บทนำ
เขาเคยบอกว่าเธอคือผู้หญิงของเขา แต่ในวันที่ทั้งโลกเหยียบย่ำ เธอกลับเป็นเพียง “เมียนอกทะเบียน” ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเจ็บปวดอย่างมีศักดิ์ศรี
อัญชิสาเคยเลือกยืนข้างตะวัน เพราะเชื่อว่าความรักของเขาจะพาเธอผ่านเงามืดของบ้านใหญ่ไปได้ แต่เมื่ออดีตของแม่ถูกขุดขึ้นมาใส่ร้าย เมื่อลูกในท้องถูกตั้งคำถามว่าเป็นเลือดเนื้อของใคร และเมื่อผู้ชายที่บอกว่ารักเริ่มลังเลต่อหน้าหลักฐานปลอม เธอจึงรู้ว่า...ความรักที่ไม่กล้ายืนข้างกัน อาจเจ็บกว่าความเกลียดชังของศัตรู
เขาคือบอสผู้ทรงอำนาจที่เพิ่งรู้ตัวช้าเกินไปว่า คนที่เขาควรปกป้องที่สุด กลับเป็นคนที่เขาปล่อยให้เจ็บที่สุด เธอคือผู้หญิงที่ถูกตราหน้า ถูกใส่ร้าย และถูกผลักให้ยืนในเงามืด แต่กลับไม่ยอมให้ใครเหยียบศักดิ์ศรีของแม่และลูกได้อีก
เมื่อความลับในคืนคลอดเมื่อหลายปีก่อนเริ่มถูกเปิด
เมื่อผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าแม่เลี้ยงผู้แสนดีอาจเป็นคนซ่อนความจริงไว้หลังรอยยิ้ม อัญชิสาจะไม่รอให้ใครมาช่วยอีกต่อไป เพราะครั้งนี้ เธอไม่ได้สู้เพื่อหัวใจของผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น แต่สู้เพื่อคืนชื่อเสียงให้แม่
สู้เพื่อปกป้องลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก และสู้เพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าเมียนอกทะเบียน ก็มีค่ามากพอจะทำให้ทั้งบ้านใหญ่สั่นสะเทือน
บท 1
ตอนที่ 1
ผู้หญิงที่กล้าขัดคำสั่งบอส
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านผนังกระจกสูงจรดเพดานของอาคารสำนักงานใจกลางเมือง ประกายทองอ่อน ๆ ตกกระทบพื้นหินอ่อนสีเทาเย็นตา ทำให้โถงกว้างของบริษัทดูหรูหรา สงบ และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน พนักงานในชุดทำงานเรียบร้อยเดินสวนกันด้วยท่าทีเร่งรีบ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะคล้ายสัญญาณเตือนว่าที่นี่ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนเชื่องช้า ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนไม่มีความสามารถ และยิ่งไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนที่คิดจะต่อกรกับอำนาจโดยไม่มีหลักฐานในมือ
อัญชิสาก้าวผ่านประตูหมุนเข้ามาในอาคารนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงผ้าทรงสุภาพ ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นดวงหน้าสวยเฉียบที่ไม่มีรอยยิ้มประดับไว้เพื่อเอาใจใคร แฟ้มเอกสารสีดำถูกกอดไว้แนบอก ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองรอบตัวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหยุดลงที่ป้ายโลโก้บริษัทขนาดใหญ่บนผนังด้านหน้า
บริษัทของตะวัน ผู้ชายที่ใครต่อใครพูดถึงด้วยน้ำเสียงทั้งชื่นชมและหวั่นเกรง บอสหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเด็ดขาด เย็นชา และไม่เคยให้โอกาสความผิดพลาดซ้ำสองแก่ใคร แต่วันนี้ คนที่อัญชิสาต้องเผชิญหน้าไม่ใช่แค่บอสเจ้าของบริษัท หากเป็นเงามืดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขสวยหรูในงบการเงิน ตัวเลขที่ถูกจัดวางอย่างแนบเนียนเหมือนผืนผ้าสะอาด แต่เมื่อเธอแตะลงไปเบา ๆ กลับพบคราบสกปรกที่ซึมลึกจนยากจะล้างออก
“คุณอัญชิสาใช่ไหมคะ ฝ่ายตรวจสอบภายในรออยู่ที่ชั้นยี่สิบสองค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยด้วยรอยยิ้มสุภาพ หลังจากตรวจรายชื่อในระบบเรียบร้อยแล้ว
“ใช่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่มั่นคง ก่อนจะรับบัตรผ่านจากพนักงานและเดินตรงไปยังลิฟต์โดยไม่เสียเวลามองสิ่งใดนานเกินจำเป็น
ประตูลิฟต์สแตนเลสเงาวับสะท้อนภาพของหญิงสาวตรงหน้า อัญชิสาเห็นตัวเองในนั้น เห็นดวงตาที่นิ่งเกินกว่าจะอ่านง่าย เห็นริมฝีปากที่ไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อ และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า หากไม่มีใครยืนข้างเรา เราก็ต้องยืนให้มั่นด้วยขาของตัวเอง
เสียงลิฟต์เคลื่อนขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทว่าหัวใจของเธอกลับไม่เงียบตามไปด้วย ความทรงจำบางอย่างแทรกขึ้นมาในความคิด ภาพผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้างหน้าต่าง เก่า ๆ ของบ้านเช่า ภาพมือสั่น ๆ ที่กำจดหมายไล่ออกจากงานไว้แน่น และเสียงซุบซิบของคนรอบบ้านที่ตราหน้าโดยไม่เคยถามหาความจริง พยาบาลขายเด็ก พยาบาลรับเงินใต้โต๊ะ ผู้หญิงที่ทำลายชีวิตคนอื่น
คำกล่าวหาเหล่านั้นเคยทำให้แม่ของเธอแทบยืนอยู่ในสังคมไม่ได้ ทั้งที่แม่ไม่เคยได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองสักครั้ง อัญชิสายังจำได้ดีว่าแม่ยอมเงียบเพียงใด จำได้ว่าแม่ก้มหน้ารับสายตาดูแคลนของคนทั้งชุมชนอย่างไร และจำได้ว่าความเงียบนั้นทำให้หัวใจของเด็กหญิงคนหนึ่งเกิดคำสาบานเงียบ ๆ ขึ้นมา เธอจะไม่ยอมเป็นเหมือนแม่ เธอจะไม่ยอมให้ใครใช้คำโกหกเหยียบย่ำชีวิตของเธอ หรือชีวิตของคนที่เธอรักอีกเด็ดขาด
ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นยี่สิบสอง อัญชิสาก้าวออกมาอย่างมั่นคง ทางเดินชั้นนี้ตกแต่งด้วยโทนสีดำ เทา และทอง ดูหรูหราเรียบเฉียบจนแทบไร้ชีวิตชีวา พนักงานหลายคนเงยหน้ามองเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ แต่แววตาเหล่านั้นไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว บางคู่มีความสงสัย บางคู่มีความระแวดระวัง และบางคู่ก็มีแววไม่เป็นมิตรอย่างปิดไม่มิด
