บทนำ
ชีวิตที่เคยสงบสุขของไอ้กานต้องพังลงเมื่อรู้จักกับรุ่นพี่ปี 8 อย่าง 'ไอ้ธีต์' ไอ้หัวขี้ที่เขาเหม็นขี้หน้ายิ่งกว่าขี้ในส้วม
บท 1
07:25 น.
“ฉิบหายแล้วไอ้กาน!”
เสียงร้องด้วยความตกใจดังออกมาจากเรียวปากนุ่มของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดนอนตัวเก่าที่สวมใส่มาหลายปีจนคอเสื้อนั้นย้วยลงมาเผยให้เห็นหัวไหล่เนียน แววตาแตกตื่นเบิกกว้างก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นจากที่นอนขนาด 3 ฟุตในห้องเช่าสี่เหลี่ยมเท่ารูหนู แล้วนำพาร่างกายของตัวเองวิ่งหน้าตั้งไปยังตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เพียงแค่ก้าวขายาว ๆ สองก้าวจากเตียงนอนก็มาถึง
ฝ่ามือใหญ่เปิดตู้เสื้อผ้าออกกว้าง สีหน้ายังคงความกังวลเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาแขวนบนผนังประตูห้องน้ำ บ่งบอกว่าเขามีเวลาอีกแค่ 35 นาทีในการแต่งตัว พร้อมกับขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจไปมหาลัยเพื่อให้ทันเข้าสอบตอน 8 โมงเช้า
“อาบน้ำตอนนี้ไม่ทันแน่มึง ซักแห้งเลยแล้วกันวะ”
คิดได้ดังนั้น เจ้าตัวจึงคว้าหมับเข้าที่เสื้อนักศึกษาตัวเก่งที่ใส่ซ้ำมาแล้วถึง 2 ปีซ้อน แน่นอนว่าสีของมันดูซีดเซียว แต่เจ้าของยังคงรักษาความสะอาดด้วยการซักมือและรีดจนเรียบอยู่สม่ำเสมอ
เสื้อนักศึกษาสีขาวแขนยาวถูกสวมใส่ลงบนตัวในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับกางเกงขายาวสีดำที่ถูกใส่ทับกางเกงบ็อกเซอร์ตัวโปรด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะวิ่งเข้าห้องน้ำไปแปรงฟัน พร้อมใช้น้ำสะอาดถูหน้าไปสองสามทีเพื่อล้างคราบขี้ตาออกจากหน้าเสียหน่อย
“โทรศัพท์แม่งเก่าจนไม่ปลุกเลยเหรอวะ”
การันต์ หรือ กาน นักศึกษาทุนเรียนดีชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาลัยคิงส์เวล บ่นกับตนเองเมื่อเขาสวมชุดนักศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์รุ่นอาม่าที่วางอยู่ข้างหมอนใบเก่าขึ้นมามองไปบนหน้าจอ โทรศัพท์ปุ่มกดที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากหลวงตา สภาพของมันแม้จะไม่ได้ใกล้เคียงกับสมาร์ตโฟนของผู้คนในยุคสมัยนี้ แต่ถึงอย่างนั้นไอ้จิ๋วของเขามันยังใช้โทรออก และรับสายได้ตามปกติ เว้นเสียแต่ว่าการตั้งปลุกอาจจะต้องลุ้นเป็นลูกผีลูกคนกันในแต่ละวัน เพราะวันดีคืนดีมันปลุก แต่ในบางวันกลับไม่ปลุกเลยก็มี…เช่นวันนี้
แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ไม่เคยน้อยใจในโชคชะตากับการที่เขาต้องเติบโตมาในฐานะของเด็กกำพร้าที่ถูกนำไปทิ้งไว้หน้าประตูวัดตั้งแต่อายุได้เพียง 3 เดือนเศษ และนับตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งตอนนี้ที่อายุ 20 ปีบริบูรณ์ เขาเติบโตมาได้จากการเลี้ยงดูของหลวงตา แถมยังได้ทุนเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของประเทศที่ผู้คนใฝ่ฝันอยากเข้าเรียนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของไทยอีกต่างหาก
นับตั้งแต่เขาสอบติดมหาลัยคิงส์เวล จากเดิมที่เคยอาศัยวัดในการหลับนอน จึงเอ่ยปากขออนุญาตกับหลวงตาออกมาเช่าหอพักที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแทน เพราะระยะทางจากวัดมาถึงมหาลัยนั้น ค่อนข้างไกลพอสมควร ซึ่งหลวงตาท่านก็เข้าใจดี แต่ขอให้เขารักษาเนื้อรักษาตัว โดยตลอดระยะเวลาที่ออกมาอยู่หอนั้น เขาไม่เคยรบกวนเงินจากหลวงตาอีกเลย อาศัยทำงานพิเศษตอนเย็นอย่างพวกล้างจาน เสิร์ฟอาหารในร้านข้าวต้มเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแทน
แววตาสุกใสมองสำรวจตัวเองอีกครั้งอยู่หน้ากระจกที่ติดมากับตู้เสื้อผ้าเพื่อตรวจเช็กความเรียบร้อย เมื่อเขาหยิบถุงผ้าคู่ใจขึ้นมาสะพายไหล่ “ลืมอะไรไหมวะ” ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องพักสี่เหลี่ยมขนาด 21 ตารางเมตร ที่มุมห้องมีเตียงนอนขนาด 3 ฟุตตั้งอยู่ ตรงปลายเตียงเขาซื้อพัดลมตั้งพื้นมาใช้ดับร้อน ข้าง ๆ กันคือโต๊ะวางของขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นที่วางสัมภาระและกระติกใส่น้ำแข็ง เนื่องจากเขาไม่ยอมเช่าตู้เย็นมาเพิ่ม เพราะอยากประหยัดค่าหอลงไปอีก โดยติดกันกับชั้นวางของจะเป็นห้องน้ำขนาดย่อม ๆ และประตูออกสู่ระเบียงที่มีเครื่องครัวอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น อย่างกระทะไฟฟ้า หม้อหุงข้าวที่เอาไว้สำหรับต้มมาม่ากันตายในช่วงปลายเดือนแบบนี้
“ไม่ลืมอะไร ไปได้ไอ้กาน สู้เขา”
ฝ่ามือหนายกขึ้นมาตบที่หน้าอกของตัวเองเบา ๆ เมื่อวันนี้เขามีสอบตอน 8 โมงเช้า แต่เมื่อคืนดันเผลออ่านหนังสือดึกไปหน่อย อีกทั้งนาฬิกาปลุกเจ้ากรรมยังเล่นงานแต่เช้า จึงทำให้เช้านี้มันดูวุ่นวายไปหมด เพราะเขาเหลือเวลาขี่รถไปให้ทันเข้าสอบไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ
คิดได้ดังนั้นจึงรีบวิ่งออกจากห้องพัก แล้วพุ่งตรงไปยังลานจอดมอเตอร์ไซค์ โชคดีอีกอย่างของเขาคือห้องพักอยู่ชั้น 1 ทำให้ไม่ต้องเสียเวลานาน “ช่วยพ่อด้วยนะลูกวันนี้” เขามองตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์เวสป้าสีเหลืองนวลคู่ใจที่จอดอยู่ใต้ชายคาสังกะสีตามสภาพของหอพักราคาถูก เจ้าของความสูง 182 เซนติเมตร ก้าวขาขึ้นคร่อมลูกรักแล้วสตาร์ตเครื่องยนต์ในทันที ก่อนจะบิดมันออกไปจากซอยด้วยความรวดเร็ว
ถนนลาดพร้าวในช่วงเช้าที่ได้ชื่อว่ารถติดเป็นอันดับต้น ๆ ในกรุงเทพฯ แม้ว่ารถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จแล้ว แต่รถในช่วงเช้าและเย็นยังคงเต็มท้องถนน เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเลือกใช้รถส่วนตัวกันอยู่มาก ยิ่งการจราจรในช่วงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่คนออกเดินทางไปทำงานนั้น ไม่ต้องจินตนาการภาพให้ยุ่งยาก เพราะรถจ่อก้นกันเป็นแถวยาวเหยียดแบบที่ว่ามองไม่เห็นหัวแถวกันเลยทีเดียว ซึ่งพวกที่ขับมอเตอร์ไซค์จะรู้กันดีว่าเลนถนนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อมอเตอร์ไซค์ ดังนั้น ช่องแคบ ๆ ระหว่างรถยนต์สองคันที่ขับคู่กันไป จึงเป็นช่องทางหลักของพวกเขานั่นเอง
“กูจะไปทันไหมวะเนี่ย”
กานบ่นเสียงอู้อี้อยู่ภายใต้หมวกกันน็อก พร้อมตบไฟเลี้ยวเพื่อเบี่ยงรถไปเลนขวาสุดเมื่อถึงทางโค้งไฟแดงแยกไปมหาวิทยาลัย โดยมีพี่ไลน์แมนคันข้างหน้าของเขาเลี้ยวผ่านไปได้ด้วยดี และเขากำลังจะตามหลังพี่แกไปติด ๆ ถ้าไม่เกิดเรื่องโคตรซวยขึ้นเสียก่อน
โครม เพล้ง!
“ไอ้เวร!”
เสียงสบถดังขึ้นทันทีหลังจากที่ไอ้นวลลูกชายของเขาเพิ่งจะเฉี่ยวชนเข้ากับรถสปอร์ตหรูแต่สีเหมือนขี้หมาแห้งเข้าให้ เมื่อครู่จังหวะที่เขากำลังเบี่ยงรถไปเลนขวาสุด โดยที่เปิดไฟเลี้ยวแล้ว จู่ ๆ ไอ้รถหรูคันนั้นที่ขับแช่อยู่ในเลนขวาสุดมันดันหักรถมาฝั่งซ้ายโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวใด ๆ ทำให้ตอนนี้รถของเขาไปจูบด้านข้างรถคู่กรณีสร้างรอยแผลขีดข่วนเป็นทางยาว แถมกระจกมองข้างรถคันนั้นยังติดมือเขามาด้วย ‘โชคดีที่สกิลการทรงตัวของเขาเป็นเลิศทำให้รถไม่ล้มหรือเสียหลักให้สิบล้อเหยียบจนหัวแบะ’
“เหี้ยเอ้ย ชนรถแพงด้วย”
กานมองรถคู่กรณีที่ตอนนี้จอดนิ่งอยู่กลางถนนข้าง ๆ กัน “ทีอย่างนี้เสือกเปิดไฟกะพริบได้นะมึง” ไอ้กานผู้ขึ้นชื่อเรื่องเลือดร้อน เมื่อเห็นว่าตอนเลี้ยวเมื่อครู่ไอ้รถหรูไม่แม้แต่จะเปิดไฟเลี้ยวขอทาง ดันหักพวงมาลัยมาเลย แต่ตอนนี้กลับเปิดไฟกะพริบได้เสียอย่างนั้น มันน่าโมโหฉิบหาย “ไอ้พวกนี้มันซื้อใบขับขี่มาหรือไงวะ” บ่นไปแต่ตาก็พยายามมองความเสียหายของรถตัวเองควบคู่ไปด้วย
