล้วถ้าคนที่คุณแตะต้องเป็นคนในครอบครัวของผมจริง ๆ คุณยังยืนยันจะเดินหน้าต่อหรือเปล่า” ตะวันถามต่อ ดวงตาของเขาลึกขึ้น ราวกับต้องการมองให้ทะลุความกล้าของผู้หญิงตรงหน้า

“ถ้าคนในครอบครัวของท่านประธานบริสุทธิ์ การตรวจสอบจะช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ค่ะ แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์ ดิฉันก็ไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมคำว่าครอบครัวถึงควรเป็นเกราะกำบังความผิด” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง จนหลายคนในห้องเผลอเบิกตากว้าง

ปลายนิ้วของตะวันที่วางอยู่บนโต๊ะเคาะเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ความเงียบหลังจากนั้นยาวนานจนคล้ายจะบีบหัวใจของทุกคนในห้อง

“คุณกำลังบอกว่าบริษัทของผมมีคนโกง และคนคนนั้นอาจอยู่ใกล้ตัวผมมากกว่าที่ผมคิด” ตะวันกล่าวช้า ๆ สีหน้าของเขายังนิ่ง แต่นัยน์ตากลับมีประกายบางอย่างที่อัญชิสาอ่านไม่ออก

“ดิฉันกำลังบอกว่าตัวเลขไม่เคยโกหกค่ะ มีแต่คนเท่านั้นที่พยายามทำให้มันดูเหมือนจริง” อัญชิสาตอบเต็มเสียง ถ้อยคำนั้นคมพอจะกรีดบรรยากาศทั้งห้องให้ขาดออกจากกัน ไม่มีใครพูดอะไรอีก

กิตติก้มหน้าลงเล็กน้อย มือของเขากำแน่นใต้โต๊ะ ส่วนผู้บริหารบางคนหลบตาเหมือนกลัวว่าความจริงที่ถูกเปิดขึ้นมาจะกระเด็นมาเปื้อนตัวเอง

ตะวันเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ เขามองอัญชิสาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปสั่งเลขาฯ ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

“เก็บรายงานฉบับเต็มของคุณอัญชิสาเข้าระบบกรรมการ ตรวจสอบบัญชีปลายทางทั้งหมด และระงับการจ่ายเงินในโครงการที่เกี่ยวข้องจนกว่าจะมีผลสรุปใหม่” ตะวันสั่งโดยไม่หันไปมองกิตติแม้แต่น้อย

“ค่ะ ท่านประธาน” เลขาฯ รับคำอย่างรวดเร็ว ขณะมือรีบจดคำสั่งลงในแท็บเล็ต

“ส่วนคุณกิตติ หลังประชุมอยู่พบผม” ตะวันพูดต่อเสียงเรียบ แต่ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของกิตติซีดเผือดในทันที

อัญชิสาค่อย ๆ ปิดสไลด์ เธอรู้ว่าตัวเองชนะในรอบแรก แต่ชัยชนะนี้ไม่ใช่ชัยชนะที่ควรยิ้ม เพราะเธอเพิ่งเหยียบเข้าไปในวงล้อมของคนมีอำนาจ และคนเหล่านั้นย่อมไม่ยอมปล่อยให้เธอเดินออกไปง่าย ๆ

เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ผู้บริหารหลายคนรีบลุกออกจากห้องเหมือนไม่อยากอยู่ในพื้นที่อันตรายนานเกินไป กิตติเดินออกไปพร้อมใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนออกจากห้อง เขาหันมามองอัญชิสาด้วยสายตาแข็งกร้าว สายตาที่บอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ

อัญชิสาเก็บแฟ้มเอกสารอย่างใจเย็น แต่ทันทีที่เธอกำลังจะเดินออกจากห้อง เสียงของตะวันก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“คุณอัญชิสา อยู่ก่อน” ตะวันเรียกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มีอำนาจพอจะหยุดฝีเท้าของเธอได้ทันที

หญิงสาวหันกลับไปมอง เขายังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ห้องประชุมกว้างที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยผู้คน บัดนี้เหลือเพียงเธอกับเขา และความเงียบที่เย็นจัดกว่าระบบปรับอากาศ

“ท่านประธานมีอะไรจะสั่งเพิ่มเติมหรือคะ” อัญชิสาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้หัวใจจะเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย

“นั่งลง” ตะวันสั่งสั้น ๆ พลางผายมือไปยังเก้าอี้ใกล้เขา

“ถ้าเป็นเรื่องรายงาน ดิฉันสามารถส่งเอกสารฉบับเต็มให้เลขาฯ ของท่านประธานได้ค่ะ” อัญชิสาตอบโดยยังไม่ขยับไปนั่งตามคำสั่ง

ตะวันเลิกคิ้วน้อย ๆ เหมือนเพิ่งเห็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าเดิม