หญิงสาวรู้ดีว่าการเข้ามาในฐานะผู้ตรวจสอบเอกสารการเงินไม่เคยเป็นที่ต้อนรับ โดยเฉพาะเมื่อรายงานเบื้องต้นของเธอเริ่มแตะต้องโครงการใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลและมูลนิธิ ซึ่งมีชื่อของศจี ผู้หญิงผู้มีอำนาจในบ้านของตะวันเกี่ยวพันอยู่เบื้องหลัง
เธอยังไม่เคยพบศจีตัวจริง แต่ชื่อของผู้หญิงคนนั้นปรากฏอยู่ตามเอกสารมากเกินไป มากจนคนที่ชินกับตัวเลขอย่างเธอเริ่มรู้สึกว่า ความบังเอิญบางอย่างไม่ใช่ความบังเอิญ
“คุณอัญชิสา เชิญทางนี้ครับ คุณกิตติรออยู่ในห้องประชุมย่อย” ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาหาเธอด้วยท่าทีสุภาพเกินจำเป็น น้ำเสียงของเขาเรียบ แต่ดวงตากลับจับจ้องแฟ้มในมือเธออย่างไม่ไว้ใจ
“ค่ะ” อัญชิสาตอบสั้น ๆ พร้อมเดินตามเขาไปโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม
ห้องประชุมย่อยถูกจัดไว้อย่างเป็นทางการ โต๊ะยาวกลางห้องมีเอกสารหลายชุดวางเรียงอยู่ กิตติ ผู้จัดการฝ่ายการเงินนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเป็นชายวัยห้าสิบต้น ๆ ใบหน้าอิ่มเอิบ ท่าทางดูใจดี แต่ดวงตาเล็กเรียวนั้นกลับมีประกายแข็งกระด้างที่ทำให้อัญชิสาอ่านออกทันทีว่า คนตรงหน้าไม่ได้เรียกเธอมาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เขาเรียกเธอมาปิดปาก
“เชิญนั่งก่อนสิครับ คุณอัญชิสา เราอยากคุยเรื่องรายงานที่คุณส่งมาเมื่อคืนนี้นิดหน่อย” กิตติเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มที่ไม่แตะไปถึงดวงตา
“ถ้าเป็นเรื่องบัญชีของโครงการโรงพยาบาลกับมูลนิธิ ดิฉันพร้อมชี้แจงค่ะ” อัญชิสานั่งลงอย่างสงบ วางแฟ้มสีดำไว้บนโต๊ะตรงหน้าโดยไม่ปล่อยมือออกจากมัน
“ผมอ่านแล้วครับ รายงานละเอียดดีมาก แต่บางจุดอาจจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะตัวเลขของโครงการใหญ่ ๆ มักมีการโอนย้ายงบประมาณระหว่างหน่วยงานอยู่แล้ว” กิตติพูดพลางเปิดแฟ้มรายงานของเธออย่างช้า ๆ ท่าทีเหมือนผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็กใหม่ที่ยังไม่เข้าใจระบบ
“ดิฉันแยกการโอนย้ายงบประมาณปกติออกจากรายการที่ไม่มีเอกสารรองรับแล้วค่ะ รายการที่ดิฉันวงไว้ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อน แต่เป็นเงินออกจากบัญชีมูลนิธิโดยไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และปลายทางหลายบัญชีเป็นบริษัทที่ไม่มีการดำเนินงานจริง” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งชัด ทุกคำพูดมีน้ำหนักของคนที่ตรวจสอบมาแล้ว ไม่ใช่คนที่คาดเดาเอาเอง
รอยยิ้มของกิตติจางลงเล็กน้อย เขาปิดแฟ้มเสียงเบา แต่บรรยากาศในห้องกลับหนักขึ้นอย่างประหลาด
“คุณเพิ่งเข้ามารับงานตรวจสอบได้ไม่กี่วัน บางเรื่องต้องใช้ประสบการณ์และความเข้าใจบริบทภายในมากกว่าตัวเลขบนกระดาษนะครับ” กิตติกล่าวช้า ๆ เหมือนเตือนด้วยความหวังดี แต่ปลายเสียงกลับแฝงความข่มขู่บางอย่าง
“ตัวเลขบนกระดาษอาจไม่อธิบายทุกอย่างค่ะ แต่ตัวเลขที่หายไปโดยไม่มีเอกสารรองรับ ก็ไม่ควรถูกอธิบายด้วยคำว่าบริบทภายในเหมือนกัน” อัญชิสาสบตาเขาตรง ๆ โดยไม่หลบแม้แต่น้อย
ชายวัยกลางคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าสุภาพเมื่อครู่ค่อย ๆ แข็งขึ้น
“ผมจะพูดตรง ๆ นะครับ รายงานชุดนี้เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของท่านประธาน ถ้าคุณส่งเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่โดยไม่ปรับถ้อยคำให้เหมาะสม คุณอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น” กิตติพูดเสียงต่ำลง ดวงตาจับจ้องเธออย่างต้องการให้เข้าใจความหมายแฝง
“ถ้าคนในครอบครัวของท่านประธานไม่ได้ทำอะไรผิด รายงานของดิฉันก็ทำอะไรเขาไม่ได้ค่ะ แต่ถ้ารายงานทำให้ใครเดือดร้อน แปลว่าสิ่งที่ควรถูกตรวจสอบอาจไม่ใช่รายงาน แต่เป็นคนที่กลัวรายงานมากกว่า” อัญชิสาตอบกลับทันที น้ำเสียงยังเรียบ แต่ถ้อยคมกริบจนคนฟังหน้าเปลี่ยน
“คุณกำลังกล่าวหาผู้ใหญ่โดยไม่มีมารยาท” กิตติพูดลอดไรฟัน ความสุภาพหลุดร่อนออกจากน้ำเสียงชัดเจน
“ดิฉันกำลังทำงานตามหน้าที่ค่ะ และหน้าที่ของดิฉันคือรายงานความผิดปกติ ไม่ใช่ช่วยเลือกว่าความจริงข้อไหนควรพูดหรือไม่ควรพูดเพราะกระทบใคร” อัญชิสากล่าวอย่างหนักแน่น ก่อนจะดึงแฟ้มกลับมาไว้ตรงหน้า
ประตูห้องประชุมถูกเคาะเบา ๆ แล้วเลขาฯ สาวคนหนึ่งก็เปิดเข้ามาด้วยสีหน้าระมัดระวัง
“ขอโทษค่ะ คุณกิตติ ท่านประธานให้แจ้งว่าที่ประชุมใหญ่จะเริ่มในอีกสิบห้านาที และขอให้คุณอัญชิสาเข้าร่วมด้วยค่ะ” เลขาฯ รายงานด้วยน้ำเสียงเกรงใจ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย
กิตติหันไปมองเลขาฯ แวบหนึ่ง สีหน้าของเขาตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอัญชิสาเพียงเก็บแฟ้มเอกสารขึ้นมาแนบอกอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอตัวเตรียมเอกสารสำหรับที่ประชุมนะคะ” อัญชิสาลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ ทว่าแววตาไม่มีร่องรอยหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“คุณอัญชิสา ผมขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย บางประตูเมื่อเปิดแล้ว มันอาจปิดไม่ได้อีก และคนที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นอาจถูกแรงกระแทกจนล้มก่อนใคร” กิตติพูดตามหลัง น้ำเสียงเย็นเยียบจนเลขาฯ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังเผลอกลั้นหายใจ
อัญชิสาหยุดเดินเพียงครู่เดียว เธอหันกลับไปมองชายตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่ง
“ดิฉันไม่กลัวประตูที่เปิดออกหรอกค่ะ ดิฉันกลัวแค่คนที่ล็อกประตูไว้เพื่อซ่อนของสกปรกข้างในมากกว่า” เธอกล่าวชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอคำตอบ
ในวินาทีนั้น กิตติจ้องตามหลังหญิงสาวด้วยสีหน้าแข็งกร้าว เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะกล้าขัดคำสั่งเขาตรง ๆ ทั้งยังกล้าพูดเหมือนตัวเองมีอำนาจต่อรอง ทั้งที่ในบริษัทแห่งนี้ อำนาจที่แท้จริงไม่เคยอยู่ในมือคนที่ถือแฟ้มเอกสาร แต่อยู่ในมือคนที่สามารถทำให้แฟ้มเอกสารทั้งแฟ้มหายไปได้ภายในคืนเดียว
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสูงสุดของอาคารเปิดไฟสว่างจ้า โต๊ะประชุมยาวสีดำขลับตั้งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยกรรมการ ผู้บริหาร และหัวหน้าฝ่ายสำคัญหลายสิบชีวิต บรรยากาศเคร่งเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคน ด้านหัวโต๊ะมีเก้าอี้ประธานว่างอยู่หนึ่งตัว เก้าอี้ที่ทุกคนมองแล้วรู้ดีว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจซึ่งไม่มีใครกล้าท้าทาย
อัญชิสาเดินเข้ามาในห้องพร้อมแฟ้มเอกสารและโน้ตบุ๊ก เธอรับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา บางคนมองเหมือนเธอเป็นเด็กใหม่ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บางคนมองด้วยความสงสารล่วงหน้า ราวกับเดาได้ว่าอีกไม่นานเธอคงถูกบดขยี้กลางห้องนี้
เธอนั่งลงตรงที่นั่งซึ่งถูกจัดไว้ให้ด้านข้าง ไม่ใช่ที่นั่งสำคัญ แต่ก็พอให้ทุกคนเห็นหน้าเธอชัดเจน
เสียงประตูห้องประชุมเปิดขึ้นอีกครั้ง ทุกเสียงในห้องเงียบลงราวกับมีใครกดปิดสวิตช์
ตะวันเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสุขุม เขาสวมสูทสีเข้มเรียบกริบ ใบหน้าหล่อคมเรียบนิ่งจนอ่านอารมณ์แทบไม่ออก ดวงตาคมลึกกวาดมองทุกคนเพียงครั้งเดียวก็ทำให้บรรยากาศทั้งห้องถูกจัดระเบียบโดยไม่ต้องพูดอะไร เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่พยายามแสดงอำนาจ แต่เหมือนคนที่อำนาจอยู่กับตัวโดยธรรมชาติ
อัญชิสาเงยหน้ามองเขาเพียงชั่ววินาที ก่อนจะดึงสายตากลับมายังเอกสารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพใบหน้าของเขายังติดอยู่ในความคิดอย่างไม่ควรเป็น
เขาเป็นผู้ชายที่อันตรายจริง ๆ ไม่ใช่เพราะสายตาเย็นชา ไม่ใช่เพราะตำแหน่งสูงส่ง แต่เพราะเขามีบางอย่างที่ทำให้คนอยากรู้ว่าภายใต้ความนิ่งนั้นซ่อนอะไรไว้
“เริ่มได้” ตะวันเอ่ยสั้น ๆ หลังจากนั่งลงที่หัวโต๊ะ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ก้องพอให้ทุกคนขยับตัวพร้อมกันอย่างระมัดระวัง
กิตติเป็นคนเปิดการประชุม เขารายงานภาพรวมงบประมาณโครงการโรงพยาบาลและมูลนิธิด้วยภาษาสวยหรู ทุกประโยคฟังราบรื่นราวกับเตรียมมาอย่างดี ตัวเลขบนสไลด์ดูสมบูรณ์แบบ กราฟทุกเส้นชี้ขึ้นอย่างน่าพอใจ และคำอธิบายทุกอย่างก็ถูกห่อหุ้มด้วยถ้อยคำที่ฟังเหมือนความสำเร็จ
อัญชิสานั่งฟังเงียบ ๆ ปลายนิ้วแตะปากกาไว้เบา ๆ ทุกครั้งที่กิตติข้ามรายละเอียดสำคัญ เธอจะทำเครื่องหมายไว้บนกระดาษตรงหน้าอย่างใจเย็น
เมื่อรายงานจบลง กิตติหันมายิ้มให้เธอ เหมือนเปิดโอกาสอย่างผู้ใหญ่ใจกว้าง
“คุณอัญชิสาเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารชุดนี้เพิ่มเติม หากมีข้อเสนอแนะเชิงเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เชิญครับ แต่ผมคิดว่าภาพรวมไม่มีประเด็นสำคัญอะไรแล้ว” กิตติพูดพร้อมรอยยิ้มที่บอกชัดว่าเขาต้องการให้เธอพูดเพียงเล็กน้อย แล้วจบเรื่องอย่างสงบ
หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เธอเสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์กลางห้อง สไลด์ชุดใหม่ปรากฏบนหน้าจอแทนกราฟสวยงามเมื่อครู่ คราวนี้ไม่มีสีสัน ไม่มีคำโฆษณาความสำเร็จ มีเพียงตารางรายการเงินโอน เลขบัญชี วันที่ และเอกสารแนบที่ขาดหาย
“ดิฉันมีข้อเสนอแนะค่ะ แต่คงไม่ใช่ข้อเสนอแนะเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติของเงินโอนจากบัญชีมูลนิธิไปยังบริษัทปลายทางอย่างน้อยสี่แห่ง โดยทั้งสี่แห่งไม่มีประวัติการดำเนินงานจริง ไม่มีพนักงานประจำ และไม่มีเอกสารรับงานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้” อัญชิสาพูดอย่างชัดเจน ขณะสายตาของคนทั้งห้องเริ่มเปลี่ยนไปทันที
เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเงียบลงเมื่อสายตาของตะวันกวาดไปทั่วห้อง ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงมองนิ่ง ๆ ก็ทำให้ทุกคนสงบลงอย่างรวดเร็ว
“คุณควรระวังการใช้คำว่าไม่มีการดำเนินงานจริงนะครับ เพราะบริษัทคู่สัญญาบางแห่งเป็นนิติบุคคลที่รับงานเฉพาะกิจ” กิตติรีบแทรกขึ้น สีหน้าของเขายังพยายามประคองความสุภาพ แต่ลำคอเริ่มมีเส้นเลือดปูดจาง ๆ
“ดิฉันระวังแล้วค่ะ จึงแนบหลักฐานจากกรมพัฒนาธุรกิจ รายการภาษี และข้อมูลสถานที่ตั้งไว้ครบถ้วน บริษัทแรกจดทะเบียนในที่อยู่เดียวกับร้านนวดที่ปิดกิจการไปแล้ว บริษัทที่สองใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกับคนขับรถของผู้บริหารคนหนึ่ง บริษัทที่สามไม่มีการยื่นภาษีมาสองปี ส่วนบริษัทที่สี่เพิ่งเปิดบัญชีก่อนรับเงินจากมูลนิธิเพียงเจ็ดวัน” อัญชิสาอธิบายต่อโดยไม่เร่งเสียง แต่ข้อมูลที่เธอพูดทำให้ใบหน้าของหลายคนซีดลง
ตะวันนั่งนิ่งที่หัวโต๊ะ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าของอัญชิสาอย่างไม่กะพริบ เขาเคยเจอคนเก่งมากมาย เคยเห็นผู้ตรวจสอบหลายคนพูดด้วยความมั่นใจ แต่ผู้หญิงคนนี้แตกต่างออกไป เธอไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ เธอพูดเหมือนคนที่รู้ว่าความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย และเธอก็พร้อมจ่ายมัน
“รายงานนี้ผ่านการตรวจสอบกับฝ่ายการเงินหรือยัง” ตะวันเอ่ยถามเป็นครั้งแรก น้ำเสียงเรียบ ทว่าทำให้ทั้งห้องตึงขึ้นทันที