คู่กรณีของกานคือชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีส้มที่ไถผมด้านข้างออกจนสั้น แล้วไว้ผมตรงกลางให้ยาวจนมัดรวมไปไว้ด้านหลัง อีกฝ่ายเอี้ยวตัวออกมาจากฝั่งคนขับด้วยสีหน้าหงุดหงิด เนื่องจากเจ้าตัวเปิดประทุนขับรถโดยไม่สนใจค่าฝุ่นของกรุงเทพฯ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเลื่อนกระจกลงให้มากความ แถมยังแต่งตัวอย่างกับหลุดออกมาจากเมืองหนาวทั้งที่อุณหภูมิรอบกายตอนนี้พุ่งทะลุไปเกือบ 40 องศาแล้ว
“ขับรถภาษาอะไรของนาย ไม่เห็นหรือยังไงว่ารถจะเลี้ยว”
เสียงเข้ม ๆ ว่าออกไปราวกับคนขับรถมอเตอร์ไซค์เป็นฝ่ายผิดเข้าจนเต็มประตู
“โห! พูดอย่างนี้ก็สวยสิครับ คำถามนั้นผมต้องเป็นฝ่ายถามคุณมากกว่า จู่ ๆ จะเปลี่ยนเลนถนนทำไมถึงไม่เปิดไฟเลี้ยว ผมไม่ใช่พระพุทธเจ้านะครับที่จะได้ตรัสรู้ได้เองว่าคุณท่านจะเลี้ยวรถไปฝั่งไหน นี่โชคยังดีว่าผมทรงตัวได้ รถเลยไม่ล้ม ไม่งั้นพี่สิบล้อคันข้างหลังได้เหยียบสมองผมไหลออกมากองอยู่บนถนน ตัวผมคงได้ไปเฝ้ารากมะม่วงคุยกับท่านยมแล้ว”
เถียงคู่กรณีกลับออกไปยาวเหยียด เขาเกลียดนักไอ้พวกรวยแต่ไร้สมอง ชอบดูถูกคนจนแบบนี้มันต้องเจอสั่งสอนสักหน่อย
“นี่น้อง ให้มันน้อย ๆ หน่อย”
“แล้วจะเอายังไงว่ามาเลยครับ”
“กระจกนั่น” เจ้าของรถหรูชี้นิ้วมาที่กระจกมองข้างซึ่งยังคงห้อยอยู่กับรถมอเตอร์ไซค์ “ข้างละ 8 แสน” เขากดเน้นเสียงในตอนท้ายทำเอาคนฟังหน้าถอดสีเมื่อรู้ราคาของกระจกสีเหมือนขี้หมาไม่ต่างจากสีผมของเจ้าของรถ
“ปะ แปดแสนนี่ชื่อยี่ห้อกระจก ระ หรือว่าราคา”
กานถามออกไปเสียงสั่น ๆ ตอนนี้เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า เป็นเพราะอากาศร้อน หรือเพราะตัวเองกำลังขนลุกกับราคากระจกรถที่ติดมือมากันแน่ ซึ่งคำตอบต่อมาทำเอามือเขาเย็นเฉียบทันที
“ค่ากระจกรถ เพิ่งเปลี่ยนมาเลย 8 แสน”
“กระจกรถบ้าอะไรข้างละ 8 แสน ผมไม่มีปัญญาจ่ายค่าเสียหายหรอกนะ คุณอะผิดที่จู่ ๆ เลี้ยวรถมาไม่เปิดไฟเลี้ยวแบบนั้น ใครมันจะไปรู้”
“นี่ ขับรถเขาให้ใช้ลูกตามองถนน ไม่ใช่ตาตุ่มนะ”
“อ้าวเห้ย! ถ้าการตบไฟเลี้ยวมันยากมาก คุณท่านก็ลงมาตบกับกูเลยมา”
คราวนี้กานเลือดขึ้นหน้าเมื่อไอ้หัวส้มแต่งตัวไม่สนอากาศประเทศไทยมีดีแค่หล่อกับรวยแต่สมองเต็มไปด้วยขี้ทำท่าจะโยนความผิดจากอุบัติเหตุในครั้งนี้มาให้เขาคนเดียว งานนี้ไอ้กานไม่มีเงินมาสู้ แต่ฝีปากของเขามันไม่เคยแพ้ใครหรอกนะ
“พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยน้อง”
“คุณมึงก็พูดกับผมดี ๆ บ้างสิ ตัวเองคิดจะเลี้ยวรถปุ๊บดันหักพวงมาลัยรถมาปั๊บแบบนั้น ใครมันจะไปหลบทันวะ”
“งั้นให้ประกันมาเคลียร์ ขี้เกียจจะคุยด้วย”
“เออ ขี้เกียจจะคุยด้วยเหมือนกันแหละ”
ทั้งที่ไม่รู้จักชื่อแต่ตอนนี้เขากล้ารับได้เต็มปากเต็มคำว่าเหม็นขี้หน้าคู่กรณีเหมือนขี้ สุดท้ายเช้าอันแสนสดใสของไอ้กานก็จบลงด้วยการไปสอบไม่ทันแน่นอน เขาต้องจอดไอ้นวลลูกรักตากแดดอยู่กลางถนนระหว่างรอประกันของเจ้าของรถมาเจรจาตกลงค่าเสียหาย แน่นอนว่าประกันฝั่งเขาไม่มีหรอก แถมไอ้นวลยังเป็นเวสป้ามือแปดที่ซื้อต่อมาในราคาถูกแสนถูก แค่มีเอกสารครบก็บุญหัวแล้ว ตอนนี้เลยทำได้แค่เดินมาหลบอยู่ในร่มข้างถนน พร้อมกับไอ้หัวขี้ที่เขาเพิ่งจะมีโอกาสได้สำรวจใบหน้าหล่อ ๆ ของมันใกล้ ๆ
‘คนบ้าอะไรวะ อากาศร้อนฉิบหายแต่ใส่เสื้อฮู้ดแขนยาว แถมยังขับรถเปิดประทุนรับควันและมลพิษเป็นว่าเล่น…ท่าจะไม่เต็ม’
“มึงชื่ออะไร”
เสียงถามดังออกมาจากเจ้าของรถหรู
“กาน”
“พูดกับคนอายุมากกว่าช่วยมีหางเสียงด้วยสิ”
“ชื่อกานขอรับคุณท่าน”
กานหันมาแยกเขี้ยวพร้อมตอบด้วยโทนเสียงติดหงุดหงิด แต่ก็ไม่ลืมที่จะค่อนขอดชายหนุ่มที่มองดูแล้วน่าจะแก่กว่าเขาหลายปีด้วยแววตาเดือด ๆ เพราะแทนที่เวลานี้เขาจะได้ไปเตรียมตัวก่อนเข้าห้องสอบพร้อมกับเพื่อน ๆ แต่ต้องมาติดแหง็กอยู่ข้างถนนเพื่อรอประกันอยู่กับไอ้หัวส้มนี่
“เรียนที่มหาวิทยาลัยคิงส์เวลเหรอ”
“เออ”
กานตอบเสียงห้วน ๆ ทำเอาคนฟังลมออกหู เขาชักหมั่นไส้ไอ้เด็กเปรตข้าง ๆ จนนึกอยากแกล้งเข้าให้
“กูชื่อกันธีต์ หรือจะเรียกธีต์เฉย ๆ ก็ได้”
“ครับคุณพี่ธีต์เฉย ๆ”
นั่นปะไร เขาคิดไว้ไม่มีผิดว่าเด็กนี่จะต้องกวนตีนไม่เลิก แต่พอเหลือบไปเห็นสีเนกไทของอีกฝ่ายมันกลับทำให้เขายิ้มออกมาอย่างคนนึกแผนการบางอย่างออก
“ยิ้มอะไรคุณพี่ธีต์เฉย ๆ”
กานถามเสียงขุ่นเมื่อเห็นรอยยิ้มแปลก ๆ ของอีกคนปรากฏขึ้นบนใบหน้ากวนส้นตีนนั่น
“เรียนนิติเหรอ”
“รู้ได้ไง”
“มหาลัยนี้เขาแยกคณะกันด้วยสีเนกไทไม่ใช่เหรอ เนกไทดำแบบนี้” ฝ่ามือหนายื่นไปจับที่เนกไทของอีกฝ่ายโดยไม่ได้เอ่ยปากขอก่อน ทำเอาคนตรงหน้าถอยออกห่างทันที “มันเด็กนิตินะสิ” กันธีต์พูดทิ้งท้าย
“ถ้าใช่แล้วมันยังไง”
“เอางี้ เดี๋ยวเรื่องรถกูให้ประกันมาจัดการ มึงไปเรียนเถอะ”