“ผมไม่ได้ขอรายงาน ผมเรียกคุณคุย” เขากล่าวเสียงต่ำ ดวงตาคมมองเธออย่างประเมิน

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันยืนคุยก็ได้ค่ะ” อัญชิสาตอบเรียบ ๆ พลางกอดแฟ้มไว้แนบอกแน่นขึ้นเล็กน้อย

มุมปากของตะวันขยับคล้ายจะยิ้ม แต่รอยนั้นจางเกินกว่าจะเรียกว่ารอยยิ้มจริง ๆ

“คุณเป็นคนแรกในรอบหลายปีที่กล้าขัดคำสั่งผมในห้องประชุม และยังกล้าขัดคำสั่งผมหลังประชุมด้วย” เขาพูดอย่างช้า ๆ น้ำเสียงไม่ได้โกรธ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน

“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจขัดคำสั่งค่ะ เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นต้องนั่ง ถ้าการสนทนาไม่ได้ยาวมาก” อัญชิสาตอบอย่างมีเหตุผล ทว่าแววตาของเธอกลับบอกชัดว่าเธอไม่ใช่คนที่จะทำตามเพียงเพราะเขาเป็นบอส

ตะวันลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาสูงกว่าเธอมาก เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ก็เหมือนถูกบีบให้แคบลงอย่างกะทันหัน กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกลิ่นสะอาดของสูทเนื้อดีลอยมากระทบปลายจมูก อัญชิสาต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่คิดในการยืนนิ่ง

“คุณรู้ไหมว่าคนที่คุณกล่าวถึงในรายงานไม่ใช่คนธรรมดา” ตะวันถามเสียงต่ำ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ

“ทราบค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้รับเงินเดือนมาเพื่อกลัวคนไม่ธรรมดา ดิฉันรับงานมาเพื่อตรวจเอกสารค่ะ” อัญชิสาตอบโดยไม่หลบตา แม้ความใกล้ของเขาจะทำให้ลมหายใจเธอสะดุดไปเสี้ยววินาที

“คุณกำลังทำให้ตัวเองเดือดร้อน” ตะวันกล่าว น้ำเสียงครั้งนี้ต่ำลงจนคล้ายคำเตือนจริงจัง

“คนที่ทำผิดต่างหากค่ะที่ควรเดือดร้อน ไม่ใช่คนที่พบความผิด” อัญชิสาตอบทันที และคำตอบนั้นทำให้ดวงตาของตะวันวาวขึ้นอย่างประหลาด

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบแฟ้มรายงานของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ เปิดดูทีละหน้าอย่างละเอียด อัญชิสายืนมองเขาเงียบ ๆ เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังคิดอะไร เขาดูเหมือนคนที่ไม่เชื่อใครง่าย ๆ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่พอจะมองข้ามหลักฐานตรงหน้า

“คุณตรวจพบเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ตะวันถามโดยไม่เงยหน้าจากเอกสาร

“คืนที่สองหลังได้รับชุดบัญชีค่ะ แต่ดิฉันรอตรวจซ้ำก่อน ไม่อยากกล่าวหาใครโดยใช้แค่ความสงสัย” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ

“แล้วทำไมไม่มารายงานผมโดยตรง” เขาถามต่อ

“เพราะตามขั้นตอน ดิฉันต้องผ่านฝ่ายการเงินก่อนค่ะ และดิฉันยังไม่รู้ว่าท่านประธานเป็นคนที่อยากฟังความจริง หรือเป็นคนที่อยากฟังเฉพาะสิ่งที่ทำให้บริษัทดูดี” เธอตอบตรงเกินกว่าคนทั่วไปจะกล้าตอบ

ตะวันเงยหน้าขึ้นทันที สายตาของเขาคมจนเหมือนสามารถตรึงคนไว้กับที่ได้

“คุณตัดสินผมเร็วไปหรือเปล่า” เขาถามเสียงเย็น

“ดิฉันยังไม่ได้ตัดสินค่ะ ดิฉันแค่เผื่อความเป็นไปได้ทุกทาง เพราะในชีวิตจริง คนที่มีอำนาจบางคนไม่ได้กลัวความผิด แต่กลัวความจริงที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหายมากกว่า” อัญชิสาตอบช้า ๆ ความทรงจำเรื่องแม่แล่นผ่านดวงตาเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะหายไปเร็วมากจนคนทั่วไปอาจไม่ทันเห็น แต่ตะวันเห็น เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ

“คุณพูดเหมือนเคยเห็นคนถูกทำลายเพราะความจริงมาก่อน” ตะวันเอ่ยอย่างสังเกต ไม่ใช่แค่ถาม

แววตาของอัญชิสาเย็นลงทันที เธอถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ราวกับคำพูดของเขาแตะถูกบาดแผลที่เธอไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าใกล้

“ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองในการทำงานให้ดีค่ะ เหตุผลของดิฉันไม่เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้” เธอตอบเรียบ แต่เสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย

“เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว ผมเป็นคนตัดสิน” ตะวันกล่าวด้วยนิสัยของคนที่เคยชินกับการควบคุมทุกอย่าง

อัญชิสาเงยหน้าสบตาเขาเต็มตา สีหน้าของเธอไม่หวั่นเลยแม้แต่น้อย

“เรื่องงาน ท่านประธานตัดสินได้ค่ะ แต่เรื่องชีวิตของดิฉัน ท่านประธานไม่มีสิทธิ์” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ ทุกพยางค์เหมือนปักลงกลางห้องประชุมที่ว่างเปล่า

ตะวันมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างนิ่งงันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ไม่มีใครพูดกับเขาแบบนี้ ไม่มีใครกล้าขีดเส้นต่อหน้าเขาด้วยท่าทีมั่นคงเช่นนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เพิ่งเข้ามารับงานในบริษัทของเขาได้ไม่นาน

ควรโกรธ

เขาควรไม่พอใจที่เธอท้าทายอำนาจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่ความโกรธอย่างเดียวมันมีบางอย่างปะปนอยู่ในนั้น ความสนใจ ความแปลกใจ และแรงดึงดูดที่เขาไม่อยากยอมรับว่ามันเกิดขึ้นเร็วเกินไป

“คุณคิดว่าตัวเองเก่งมากหรือไง” ตะวันถามเสียงต่ำ ท่าทีเหมือนกำลังทดสอบมากกว่าดูถูก

“ดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งมากค่ะ ดิฉันแค่รู้ว่าตัวเองไม่ได้โง่พอจะยอมเงียบ เมื่อเห็นความผิดปกติอยู่ตรงหน้า” อัญชิสาตอบโดยไม่เสียเวลาคิด

คราวนี้ตะวันหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงนั้นต่ำและสั้นมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศเย็นจัดเมื่อครู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“คุณรู้ไหมว่าความกล้าของคุณอาจทำให้หลายคนอยากกำจัดคุณออกไปจากบริษัทนี้” เขากล่าว         ช้า ๆ ดวงตาคมยังจับอยู่บนใบหน้าเธอ

“ดิฉันรู้ค่ะ” อัญชิสาตอบทันที

“แล้วไม่กลัวหรือ” เขาถามต่อ

อัญชิสาเงียบไปครู่หนึ่ง คราวนี้เธอไม่ได้ตอบทันทีเหมือนที่ผ่านมา ภาพแม่ของเธอในวันที่ถูกตราหน้าลอยขึ้นมาอีกครั้ง ภาพผู้หญิงที่ถูกทำลายด้วยคำโกหก แต่ยังพยายามยิ้มให้ลูกสาวเหมือนไม่อยากให้เด็กคนนั้นเจ็บไปด้วย เธอกลัว แน่นอนว่าเธอกลัว เพราะคนไม่กลัวอะไรเลยย่อมไม่มีอยู่จริงแต่ความกลัวบางอย่างไม่ควรมีสิทธิ์สั่งให้คนเราทรยศต่อความถูกต้อง

“กลัวค่ะ” เธอยอมรับในที่สุด น้ำเสียงเบาลงแต่หนักแน่นกว่าเดิม “แต่ดิฉันกลัวการเป็นคนที่เห็นความผิดแล้วเลือกเงียบมากกว่า”

ตะวันนิ่งไป ดวงตาคมของเขาลึกขึ้นราวกับคำตอบนั้นกระแทกบางอย่างในใจโดยไม่ทันตั้งตัว

มีบางอย่างในตัวผู้หญิงคนนี้ที่ไม่เหมือนใคร เธอไม่ได้แข็งเพราะอยากดูเข้มแข็ง แต่แข็งเพราะเคยแตกมาก่อนและไม่ยอมให้ตัวเองแตกซ้ำ เธอไม่ได้กล้าเพราะไม่รู้ว่าอันตรายคืออะไร แต่กล้าเพราะรู้ดีเกินไปว่าการปล่อยให้อันตรายเดินผ่านไปโดยไม่มีใครหยุด มันจะทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ได้มากเพียงใด

“จากวันนี้ คุณส่งรายงานทุกอย่างให้ผมโดยตรง ไม่ต้องผ่านคุณกิตติ” ตะวันกล่าวในที่สุด น้ำเสียงกลับมาเป็นบอสที่ออกคำสั่งชัดเจนอีกครั้ง

“รับทราบค่ะ” อัญชิสาตอบ แต่ยังมองเขาด้วยความระวัง

“และจนกว่าการตรวจสอบจะจบ คุณต้องระวังตัวให้มาก อย่ากลับดึกคนเดียว อย่าเปิดไฟล์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก และถ้ามีใครติดต่อคุณนอกช่องทางงาน ให้แจ้งผมทันที” เขาสั่งต่อ ราวกับรายการทั้งหมดถูกคิดไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว

“ท่านประธานกำลังเป็นห่วงดิฉัน หรือกำลังกลัวว่าพยานสำคัญจะหายไปก่อนงานจบคะ” อัญชิสาถามกลับอย่างอดไม่ได้ ดวงตาเธอมีประกายท้าทายจาง ๆ

“ทั้งสองอย่าง” ตะวันตอบโดยไม่หลบตา ทำให้อัญชิสาชะงักไปอย่างไม่คาดคิด

ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่ คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบของการปะทะ แต่เป็นความเงียบที่มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิว ไม่ชัดเจน ไม่ปลอดภัย และไม่ควรเกิดขึ้นในเวลาที่พวกเขาควรพูดกันเพียงเรื่องงาน

อัญชิสาเป็นฝ่ายถอนสายตาก่อน เธอเก็บแฟ้มแนบอกอีกครั้ง

“ถ้าไม่มีเรื่องอื่น ดิฉันขอตัวไปทำรายงานฉบับเต็มนะคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติ

“เชิญ” ตะวันตอบสั้น ๆ แต่สายตายังตามเธอไม่วาง

หญิงสาวเดินไปถึงประตูแล้วหยุดชั่วครู่ เธอหันกลับมาเล็กน้อย

“ท่านประธานคะ” เธอเรียกด้วยน้ำเสียงนิ่ง

“ว่าไง” เขาขานรับ

“ถ้าท่านประธานอยากรู้ว่าบริษัทนี้มีอะไรซ่อนอยู่จริง ๆ อย่าถามแค่ตัวเลขค่ะ ลองถามคนที่ถูกสั่งให้เงียบดูบ้าง บางทีความจริงอาจไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกทำให้กลัวจนไม่กล้าพูด” อัญชิสาพูดจบแล้วเปิดประตูเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ

ตะวันยืนนิ่งอยู่ในห้องประชุมอีกนาน หลังบานประตูปิดลง เสียงของเธอยังคงวนอยู่ในหัวเขาเหมือนประโยคที่ไม่ควรถูกมองข้าม คนที่ถูกสั่งให้เงียบ

ด้วยเหตุผลบางอย่าง คำนี้ทำให้เขานึกถึงแม่แท้ ๆ ของตัวเองขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ภาพผู้หญิงในกรอบรูปเก่าที่เขาแทบจำเสียงไม่ได้ ภาพรอยยิ้มอ่อนโยนที่ถูกเล่าให้ฟังผ่านคำพูดของคนอื่นมากกว่าความทรงจำของเขาเอง และความตายที่บ้านใหญ่ไม่เคยยอมพูดถึงอย่างละเอียด

ตะวันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกดโทรศัพท์หาเลขาฯ

“ส่งคนตรวจสอบบริษัทปลายทางทั้งสี่แห่งแบบเงียบที่สุด และเอาประวัติของอัญชิสามาให้ผมภายในวันนี้” เขาสั่งเสียงต่ำ ดวงตาคมยังจับอยู่ที่ประตูซึ่งหญิงสาวเพิ่งเดินออกไป

ปลายสายรับคำทันที แต่ตะวันยังไม่วางสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นกว่าเดิม

“แล้วตรวจสอบด้วยว่าใครเป็นคนพยายามหยุดรายงานฉบับนี้ก่อนถึงมือผม ผมอยากรู้ว่าความจริงในบริษัทของผมถูกใครล็อกประตูไว้” เขากล่าวจบแล้วกดวางสายช้า ๆ

อีกด้านหนึ่ง อัญชิสาเดินกลับลงมายังชั้นทำงานด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ฝ่ามือที่กำแฟ้มแน่นขึ้นบอกว่าหัวใจเธอไม่ได้สงบเท่าที่แสดงออก ตะวันไม่ใช่ผู้ชายที่เธอควรเข้าใกล้ เขามีอำนาจมากเกินไป มีสายตาที่อ่านยากเกินไป และมีความสามารถในการทำให้เธอหวั่นไหวทั้งที่เขาแทบไม่ได้ทำอะไร

อันตราย คำนี้ผุดขึ้นในใจเธออีกครั้ง แต่คราวนี้                  อัญชิสาไม่แน่ใจว่าอันตรายที่ว่าหมายถึงอำนาจของเขา หรือหมายถึงหัวใจของเธอเองกันแน่