“ดิฉันส่งข้อมูลเบื้องต้นให้ฝ่ายการเงินแล้วค่ะ แต่ได้รับคำแนะนำให้ปรับถ้อยคำและลดระดับความรุนแรงของประเด็น เพราะเอกสารชุดนี้เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของท่านประธาน” อัญชิสาตอบตรงไปตรงมาโดยไม่เหลือบมองกิตติแม้แต่น้อย
เสียงในห้องเงียบกริบราวกับอากาศถูกดูดออกไป กิตติหน้าถอดสีทันที เขาหันไปมองตะวันด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านประธานครับ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมเพียงแต่เห็นว่ารายงานของคุณอัญชิสายังไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้ใหญ่บางท่านได้” กิตติรีบอธิบาย น้ำเสียงสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอให้คนฟังจับพิรุธได้
“ผู้ใหญ่บางท่านที่ว่าคือใคร” ตะวันถามสั้น ๆ แต่ดวงตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
กิตติชะงักไป ในห้องประชุมไม่มีใครกล้าขยับตัว
อัญชิสาเป็นคนตอบแทน เธอเลื่อนสไลด์ไปยังหน้าถัดไป ชื่อโครงการมูลนิธิและลายเซ็นอนุมัติบางส่วนปรากฏขึ้นบนจอ แม้เธอไม่ได้พูดชื่อศจีออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนในห้องรู้ดีว่าลายเซ็นนั้นเป็นของใคร
“ดิฉันยังไม่สรุปว่าใครทำผิดค่ะ เพราะการสรุปต้องอาศัยการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่สิ่งที่ดิฉันสรุปได้ในตอนนี้คือ มีเงินออกจากมูลนิธิโดยไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และมีคนพยายามให้ดิฉันถอนรายงานก่อนถึงมือท่านประธาน” อัญชิสาพูดพลางมองไปยังหัวโต๊ะ สบตาตะวันอย่างไม่หลบ
ตะวันมองเธอกลับ ดวงตาคมเข้มของเขาทำให้คนส่วนใหญ่เกร็งได้ง่าย ๆ แต่อัญชิสากลับยืนนิ่งเหมือนต้นไม้ที่ปักรากลึกลงในพื้นดิน เธอไม่ท้าทายอย่างหยาบคาย แต่ก็ไม่ก้มหัวให้ความกดดัน
“คุณรู้หรือเปล่าว่าการพูดแบบนี้ในห้องประชุมใหญ่ของบริษัท อาจทำให้คุณถูกฟ้องกลับได้ หากข้อมูลของคุณผิดแม้แต่จุดเดียว”
ตะวันถามช้า ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ข่มขู่เต็มที่ แต่มีความเย็นที่ทำให้คนฟังรู้ว่าเขากำลังทดสอบ
“ดิฉันทราบค่ะ และเพราะทราบ ดิฉันจึงตรวจทุกตัวเลขมากกว่าหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยคำว่าผิดปกติออกมาต่อหน้าทุกคน” อัญชิสาตอบทันที แววตาไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
“แล้วถ้าคนที่คุณแตะต้องเป็นคนในครอบครัวของผมจริง ๆ คุณยังยืนยันจะเดินหน้าต่อหรือเปล่า” ตะวันถามต่อ ดวงตาของเขาลึกขึ้น ราวกับต้องการมองให้ทะลุความกล้าของผู้หญิงตรงหน้า
“ถ้าคนในครอบครัวของท่านประธานบริสุทธิ์ การตรวจสอบจะช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ค่ะ แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์ ดิฉันก็ไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมคำว่าครอบครัวถึงควรเป็นเกราะกำบังความผิด” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง จนหลายคนในห้องเผลอเบิกตากว้าง
ปลายนิ้วของตะวันที่วางอยู่บนโต๊ะเคาะเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ความเงียบหลังจากนั้นยาวนานจนคล้ายจะบีบหัวใจของทุกคนในห้อง
“คุณกำลังบอกว่าบริษัทของผมมีคนโกง และคนคนนั้นอาจอยู่ใกล้ตัวผมมากกว่าที่ผมคิด” ตะวันกล่าวช้า ๆ สีหน้าของเขายังนิ่ง แต่นัยน์ตากลับมีประกายบางอย่างที่อัญชิสาอ่านไม่ออก
“ดิฉันกำลังบอกว่าตัวเลขไม่เคยโกหกค่ะ มีแต่คนเท่านั้นที่พยายามทำให้มันดูเหมือนจริง” อัญชิสาตอบเต็มเสียง ถ้อยคำนั้นคมพอจะกรีดบรรยากาศทั้งห้องให้ขาดออกจากกัน ไม่มีใครพูดอะไรอีก
กิตติก้มหน้าลงเล็กน้อย มือของเขากำแน่นใต้โต๊ะ ส่วนผู้บริหารบางคนหลบตาเหมือนกลัวว่าความจริงที่ถูกเปิดขึ้นมาจะกระเด็นมาเปื้อนตัวเอง
ตะวันเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ เขามองอัญชิสาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปสั่งเลขาฯ ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เก็บรายงานฉบับเต็มของคุณอัญชิสาเข้าระบบกรรมการ ตรวจสอบบัญชีปลายทางทั้งหมด และระงับการจ่ายเงินในโครงการที่เกี่ยวข้องจนกว่าจะมีผลสรุปใหม่” ตะวันสั่งโดยไม่หันไปมองกิตติแม้แต่น้อย
“ค่ะ ท่านประธาน” เลขาฯ รับคำอย่างรวดเร็ว ขณะมือรีบจดคำสั่งลงในแท็บเล็ต
“ส่วนคุณกิตติ หลังประชุมอยู่พบผม” ตะวันพูดต่อเสียงเรียบ แต่ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของกิตติซีดเผือดในทันที
อัญชิสาค่อย ๆ ปิดสไลด์ เธอรู้ว่าตัวเองชนะในรอบแรก แต่ชัยชนะนี้ไม่ใช่ชัยชนะที่ควรยิ้ม เพราะเธอเพิ่งเหยียบเข้าไปในวงล้อมของคนมีอำนาจ และคนเหล่านั้นย่อมไม่ยอมปล่อยให้เธอเดินออกไปง่าย ๆ
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ผู้บริหารหลายคนรีบลุกออกจากห้องเหมือนไม่อยากอยู่ในพื้นที่อันตรายนานเกินไป กิตติเดินออกไปพร้อมใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนออกจากห้อง เขาหันมามองอัญชิสาด้วยสายตาแข็งกร้าว สายตาที่บอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ
อัญชิสาเก็บแฟ้มเอกสารอย่างใจเย็น แต่ทันทีที่เธอกำลังจะเดินออกจากห้อง เสียงของตะวันก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณอัญชิสา อยู่ก่อน” ตะวันเรียกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มีอำนาจพอจะหยุดฝีเท้าของเธอได้ทันที
หญิงสาวหันกลับไปมอง เขายังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ห้องประชุมกว้างที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยผู้คน บัดนี้เหลือเพียงเธอกับเขา และความเงียบที่เย็นจัดกว่าระบบปรับอากาศ