เจ้าของเรือนผมสีส้มแปร๋นว่าออกมาอย่างคนอารมณ์ดีต่างจากในตอนแรกลิบลับ จนกานต้องหรี่ตามองด้วยความไม่ไว้วางใจ ถึงอย่างนั้นเขายังคงย้ำในเรื่องค่าเสียหายอีกครั้ง
“แต่บอกก่อนนะว่ากระจกข้างละ 8 แสนไม่มีจ่ายนะเว้ย”
“เออกูรู้แล้ว เอาเบอร์มึงมา”
สมาร์ตโฟนเครื่องหรูถูกยื่นมาตรงหน้ากาน เขาจำใจรับมันมาถือไว้แล้วเพ่งมองลงไปบนหน้าจอแบบสัมผัสด้วยความงุนงง เพราะไม่เคยใช้มาก่อนในชีวิต
“กดตัวเลขยังไง”
“ถามจริง มึงใช้โทรศัพท์ไม่เป็นเหรอวะ”
“เออ ของแพงขนาดนี้เคยใช้ที่ไหนกัน”
กันธีต์มองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง แม้ว่าจะอยู่ในชุดมหาวิทยาลัยเอกชนดังที่เลื่องลือเรื่องค่าเทอมแพงหูฉี่ แต่ชุดนักศึกษาของเด็กนี่กลับดูเก่าราวกับมันถูกใช้งานมาเนิ่นนาน เห็นดังนั้นจึงเอาโทรศัพท์ของตัวเองกดเข้าหน้าปุ่มตัวเลข แล้วยื่นกลับไปให้อีกฝ่าย เพื่อให้กดเบอร์โทรให้กับเขา ซึ่งกานก็รับมันมากดตัวเลขสิบหลักลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นคืนให้
“อะ เสร็จแล้ว ไปได้ยัง”
“เดี๋ยวก่อน”
ตาคมมองเบอร์โทรบนหน้าจอนิ่ง ก่อนจะกดโทรออกเพื่อเช็กว่าอีกคนให้เบอร์มั่วแก่เขาหรือเปล่า ชั่วครู่เสียงริงโทนฟังดูโบราณก็ดังออกมาจากถุงผ้าที่อีกฝ่ายสะพายเอาไว้
“ของจริง ไม่โกหกหรอกครับ”
เจ้าของถุงผ้าล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์ปุ่มกดของตัวเองขึ้นมาแล้วหันหน้าจอไปทางคู่กรณีนิ่ง
“เออ ไปเรียนไป เสียเวลาวะ”
“คิดว่าตัวเองเสียเวลาคนเดียวมั้ง…ไอ้ควายหัวขี้”
ฉายาในตอนท้ายกานพูดเสียงเบาให้ได้ยินแค่ตัวเอง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือลงไปในถุงผ้าตามเดิม แล้วเดินไปขึ้นคร่อมไอ้นวลลูกรัก แต่ก็ไม่วายเอากระจกรถหรูที่ตัวเองเสยติดมือมาด้วยกลับไปวางไว้บนเบาะของคนขับ จากนั้นไอ้กานก็รีบบึ่งรถออกไปจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อหวังว่าเขาจะไปขออาจารย์เข้าสอบได้ทัน เพราะตอนนี้มันยังเลยเวลามาไม่มาก แม้ในใจจะอยากด่าไอ้พี่ธีต์อะไรนั่นให้มากกว่านี้ก็ตามเถอะ
ทางด้านกันธีต์เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าออกไปจนพ้นสายตาของเขาแล้ว ร่างสูงเกือบ 190 เซนติเมตรได้แต่ยืนหงุดหงิดท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว จนต้องสบถออกมาเสียงดังโดยไม่สนใจผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาในละแวกนั้น
“กูเพิ่งจะเอารถไปทำสีมาใหม่ ลูกพ่อดันมาโดนเปิดซิงเข้าให้ ซวยจริงกู”