เมื่อเธอกลับถึงโต๊ะทำงาน หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ควรดับสนิทกลับสว่างขึ้นเอง อัญชิสาชะงักทันที เธอแน่ใจว่าเมื่อเช้าเธอปิดเครื่องไว้ก่อนขึ้นประชุม แต่ตอนนี้บนหน้าจอกลับมีหน้าต่างโฟลเดอร์รายงานเปิดค้างอยู่ ไฟล์สำรองบางไฟล์ถูกย้ายตำแหน่ง ร่องรอยการเข้าถึงระบบปรากฏขึ้นในเวลาที่เธออยู่ในห้องประชุม หัวใจของอัญชิสาเต้นแรงขึ้น แต่ใบหน้าของเธอกลับนิ่งเย็นกว่าเดิม หญิงสาวค่อย ๆ วางแฟ้มลง ลากเก้าอี้ออก แล้วนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์อย่างสงบ เธอเปิดโปรแกรมบันทึกประวัติระบบ ตรวจดูเวลาการเข้าใช้งานและหมายเลขเครื่องปลายทางทีละบรรทัด

ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากัน เมื่อเห็นรหัสผู้ใช้ที่ไม่ควรปรากฏบนหน้าจอของเธอ

มีคนเริ่มลงมือแล้วจริง ๆ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่อาทิตย์หน้า แต่เป็นวันนี้ทันทีหลังจากเธอกล้าพูดความจริงในห้องประชุมใหญ่

อัญชิสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพหน้าจอ เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ในคลาวด์ส่วนตัวอีกชั้น จากนั้นจึงเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ ดวงตาสวยเฉียบมองหน้าจอด้วยประกายเย็นจัด

“คิดจะลบไฟล์ของฉันเหรอ” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง น้ำเสียงไม่ได้ตื่นกลัว หากเต็มไปด้วยความนิ่งที่อันตรายกว่าความโกรธ “งั้นก็ลองดูสิ ว่าใครกันแน่ที่จะถูกลบออกจากเกมนี้ก่อน”

นอกผนังกระจก เมืองใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลงทีละน้อย แต่ภายในอาคารสูงแห่งนี้ เงามืดบางอย่างเพิ่งขยับตัวอย่างแท้จริง และอัญชิสาก็รู้ดีว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ตรวจสอบเอกสารอีกแล้ว

เธอกลายเป็นคนที่แตะต้องความลับของคนมีอำนาจ กลายเป็นเสี้ยนหนามของคนที่ซ่อนความผิดไว้ใต้ชื่อเสียงสวยหรู และที่อันตรายยิ่งกว่านั้น เธอกำลังกลายเป็นผู้หญิงที่บอสตะวันหยุดมองไม่ได้ ทั้งที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่า การมองผู้หญิงคนนี้นานเกินไป จะลากหัวใจของเขาเข้าไปติดอยู่ในบ่วงที่ไม่มีใครถอนตัวได้ง่าย ๆ

บ่วงที่เริ่มจากตัวเลขไม่กี่บรรทัด แต่กำลังจะรัดทั้งชีวิตของพวกเขาไว้ด้วยความรัก ความลับ และคำโกหกที่ฝังลึกมานานกว่ายี่สิบปี

บทล่าสุด

คุณอาจชอบ 😍

พี่ชายที่รัก

พี่ชายที่รัก

294.6k การดู · เสร็จสิ้น · สาวน้อย.ช่างฝัน
พี่กัส 'ออกัส' เป็นพี่ชายของฉัน 'อลิน' เราเป็นพี่น้องบุญธรรมกัน แต่เขากลับไม่เคยทำดีกับฉันเลยสักครั้ง เอาแต่คอยทำร้ายจิตใจและร่างกายของฉัน
จนหัวใจและร่างกายของฉันมันบอบช้ำ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่รักดีเผลอรักพี่ชายคนนี้ จนหมดใจ
กลรักเมียแต่ง

กลรักเมียแต่ง

10.4k การดู · เสร็จสิ้น · ทิพย์วารี
เป็นการแต่งงานระหว่างพระเอกนางเอกเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่พวกเขาต้องปกปิดไว้ไม่ให้ใครรู้นอกจากพวกเขาทั้งสองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการและมีข้อตกลงทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อจะได้ไม่มีใครได้เปรียบและเสียเปรียบและทำผิดสัญญาและข้อตกลงที่ทำไว้ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเขาคิดเพราะและการจะมีทายาทเพื่อจะได้รับมรดกนั้นมันไม่ง่ายเพราะต่างก็ไม่อยากมีพัธะผูกพักกันและกันและพระอกก็มีแฟนแล้วเขาก็ไม่ได้รักเธอและวางแผนไว้จะแต่งงานกันก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกัน ส่วนนางเอกก็ไม่อยากมีลูกที่ไม่ได้เกิดจากความรักแต่มีเวลาจำกัดไว้หากถึงเวลาเมื่อไหร่แล้วพระเอกนางเอกยังไม่มีทายาท ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลที่ตายายสร้างมาก็จะตกเป็นของฝ่ายพระเอกและข้อนี้ที่ทำให้นางเอกยอมไม่ได้ยังไงก็ต้องมีลูกกับพระเอกให้ได้
บ่วงรักบ่วงเสน่หา