“ท่านประธานมีอะไรจะสั่งเพิ่มเติมหรือคะ” อัญชิสาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้หัวใจจะเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย
“นั่งลง” ตะวันสั่งสั้น ๆ พลางผายมือไปยังเก้าอี้ใกล้เขา
“ถ้าเป็นเรื่องรายงาน ดิฉันสามารถส่งเอกสารฉบับเต็มให้เลขาฯ ของท่านประธานได้ค่ะ” อัญชิสาตอบโดยยังไม่ขยับไปนั่งตามคำสั่ง
ตะวันเลิกคิ้วน้อย ๆ เหมือนเพิ่งเห็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าเดิม
“ผมไม่ได้ขอรายงาน ผมเรียกคุณคุย” เขากล่าวเสียงต่ำ ดวงตาคมมองเธออย่างประเมิน
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันยืนคุยก็ได้ค่ะ” อัญชิสาตอบเรียบ ๆ พลางกอดแฟ้มไว้แนบอกแน่นขึ้นเล็กน้อย
มุมปากของตะวันขยับคล้ายจะยิ้ม แต่รอยนั้นจางเกินกว่าจะเรียกว่ารอยยิ้มจริง ๆ
“คุณเป็นคนแรกในรอบหลายปีที่กล้าขัดคำสั่งผมในห้องประชุม และยังกล้าขัดคำสั่งผมหลังประชุมด้วย” เขาพูดอย่างช้า ๆ น้ำเสียงไม่ได้โกรธ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน
“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจขัดคำสั่งค่ะ เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นต้องนั่ง ถ้าการสนทนาไม่ได้ยาวมาก” อัญชิสาตอบอย่างมีเหตุผล ทว่าแววตาของเธอกลับบอกชัดว่าเธอไม่ใช่คนที่จะทำตามเพียงเพราะเขาเป็นบอส
ตะวันลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาสูงกว่าเธอมาก เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ก็เหมือนถูกบีบให้แคบลงอย่างกะทันหัน กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกลิ่นสะอาดของสูทเนื้อดีลอยมากระทบปลายจมูก อัญชิสาต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่คิดในการยืนนิ่ง
“คุณรู้ไหมว่าคนที่คุณกล่าวถึงในรายงานไม่ใช่คนธรรมดา” ตะวันถามเสียงต่ำ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ
“ทราบค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้รับเงินเดือนมาเพื่อกลัวคนไม่ธรรมดา ดิฉันรับงานมาเพื่อตรวจเอกสารค่ะ” อัญชิสาตอบโดยไม่หลบตา แม้ความใกล้ของเขาจะทำให้ลมหายใจเธอสะดุดไปเสี้ยววินาที
“คุณกำลังทำให้ตัวเองเดือดร้อน” ตะวันกล่าว น้ำเสียงครั้งนี้ต่ำลงจนคล้ายคำเตือนจริงจัง
“คนที่ทำผิดต่างหากค่ะที่ควรเดือดร้อน ไม่ใช่คนที่พบความผิด” อัญชิสาตอบทันที และคำตอบนั้นทำให้ดวงตาของตะวันวาวขึ้นอย่างประหลาด
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบแฟ้มรายงานของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ เปิดดูทีละหน้าอย่างละเอียด อัญชิสายืนมองเขาเงียบ ๆ เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังคิดอะไร เขาดูเหมือนคนที่ไม่เชื่อใครง่าย ๆ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่พอจะมองข้ามหลักฐานตรงหน้า
“คุณตรวจพบเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ตะวันถามโดยไม่เงยหน้าจากเอกสาร
“คืนที่สองหลังได้รับชุดบัญชีค่ะ แต่ดิฉันรอตรวจซ้ำก่อน ไม่อยากกล่าวหาใครโดยใช้แค่ความสงสัย” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
“แล้วทำไมไม่มารายงานผมโดยตรง” เขาถามต่อ
“เพราะตามขั้นตอน ดิฉันต้องผ่านฝ่ายการเงินก่อนค่ะ และดิฉันยังไม่รู้ว่าท่านประธานเป็นคนที่อยากฟังความจริง หรือเป็นคนที่อยากฟังเฉพาะสิ่งที่ทำให้บริษัทดูดี” เธอตอบตรงเกินกว่าคนทั่วไปจะกล้าตอบ
ตะวันเงยหน้าขึ้นทันที สายตาของเขาคมจนเหมือนสามารถตรึงคนไว้กับที่ได้
“คุณตัดสินผมเร็วไปหรือเปล่า” เขาถามเสียงเย็น
“ดิฉันยังไม่ได้ตัดสินค่ะ ดิฉันแค่เผื่อความเป็นไปได้ทุกทาง เพราะในชีวิตจริง คนที่มีอำนาจบางคนไม่ได้กลัวความผิด แต่กลัวความจริงที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหายมากกว่า” อัญชิสาตอบช้า ๆ ความทรงจำเรื่องแม่แล่นผ่านดวงตาเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะหายไปเร็วมากจนคนทั่วไปอาจไม่ทันเห็น แต่ตะวันเห็น เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ
“คุณพูดเหมือนเคยเห็นคนถูกทำลายเพราะความจริงมาก่อน” ตะวันเอ่ยอย่างสังเกต ไม่ใช่แค่ถาม
แววตาของอัญชิสาเย็นลงทันที เธอถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ราวกับคำพูดของเขาแตะถูกบาดแผลที่เธอไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าใกล้
“ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองในการทำงานให้ดีค่ะ เหตุผลของดิฉันไม่เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้” เธอตอบเรียบ แต่เสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย
“เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว ผมเป็นคนตัดสิน” ตะวันกล่าวด้วยนิสัยของคนที่เคยชินกับการควบคุมทุกอย่าง
อัญชิสาเงยหน้าสบตาเขาเต็มตา สีหน้าของเธอไม่หวั่นเลยแม้แต่น้อย
“เรื่องงาน ท่านประธานตัดสินได้ค่ะ แต่เรื่องชีวิตของดิฉัน ท่านประธานไม่มีสิทธิ์” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ ทุกพยางค์เหมือนปักลงกลางห้องประชุมที่ว่างเปล่า
ตะวันมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างนิ่งงันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ไม่มีใครพูดกับเขาแบบนี้ ไม่มีใครกล้าขีดเส้นต่อหน้าเขาด้วยท่าทีมั่นคงเช่นนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เพิ่งเข้ามารับงานในบริษัทของเขาได้ไม่นาน
ควรโกรธ
เขาควรไม่พอใจที่เธอท้าทายอำนาจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่ความโกรธอย่างเดียวมันมีบางอย่างปะปนอยู่ในนั้น ความสนใจ ความแปลกใจ และแรงดึงดูดที่เขาไม่อยากยอมรับว่ามันเกิดขึ้นเร็วเกินไป