เขายืนมองรถสปอร์ตคันละเกือบ 100 ล้านที่กว่าจะนำเข้ามาถึงไทยได้นั้น ต้องใช้เวลารอนานนับปี แถมเพิ่งเอาไปทำสีส้มให้เข้ากับสีผมใหม่มาไม่ทันข้ามวัน ตอนนี้ลูกชายสุดหล่อของเขาดันมีร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์นัก คนรักรถแบบไอ้ธีต์เห็นแล้วอยากจะร้องไห้ เขาหมายมั่นเอาไว้ว่าจะต้องเอาคืนคู่กรณีให้สาสม
“เราได้เจอกันแน่ครับไอ้น้องกาน
บทล่าสุด
#64 บทที่ 64 ตอนพิเศษเฉพาะกิจ : ฉลองปีใหม่กับพี่ธีต์ฉบับเด็กวัดกาน
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#63 บทที่ 63 ตอนพิเศษ : จะทะเลหรือภูเขา เราก็รักเธอ
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#62 บทที่ 62 ตอนจบ : วันเกิดปีนี้พี่ธีต์ไม่ต้องฉลองคนเดียวอีกต่อไปแล้วนะ
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#61 บทที่ 61 ตอนที่ 48 : ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอสินะ
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#60 บทที่ 60 ตอนที่ 47 : แม่ยายและว่าที่ลูกสะใภ้หมายเลขหนึ่ง
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#59 บทที่ 59 ตอนที่ 46 : คำบอกรักจากพี่ธีต์ที่ไปไม่ถึงคนฟัง
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#58 บทที่ 58 ตอนที่ 45 : ความรักของพ่อ ความรักของแฟน
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#57 บทที่ 57 ตอนที่ 44 : ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#56 บทที่ 56 ตอนที่ 43 : ไอ้กานเพิ่งจะมีแฟน ได้โปรดนรกอย่าเพิ่งมารับ
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026#55 บทที่ 55 ตอนที่ 42 : ดูแลพ่อแฟน
อัปเดตล่าสุด: 1/6/2026
คุณอาจชอบ 😍
I’m evil guy ปีศาจตัวร้ายพ่ายรัก
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
มลทินรักภรรยาไร้ค่า
เธอถูกส่งมาแทนที่พี่สาวในคืนแต่งงานพร้อมคำดูถูกว่าเป็นเพียง ภรรยาไร้ค่า
เขาแต่งงานเพื่อรักษาหน้าไม่เคยคิดจะรัก ไม่เคยคิดจะผูกพัน แต่เด็กในท้องของเธอ…
กลับกลายเป็นสายใยที่เขาตัดไม่ขาด
จากผู้ชายที่เย็นชาไร้หัวใจสู่พ่อที่กลัวแม้แต่จับลูกแรงเกินไปจากผู้หญิงที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก
สู่คนที่ทั้งบ้านยอมรับว่าขาดไม่ได้
เด็กเนิร์ด - มาเฟียกับเมียเด็กแว่น
แต่ใครจะไปรู้ภายใต้เด็กหนุ่มใส่แว่นถ้าเป็นผู้ชายที่ทั้งหุ่นดีและเซ็กซ์จัด
"ปากดีนัก ทีนี้จะกล้าล้อฉันว่าเป็นเด็กเนิร์ดอีกมั้ย หื้มม...."