บ่วงรักบ่วงเสน่หา

166.9k การดู · เสร็จสิ้น · เตชิตา
แพรพลอย ศิลารวีหรือ ลูกแพร ดาราสาวเจ้าบทบาท นางร้ายอันดับหนึ่งของวงการบันเทิงซึ่งถูกจับตามองพฤติกรรมเพราะไม่มีใครทราบว่าเธอมีน้องสาวฝาแฝด และทุกครั้งที่เกิดข่าวคาว ๆ ขึ้นกับเธอ จึงไม่มีใครคิดว่าคนที่ก่อจะเป็นน้องสาวฝาแฝดที่ตั้งใจใส่ร้ายพี่สาวเพราะความเกลียดชัง ลูกแพรไม่เคยคิดออกมาแก้ข่าวเพราะคิดว่าในเมื่อเธอไม่ได้ทำสักวันหนึ่งทุกคนต้องเข้าใจ จนกระทั่งต้องมาพบกับ อสิรวิส วิษณุวัส ผู้ชายเอาแต่ใจ ปากร้าย บ้าอำนาจที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเธอเพราะความเข้าใจผิด อสิรวิส ซีอีโอหนุ่มแห่งบริษัทเดินเรือวิษณุวัส เขาเป็นชายหนุ่มที่มั่นคงในความรัก ซื่อสัตย์ รักษาสัญญา รวมถึงเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับคนที่รักได้ทุกอย่างทำให้เขายังเป็นห่วงอดีตคนรักที่เลิกรากันไป แม้ว่าจะเป็นเพราะฝ่ายหญิงทิ้งเขาไปแต่งงานกับดาราหนุ่มรูปหล่อ ความรู้สึกเจ็บแค้นของเขากลับทุ่มไปที่ดาราหนุ่มที่แย่งเธอไป ทำให้เขาฝังใจและเกิดเป็นความเกลียดอาชีพนักแสดงรวมถึงคนในวงการบันเทิงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และนั่นเป็นต้นเหตุให้เขาเกลียดแพรพลอย ความเข้าใจผิดก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายที่ทำร้ายหัวใจของดาราสาวจนเจ็บช้ำ
พิษรักคุณหมอ

พิษรักคุณหมอ

447.1k การดู · เสร็จสิ้น · เพียงเม็ดทราย
"มีนอยากกินน้ำอุ่นค่ะ" "ที่ห้องไม่มีน้ำอุ่นหรอก เอาอย่างอื่นแทนไหม...อุ่นเหมือนกัน" นอกจากฝีมือผ่าตัดคุณหมอฟันยังเหลี่ยมจัดอีกด้วย
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน

“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน

โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
สูตรรักศาสตราจารย์

สูตรรักศาสตราจารย์

13.1k การดู · เสร็จสิ้น · oiloiloil253
"ตำน้ำพริก กรุณารองครกด้วยค่ะ"

ในวันที่คุณหมอออกเวรตอนเช้า แล้วเพิ่งจะคล้อยหลับไปไม่ทันได้หนึ่งชั่วโมง เสียง ปัก ปัก จากข้างห้องดังจนหัวเตียงเธอแทบจะคลอนตาม ด้วยความโมโห หมอปรางถึงขั้นเอากระดาษที่เขียนด้วยลายมือหมอ ไปแปะไว้ที่หน้าห้องข้างๆ

"ตำน้ำพริก กรุณารองครกด้วยค่ะ"

พร้อมคำสาบแช่งเล็กๆ น้อยๆ
"สาธุ ขอให้มันอักเสบ หรือไม่ก็ให้เตียงมันหักไปซะจะได้ไม่ต้องเสียงดัง"

️️️️~~~~~~~\~~~~~~~

"คุณไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล เชิญห้องตรวจหนึ่งค่ะ"
"ตุ่มคล้ายสิวหรือหนองขึ้นที่โคนอวัยวะเพศใช่ไหมคะ"

️️️️~~~~~~~\~~~~~~~

"ฉิบหายแล้วแกนังปราง มีเรื่องกับใครไม่มี นั่นน่ะหรือตาบ้าข้างห้องแกอ่ะ"

"อื้อ แกรู้จักหรือ"

"เรียกว่าทั้งมหาวิทยาลัยใครบ้างไม่รู้จักเขาดีกว่า"

"ตอนนั้นฉันอยู่ไม่เห็นรู้จัก"