“คุณคิดว่าตัวเองเก่งมากหรือไง” ตะวันถามเสียงต่ำ ท่าทีเหมือนกำลังทดสอบมากกว่าดูถูก
“ดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งมากค่ะ ดิฉันแค่รู้ว่าตัวเองไม่ได้โง่พอจะยอมเงียบ เมื่อเห็นความผิดปกติอยู่ตรงหน้า” อัญชิสาตอบโดยไม่เสียเวลาคิด
คราวนี้ตะวันหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงนั้นต่ำและสั้นมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศเย็นจัดเมื่อครู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“คุณรู้ไหมว่าความกล้าของคุณอาจทำให้หลายคนอยากกำจัดคุณออกไปจากบริษัทนี้” เขากล่าว ช้า ๆ ดวงตาคมยังจับอยู่บนใบหน้าเธอ
“ดิฉันรู้ค่ะ” อัญชิสาตอบทันที
“แล้วไม่กลัวหรือ” เขาถามต่อ
อัญชิสาเงียบไปครู่หนึ่ง คราวนี้เธอไม่ได้ตอบทันทีเหมือนที่ผ่านมา ภาพแม่ของเธอในวันที่ถูกตราหน้าลอยขึ้นมาอีกครั้ง ภาพผู้หญิงที่ถูกทำลายด้วยคำโกหก แต่ยังพยายามยิ้มให้ลูกสาวเหมือนไม่อยากให้เด็กคนนั้นเจ็บไปด้วย เธอกลัว แน่นอนว่าเธอกลัว เพราะคนไม่กลัวอะไรเลยย่อมไม่มีอยู่จริงแต่ความกลัวบางอย่างไม่ควรมีสิทธิ์สั่งให้คนเราทรยศต่อความถูกต้อง
“กลัวค่ะ” เธอยอมรับในที่สุด น้ำเสียงเบาลงแต่หนักแน่นกว่าเดิม “แต่ดิฉันกลัวการเป็นคนที่เห็นความผิดแล้วเลือกเงียบมากกว่า”
ตะวันนิ่งไป ดวงตาคมของเขาลึกขึ้นราวกับคำตอบนั้นกระแทกบางอย่างในใจโดยไม่ทันตั้งตัว
มีบางอย่างในตัวผู้หญิงคนนี้ที่ไม่เหมือนใคร เธอไม่ได้แข็งเพราะอยากดูเข้มแข็ง แต่แข็งเพราะเคยแตกมาก่อนและไม่ยอมให้ตัวเองแตกซ้ำ เธอไม่ได้กล้าเพราะไม่รู้ว่าอันตรายคืออะไร แต่กล้าเพราะรู้ดีเกินไปว่าการปล่อยให้อันตรายเดินผ่านไปโดยไม่มีใครหยุด มันจะทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ได้มากเพียงใด
“จากวันนี้ คุณส่งรายงานทุกอย่างให้ผมโดยตรง ไม่ต้องผ่านคุณกิตติ” ตะวันกล่าวในที่สุด น้ำเสียงกลับมาเป็นบอสที่ออกคำสั่งชัดเจนอีกครั้ง
“รับทราบค่ะ” อัญชิสาตอบ แต่ยังมองเขาด้วยความระวัง
“และจนกว่าการตรวจสอบจะจบ คุณต้องระวังตัวให้มาก อย่ากลับดึกคนเดียว อย่าเปิดไฟล์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก และถ้ามีใครติดต่อคุณนอกช่องทางงาน ให้แจ้งผมทันที” เขาสั่งต่อ ราวกับรายการทั้งหมดถูกคิดไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
“ท่านประธานกำลังเป็นห่วงดิฉัน หรือกำลังกลัวว่าพยานสำคัญจะหายไปก่อนงานจบคะ” อัญชิสาถามกลับอย่างอดไม่ได้ ดวงตาเธอมีประกายท้าทายจาง ๆ
“ทั้งสองอย่าง” ตะวันตอบโดยไม่หลบตา ทำให้อัญชิสาชะงักไปอย่างไม่คาดคิด
ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่ คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบของการปะทะ แต่เป็นความเงียบที่มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิว ไม่ชัดเจน ไม่ปลอดภัย และไม่ควรเกิดขึ้นในเวลาที่พวกเขาควรพูดกันเพียงเรื่องงาน
อัญชิสาเป็นฝ่ายถอนสายตาก่อน เธอเก็บแฟ้มแนบอกอีกครั้ง
“ถ้าไม่มีเรื่องอื่น ดิฉันขอตัวไปทำรายงานฉบับเต็มนะคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติ
“เชิญ” ตะวันตอบสั้น ๆ แต่สายตายังตามเธอไม่วาง
หญิงสาวเดินไปถึงประตูแล้วหยุดชั่วครู่ เธอหันกลับมาเล็กน้อย
“ท่านประธานคะ” เธอเรียกด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“ว่าไง” เขาขานรับ
“ถ้าท่านประธานอยากรู้ว่าบริษัทนี้มีอะไรซ่อนอยู่จริง ๆ อย่าถามแค่ตัวเลขค่ะ ลองถามคนที่ถูกสั่งให้เงียบดูบ้าง บางทีความจริงอาจไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกทำให้กลัวจนไม่กล้าพูด” อัญชิสาพูดจบแล้วเปิดประตูเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ
ตะวันยืนนิ่งอยู่ในห้องประชุมอีกนาน หลังบานประตูปิดลง เสียงของเธอยังคงวนอยู่ในหัวเขาเหมือนประโยคที่ไม่ควรถูกมองข้าม คนที่ถูกสั่งให้เงียบ
ด้วยเหตุผลบางอย่าง คำนี้ทำให้เขานึกถึงแม่แท้ ๆ ของตัวเองขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ภาพผู้หญิงในกรอบรูปเก่าที่เขาแทบจำเสียงไม่ได้ ภาพรอยยิ้มอ่อนโยนที่ถูกเล่าให้ฟังผ่านคำพูดของคนอื่นมากกว่าความทรงจำของเขาเอง และความตายที่บ้านใหญ่ไม่เคยยอมพูดถึงอย่างละเอียด
ตะวันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกดโทรศัพท์หาเลขาฯ
“ส่งคนตรวจสอบบริษัทปลายทางทั้งสี่แห่งแบบเงียบที่สุด และเอาประวัติของอัญชิสามาให้ผมภายในวันนี้” เขาสั่งเสียงต่ำ ดวงตาคมยังจับอยู่ที่ประตูซึ่งหญิงสาวเพิ่งเดินออกไป
ปลายสายรับคำทันที แต่ตะวันยังไม่วางสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นกว่าเดิม
“แล้วตรวจสอบด้วยว่าใครเป็นคนพยายามหยุดรายงานฉบับนี้ก่อนถึงมือผม ผมอยากรู้ว่าความจริงในบริษัทของผมถูกใครล็อกประตูไว้” เขากล่าวจบแล้วกดวางสายช้า ๆ
อีกด้านหนึ่ง อัญชิสาเดินกลับลงมายังชั้นทำงานด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ฝ่ามือที่กำแฟ้มแน่นขึ้นบอกว่าหัวใจเธอไม่ได้สงบเท่าที่แสดงออก ตะวันไม่ใช่ผู้ชายที่เธอควรเข้าใกล้ เขามีอำนาจมากเกินไป มีสายตาที่อ่านยากเกินไป และมีความสามารถในการทำให้เธอหวั่นไหวทั้งที่เขาแทบไม่ได้ทำอะไร
อันตราย คำนี้ผุดขึ้นในใจเธออีกครั้ง แต่คราวนี้ อัญชิสาไม่แน่ใจว่าอันตรายที่ว่าหมายถึงอำนาจของเขา หรือหมายถึงหัวใจของเธอเองกันแน่
เมื่อเธอกลับถึงโต๊ะทำงาน หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ควรดับสนิทกลับสว่างขึ้นเอง อัญชิสาชะงักทันที เธอแน่ใจว่าเมื่อเช้าเธอปิดเครื่องไว้ก่อนขึ้นประชุม แต่ตอนนี้บนหน้าจอกลับมีหน้าต่างโฟลเดอร์รายงานเปิดค้างอยู่ ไฟล์สำรองบางไฟล์ถูกย้ายตำแหน่ง ร่องรอยการเข้าถึงระบบปรากฏขึ้นในเวลาที่เธออยู่ในห้องประชุม หัวใจของอัญชิสาเต้นแรงขึ้น แต่ใบหน้าของเธอกลับนิ่งเย็นกว่าเดิม หญิงสาวค่อย ๆ วางแฟ้มลง ลากเก้าอี้ออก แล้วนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์อย่างสงบ เธอเปิดโปรแกรมบันทึกประวัติระบบ ตรวจดูเวลาการเข้าใช้งานและหมายเลขเครื่องปลายทางทีละบรรทัด
ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากัน เมื่อเห็นรหัสผู้ใช้ที่ไม่ควรปรากฏบนหน้าจอของเธอ
มีคนเริ่มลงมือแล้วจริง ๆ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่อาทิตย์หน้า แต่เป็นวันนี้ทันทีหลังจากเธอกล้าพูดความจริงในห้องประชุมใหญ่
อัญชิสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพหน้าจอ เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ในคลาวด์ส่วนตัวอีกชั้น จากนั้นจึงเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ ดวงตาสวยเฉียบมองหน้าจอด้วยประกายเย็นจัด
“คิดจะลบไฟล์ของฉันเหรอ” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง น้ำเสียงไม่ได้ตื่นกลัว หากเต็มไปด้วยความนิ่งที่อันตรายกว่าความโกรธ “งั้นก็ลองดูสิ ว่าใครกันแน่ที่จะถูกลบออกจากเกมนี้ก่อน”
นอกผนังกระจก เมืองใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลงทีละน้อย แต่ภายในอาคารสูงแห่งนี้ เงามืดบางอย่างเพิ่งขยับตัวอย่างแท้จริง และอัญชิสาก็รู้ดีว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ตรวจสอบเอกสารอีกแล้ว
เธอกลายเป็นคนที่แตะต้องความลับของคนมีอำนาจ กลายเป็นเสี้ยนหนามของคนที่ซ่อนความผิดไว้ใต้ชื่อเสียงสวยหรู และที่อันตรายยิ่งกว่านั้น เธอกำลังกลายเป็นผู้หญิงที่บอสตะวันหยุดมองไม่ได้ ทั้งที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่า การมองผู้หญิงคนนี้นานเกินไป จะลากหัวใจของเขาเข้าไปติดอยู่ในบ่วงที่ไม่มีใครถอนตัวได้ง่าย ๆ
บ่วงที่เริ่มจากตัวเลขไม่กี่บรรทัด แต่กำลังจะรัดทั้งชีวิตของพวกเขาไว้ด้วยความรัก ความลับ และคำโกหกที่ฝังลึกมานานกว่ายี่สิบปี
บทล่าสุด
#17 บทที่ 17 ตอนที่16 เมียไม่มีทะเบียน
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#16 บทที่ 16 ตอนที่15 ลืมคำพูดทั้งหมด
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#15 บทที่ 15 ตอนที่ 14 ศึกแรกในบ้านใหญ่
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#14 บทที่ 14 ตอนที่13 แค่คนที่รักคุณ
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#13 บทที่ 13 ตอนที่12 อดีตที่เชื่อมโยง
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#12 บทที่ 12 ตอนที่11 เอาตัวเองไปยืนตรงไหน
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#11 บทที่ 11 ตอนที่ 10 เมียที่ไม่มีทะเบียน
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#10 บทที่ 10 ตอนที่9 แก้ตัว
อัปเดตล่าสุด: 7/15/2026#9 บทที่ 9 ตอนที่ 8 ผู้หญิงของตะวัน
อัปเดตล่าสุด: 7/15/2026#8 บทที่ 8 ตอนที่7 ตรงไปตรงมา
อัปเดตล่าสุด: 7/15/2026
คุณอาจชอบ 😍
เมียเด็กของท่านประธานร้ายรัก
เธอเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานธรรมดา ส่วนเขาคือท่านประธานผู้สูงส่ง เย็นชา และอันตรายเกินกว่าที่หัวใจดวงเล็ก ๆ ของเธอจะรับมือไหว
น้ำขิงไม่เคยคิดเลยว่า การเข้ามาฝึกงานในบริษัทวัฒนากร กรุ๊ป จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาลเพราะเพียงคืนเดียว...เธอกลายเป็นผู้หญิงของเขา
ภูริช วัฒนากร คือผู้ชายที่ใคร ๆ ก็เกรงกลัว
เขาร้าย เขาเย็นชา เขาไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร แต่กับเด็กฝึกงานตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ เขากลับทั้งหวง ทั้งหึง ทั้งร้ายกาจ และไม่ยอมปล่อยมือ
“เธอเป็นของฉัน น้ำขิง จำไว้ให้ดี”คำพูดของเขาเหมือนโซ่ตรวนผูกเธอไว้กับความรักที่ทั้งหวาน ทั้งเจ็บ และหนีไม่พ้น
ทว่าเมื่อความลับและคำกล่าวหาร้ายแรงถาโถมเข้ามาผู้ชายที่เคยกอดเธอแน่น กลับเป็นคนเดียวกันที่ทำให้เธอเจ็บจนแทบขาดใจ เธอไม่ได้ต้องการเงินของเขาไม่ได้ต้องการตำแหน่งเมีย ท่านประธาน เธอต้องการเพียงความเชื่อใจจากผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจแต่เมื่อเขาไม่ฟัง...เธอจึงเลือกจากไป
พร้อมหัวใจที่แตกสลาย และอีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ ที่เขายังไม่รู้ว่ามีอยู่จริง
ลวงรักคุณหมอคาสโนว่า
เรื่องราวของคุณหมอ "คาสโนว่าตัวพ่อ" ควงผู้หญิงเป็นว่าเล่น ปากดี งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเองอย่าง "คณาธิป"
เมื่อมาพบกับกวางน้อยไร้เดียงสาแต่สู้คนอย่าง "ชมชนก" เด็กนักศึกษาคณะบริหารที่มาฝึกงานในโรงพยาบาลของเขา
เธอคอยส่งทั้งขนม กาแฟและมักจะเดินมาให้เขาเห็นบ่อย ๆ
แต่เขาไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่เพราะไม่ต่างกับพวกโรคจิต
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรกับผู้หญิงคนอื่นที่ห้องไหน
ทำไมต้องเจอกับเธอทุกทีสิน่า!!
** นิยายเรื่องนี้พระเอกเริ่มแรกไม่ใช่คนดีนะคะ ปากร้ายและเอาแต่ใจ
นิยายเป็นแนว 18+ มีฉากอีโรติกค่อนข้างละเอียด
ควรใช้วิจารณญาณในการเสพ
ใต้เงาสเน่หา
ทว่าสิ่งที่เธอต้องรับมือกลับไม่ใช่เพียงเมนูอาหารรสเลิศ แต่เป็น ‘ไทม์’ CEO หนุ่มผู้เย็นชา เย่อหยิ่ง และกินยากที่สุดในสามโลก! จากความระแวงแคลงใจในคราแรก แปรเปลี่ยนเป็นความสิเน่หาอันลุ่มหลงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เงามืดของคฤหาสน์
ท่ามกลางสายตาผู้ใหญ่และคำครหาเรื่องชนชั้น เขาตีตราจองเธอไว้ด้วยความหึงหวงอันบ้าคลั่ง ขณะที่เธอพยายามเจียมตัวและหลบหนี...