"ก็แก มันสนใจอะไรรอบตัวบ้าง นั่นน่ะ อาจารย์วิทย์ รองศาสตราจารย์ไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล กำลังจะได้เป็นศาสตราจารย์อยู่รอมร่อ จนเขาว่ากันว่าจะเป็นศาตราจารย์ที่หนุ่มและหล่อที่สุด ที่สำคัญเขาเป็นอาจารย์อยู่คณะนิติศาสตร์ ฉิบหายไหมคราวนี้"

"ฉิบหายล่ะ"

️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
โซ่ปรารถนา คุณหมอศัลย์

โซ่ปรารถนา คุณหมอศัลย์

142.2k การดู · เสร็จสิ้น · CORDIA/เดือนสิบ
"ครั้งเดียว...ท้องได้ไงวะ น้ำยาของเขามันแรงจริง ๆ"
'อังคณา' พยาบาลสาวจบใหม่ประชดรักหักหลังด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับค่ำคืนวันไนท์สแตนท์ เธอคิดว่ามันจะเป็นแค่ความทรงจำตื่นสายที่แยกย้ายแล้วจบกัน แต่ใครจะคิดว่า 'กระสุนนัดเดียว' ของชายแปลกหน้าในคืนนั้นจะแม่นยำจนทำให้เธอตั้งครรภ์!
และที่ช็อกยิ่งกว่า... คือพ่อของลูกดันเป็นถึง 'นายแพทย์ภาคินทร์' ศัลยแพทย์หนุ่มสุดเนี้ยบ ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ แถมเขายังเป็นหมอในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ด้วย!
การแต่งงานสายฟ้าแลบเกิดขึ้นตามคำสั่งของประมุขตระกูล ภาคินทร์ยอมรับผิดชอบทุกอย่าง ทว่าเขากลับสวมหน้ากากเฉยชาและบอกว่าทั้งหมดคือ ‘หน้าที่’ ทำให้อังคณาต้องเจียมตัว รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เขาอึดอัด
โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า... ภายใต้แววตานิ่งสนิทคู่นั้น หมอหนุ่มแทบจะบ้าตายทุกครั้งที่มีชายอื่นเข้าใกล้เธอ!
เมื่อความลับใต้พรมเริ่มปะทุ และวิกฤตร้ายแรงในครรภ์เข้าขั้นวิกฤต คุณหมอผู้ไร้ความรู้สึกจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่า ‘หน้าที่’ นี้... แท้จริงแล้วมันคือ ‘ความปรารถนา’ ที่เขาอยากครอบครองเธอมาตั้งแต่แรกพบ
ร้ายซ่อนรักฉบับโหด

ร้ายซ่อนรักฉบับโหด

617.9k การดู · เสร็จสิ้น · Yaygoh
เธอ คะนิ้ง นกน้อยที่หลงเข้าไปพัวพันกับเหล่านักแข่งใต้ดิน เธอแค่อยากตามหาน้องสาวที่หายตัวไป โดยไม่รู้เลยว่าความจริงที่รออยู่เบื้องหน้าโหดร้ายยิ่งกว่าขุมนรก

เขา ริกกี้ ชีวิตที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ หัวหน้าทีม RED SUN ผู้ซ่อนรอยร้าวไว้ใต้ใบหน้าแสนเลือดเย็น ความหื่นร้ายของเขาสยบผู้หญิงได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้น...

ปัง!!
ใครจะคิดว่าในโลกนี้ยังมีคนโง่เอาตัวเข้าไปบังกระสุนให้คนอื่นโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ทว่า เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในวันนั้นกลับเป็นเหมือนด้ายแดงผูกโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน
เกลียดรัก

เกลียดรัก

532.1k การดู · เสร็จสิ้น · พราวนภา
คนบางคนมักจะให้ความสำคัญต่อคนที่ตัวเองเกลียด
อารญากับธีรเดชก็เช่นกัน
แต่เกลียดกันไปเกลียดกันมาดันท้องเฉยเลย
รักร้าย ลูกชายมาเฟีย 《อาชิ..My Hero》

รักร้าย ลูกชายมาเฟีย 《อาชิ..My Hero》

20.2k การดู · เสร็จสิ้น · Melyssa
อาชิ ลูกชายคนโตของแทนไท เขากลายเป็นฮีโร่ของเด็กผู้หญิงรุ่นน้อง เพราะเข้าไปช่วยตอนเธอถูกรุ่นพี่กลั่นแกล้ง แต่แล้ววันหนึ่งเธอกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้น ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็มักจะมีเธอ

เพราะ ‘อาชิ’ เคยช่วยเหลือเด็กสาวอย่าง ‘ชะเอม’ ที่โดนเพื่อนรังแกตั้งแต่ตอนเด็กๆ เธอเลยติดเขาแจมาตั้งแต่ตอนนั้น เขาไปไหนเธอไปด้วย จนกลายเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันทั้งที่เธอเป็นเด็กสาวคนเดียวในแก๊ง แม้ในตอนแรกอาชิสุดแสนจะรำคาญชะเอม แต่ไม่รู้ทำไมไปๆ มาๆ พอมีคนมายุ่งวุ่นวายกับเธอก็ออกอาการหวงก้างซะงั้น แถมยังแสดงมุมอ่อนโยนออกมาให้เห็นอีกต่างหาก
ทาสสวาทอสูรเถื่อน