แต่ยิ่งเธอถอยห่าง เขากลับยิ่งก้าวเข้ามาประชิด และพร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่กล้าพราก ‘ยอดดวงใจ’ ไปจากเขา!
แค้นรักเพลิงสวาท
ภาสกร&อัยรินทร์
นิยายซีรี่ส์ชุดทาสรักซานตาน ( เล่ม1 )
เธอหลอกเขา…เพื่อเงิน
เขาทำลายเธอ…เพื่อแค้น
เมื่อความลับถูกเปิดเผย ระหว่าง ภาสกร ซาตานในคราบนักธุรกิจ และ อัยรินทร์ หญิงสาวผู้ขายหัวใจแลกชีวิต ไฟรัก ไฟแค้น และไฟปรารถนากำลังจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้
“อย่าคิดหนี…เพราะซาตานอย่างฉัน จะลากเธอกลับมาชดใช้ทุกหยดน้ำตา!”
คลั่งรักเมียแต่ง
คำโปรย
เมื่อเขาและเธอต้องมาอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันในฐานะสามีภรรยา เขาเป็นคนพูดน้อยแถมยังดุ จึงทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและน้อยใจอยู่บ่อยๆ
แนะนำตัวละคร
ภูวดล หรือ คุณภูมิ อายุ 32 ปี
เจ้าของสวนองุ่นขนาดใหญ่ เขาหล่อ ทำงานเก่ง พูดน้อย ดุ ชอบทำหน้าเข้ม จนเธอรู้สึกอึดอัด
รัตติกาล หรือ เจ้าขา อายุ 23 ปี
ลูกสาวร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด เธอสวย แต่งตัวแซ่บ ขี้น้อยใจ ชอบคิดเองเออเอง เพราะความอกหักจึงทำให้เธอเลือกที่จะประชด ตกลงรับคำแต่งงานกับใครที่ไหนก็ไม่รู้จัก ที่ผู้ใหญ่หาให้
@@@@@@
โรมานซ์ ฟีลกู๊ดเหมือนเดิม ไม่นอกกาย ไม่นอกใจ แต่เรื่องนี้พระเอกดุหน่อยนะคะโปรดทำใจก่อนอ่าน (แนวบ้านนอก)
โซ่ปรารถนา คุณหมอศัลย์
'อังคณา' พยาบาลสาวจบใหม่ประชดรักหักหลังด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับค่ำคืนวันไนท์สแตนท์ เธอคิดว่ามันจะเป็นแค่ความทรงจำตื่นสายที่แยกย้ายแล้วจบกัน แต่ใครจะคิดว่า 'กระสุนนัดเดียว' ของชายแปลกหน้าในคืนนั้นจะแม่นยำจนทำให้เธอตั้งครรภ์!
และที่ช็อกยิ่งกว่า... คือพ่อของลูกดันเป็นถึง 'นายแพทย์ภาคินทร์' ศัลยแพทย์หนุ่มสุดเนี้ยบ ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ แถมเขายังเป็นหมอในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ด้วย!
การแต่งงานสายฟ้าแลบเกิดขึ้นตามคำสั่งของประมุขตระกูล ภาคินทร์ยอมรับผิดชอบทุกอย่าง ทว่าเขากลับสวมหน้ากากเฉยชาและบอกว่าทั้งหมดคือ ‘หน้าที่’ ทำให้อังคณาต้องเจียมตัว รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เขาอึดอัด
โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า... ภายใต้แววตานิ่งสนิทคู่นั้น หมอหนุ่มแทบจะบ้าตายทุกครั้งที่มีชายอื่นเข้าใกล้เธอ!
เมื่อความลับใต้พรมเริ่มปะทุ และวิกฤตร้ายแรงในครรภ์เข้าขั้นวิกฤต คุณหมอผู้ไร้ความรู้สึกจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่า ‘หน้าที่’ นี้... แท้จริงแล้วมันคือ ‘ความปรารถนา’ ที่เขาอยากครอบครองเธอมาตั้งแต่แรกพบ
พิษรักคุณหมอ
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน
“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน
โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด
คุณหมอโหด ในโหมดหวงรัก
“ก็เอาสิ ผมก็มานี่แล้วไง ตายให้ผมดูสิ”
"ภูวินทร์" แม้จะเป็นศัลยแพทย์ แต่เขากลับเย็นชาและโหดเหี้ยมกว่าที่ใคร ๆ คิดเอาไว้
“ในเมื่อวันนี้คุณหมอไม่พร้อม ก็ยกเลิกงานหมั้นวันนี้ไปเถอะค่ะ ฉันไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นกับพวกคุณนะคะ”
"ศินีนารถ" ฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของคู่หมั้น หลังจากที่เขาปล่อยให้งานหมั้นวุ่นวาย เพียบตบเดียวจากเธอ ถึงกับเรียกสติของเขากลับมาทันที
“ไม่ได้ครับ! ผมไม่มีทางยกเลิกงานหมั้นนี้ ผมจะไปคุยกับเธอเอง"
แม้งานหมั้นจะผ่านไปได้วยดี แต่ทว่า.... ทุกอย่างไม่ได้ง่ายแบบนั้น
ทั้งเรื่องมือที่สาม และความไม่เข้าใจกัน ความดื้อดึงของเธอ เจอกับความเย็นชา เผด็จการและดุดันของเขา
เปลี่ยนคนที่โหดอย่างเขา กลายเป็นเริ่มคลั่งรักเธอ เริ่มขาดไม่ได้ และตามมาด้วยความหึงหวง
ซึ่งเป็นความหึงแบบไม่ธรรมดา ในเมื่อเขาคือ "สายโหด" ความขี้หึง ก็ต้อง "หึงโหด" เช่นกัน
"คู่หมั้นก็ถือเป็นสามีไปแล้วครึ่งหนึ่ง บอกมาว่ามันเป็นใคร แล้วให้มันแตะต้องตรงไหนบ้าง คืนนี้ผมจะลบออกไปให้หมด แล้วอย่าได้ให้ผู้ชายคนอื่นแตะต้องอีก คุณเป็นของผมคนเดียวเข้าใจมั้ย!"
"หมอคะคุณใจเย็น ๆ ก่อน อ๊าา!!!"
"คืนนี้ต่อให้ร้องขอชีวิต ก็อย่าคิดจะคลานลงจากเตียงนี้ไปได้เลย!"
หวงรักท่านประธานปากแข็ง
ข้าวหอมเคยคิดว่า ‘ภาม’ คือผู้ปกครองที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิต...
ผู้ชายวิศวะฯ หน้าดุที่วันๆ เอาแต่ขีดเส้นกั้นระหว่างเขากับเธอด้วยคำว่า ‘เด็กเกินไป’
แต่นั่นคือเรื่องของอดีต เพราะเมื่อวันที่เธอเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงเต็มตัว
เขากลับกลายเป็น ‘ราชสีห์จอมบงการ’ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลากเธอกลับเข้าถ้ำ
ในเมื่อปากบอกว่าไม่หวง แต่กลับใช้กรงเล็บแห่งอำนาจขังเธอไว้ในรังไม่ให้ไปไหน
ถ้าเขาอยากหวง... ก็หัดพูดให้ตรงกับใจก่อนเถอะ ก่อนที่เธอจะยอมให้ ‘ศัตรูทางธุรกิจ’
พากรงทองของเขาพังทลายลงไปต่อหน้า