ทาสสวาทอสูรเถื่อน

563.9k การดู · เสร็จสิ้น · รินธารา
“คืนละล้าน คุณจ่ายให้ฉันได้ไหมล่ะคะ ถ้าได้ฉันจะอ้าขารอคุณบนเตียงทุกคืนเลยค่ะทูนหัว” พิชชาภาพูดออกไปพร้อมกับใบหน้าท้าทายอย่างไม่กลัว ในเมื่อเขาอยากจะได้ตัวเธอ เขาก็ต้องลงทุน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
My Husband คุณสามีเมื่อไหร่จะหย่า?

My Husband คุณสามีเมื่อไหร่จะหย่า?

439.1k การดู · เสร็จสิ้น · Nanaกะหอยทาก
เมื่อ พฤกษา ต้องแต่งงานกับ น่านบงกช จากเงื่อนไขที่ผู้ใหญ่ตั้งขึ้น และต้องแต่งโดยไม่มีข้อแม้
ว่าที่เจ้าบ่าวรู้เรื่องก็กับรีบเอ่ยปากตั้งเงื่อนไขการหย่าตั้งแต่ยังไม่ทันได้แต่งงาน
แล้วแบบนี้เธอจะใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับเขาได้ยังไงกัน?
เมื่อเขาปากร้าย ส่วนเธอไม่ชอบพูด
แต่เมื่อเธอเลือกพูด สิ่งที่พูดออกไปคือ “กลับมาแล้วเราไปหย่ากัน! ไม่ต้องรอแล้ว หย่ากันเลย!!” เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ
ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ไกลเริ่มร้อนลน ทั้งเคยพูดเรื่องหย่าอยู่บ่อยครั้ง ได้ยินคำจริงจังนั่นถึงกับรีบแจ้นกลับมา
แล้วตกลงคุณสามี ตกลงอยากหย่า หรือ ไม่อยากหย่านะ?
คุณหมอ❤️ที่รัก NC18++

คุณหมอ❤️ที่รัก NC18++

248.4k การดู · เสร็จสิ้น · Me'JinJin
กฤษฎิ์ พิสิฐกุลวัตรดิลก

"อาหมอกฤษฎิ์"

หนุ่มใหญ่วัย 34 ปี มาเฟียในคราบคุณหมอสูตินรีเวชแห่งโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศ โหด เหี้ยม รักใครไม่เป็น เปลี่ยนคู่นอนเป็นว่าเล่น สำหรับเขารักแท้ไม่เคยมีรักดีๆ ก็มีให้ใครไม่ได้ แต่สุดท้ายดันมาตกหลุมรักแม่ของลูกอย่างถอนตัวไม่ขึ้น❤️

"เฟียร์สตีนอยู่ดีๆรู้ตัวอีกทีก็มีลูกสาววัย4ขวบแล้วอ่ะครับ แถมแม่ของลูกทำเอาใจเต้นแรงไม่หยุดเลยนี่เรียกว่าตกหลุมรักใช่ไหมครับ"

นลินนิภา อารีย์รักษ์

"ที่รัก"

สาวน้อยวัยแรกแย้มบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฐานะยากจนสู้ชีวิต เพราะความจำเป็นทำให้เธอต้องตกเป็นของเขา คนนั้นด้วยความเต็มใจ จนทำให้เธอต้องกลายมาเป็นคุณแม่ยังสาวด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลกเหวี่ยงให้เธอกลับมาพบกับเขาคนนั้นอีกครั้ง พ่อของลูกคนที่เธอถวิลหาไม่เคยลืม ❤️

"ตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรก ห่างกันไกลแค่ไหนใจยังคงคิดถึงเธอเสมอ ❤️พ่อของลูก"

หนูน้อยแก้มใส

กมลชนก อารีย์รักษ์

สาวน้อยวัย 4 ขวบ สดใสร่าเริง ฉลาดมาก ซนมาก แสบมาก เซี้ยวมาก เฟียสมาก ใครเห็นเป็นต้องหลงรักในความช่างพูดและขี้อ้อนของน้อง

"ลุงหมอเป็นพ่อขาของแก้มใสเหรอคะ"

หนูเป็นลูกของคุณพ่อกฤษฎิ์กับคุณแม่ที่รักค่ะ

หนูจะเป็นกามเทพตัวจิ๋วที่จะมาแผลงศรให้คุณพ่อกับคุณแม่รักกัน❤️มาเอาใจช่วยหนูกันด้วยนะคะ