เด็กดื้อคนโปรด (ของมาเฟีย) BAD
หนุ่มหล่อ ลูกชายมาเฟียตระกูลใหญ่ผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถูกผู้หญิงหลายคนตราหน้าว่าไร้หัวใจ ถึงอย่างนั้นเพราะความหล่อก็ยังมีผู้หญิงอีกมายมายที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขา
แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารังเกียจและไม่อยากเจอหน้าถึงแม้เธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันมีค่าในสายตาของเขา
“อยากเป็นเมียฉันมากไม่ใช่หรือไง ฉันกำลังจะสนองให้เธอเป็นอยู่นี่ไง แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียแต่ง อย่าคิดหวังสูงเกินไป!!”
มิลิน
เธอถูกคนที่ตัวเองแอบรักมาตั้งแต่เด็กรังเกียจเพียงเพราะเขาคิดว่าแม่เธอคือเมียน้อยของพ่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่สนใจใยดีอะไรเธอเลย แต่เธอก็ยังรักเขาหมดหัวใจ
ทั้งที่คิดว่าหากยอมยกร่างกายให้เขาแล้วจะได้ความรักกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความเกลียดชัง
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย
ภารกิจให้เป็นคู่เดทเป็นเวลา1อาทิตย์...
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
ภรรยา(เก่า)ของมาเฟีย - เมีย (น้อย) ของมาเฟีย
"ไง ไม่ได้เจอกันหลายปี" เสียงทักทายแสนเย็นชานั้นทำเอาเธอยืนขาแข็งไปหมด
"ทำไมถึงจับฉันมาล่ะ"
"ไม่รู้สินะ ก็แค่มีเรื่อง...อยากเคลียร์นิดหน่อย"
กรงรักจำนน
เขามีคนรักอยู่แล้ว ทว่าเพื่อย่า เขายอมแต่งงานปลอม ๆ กับเธอ และยอมทำทุกอย่างยกเว้น “อยู่ด้วยกันจริง ๆ”
เมื่อย่าเร่งรัดอยากได้หลาน เขาเสนอให้เธอตั้งครรภ์ด้วยสเปิร์มของคนอื่นเพื่อไม่ต้องแตะต้องกันสักนิด และนั่นคือวันที่หัวใจของเธอแตกละเอียด
จนกระทั่งแผนชั่วของใครบางคนทำให้เขาและเธอต้องนอนบนเตียงเดียวกันโดยไม่ตั้งใจ
และนั่น…ทำให้ชีวิตทุกคนพังครืน
เธอถูกใส่ร้าย ถูกขับไล่ ถูกเหยียบย่ำจนแทบไม่เหลือศักดิ์ศรี
เด็กเลี้ยงอาจารย์หมอวินท์
แต่กลับเลือกเดินจากไปในวันที่กำลังจะมีเจ้าก้อนน้อย
สองปีผ่านไป...
เธอกลับมาในฐานะเด็กฝึกงาน
และเขาอยู่ในฐานะคุณหมอเจ้าของไข้ลูกชายของเธอ
เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร จบลงแบบไหน
ติดตามได้ใน... เด็กเลี้ยงอาจารย์หมอวินท์
Dangerous Engineering เขตรักอันตราย นายวิศวะ
“หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่
ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ
“ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป
ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน
“มโนล้วน ๆ เลยนะมึง” พี่เคลิ้มเขาส่ายหัวใส่ฉัน แล้วจากนั้นเขาก็ขับรถออกจากข้างทางที่อยู่ข้างบ้านหลังใหญ่ที่เขาเดินหายเข้าไป
“เดี๋ยวนิ่มจะดูแลให้ดีเลยนะจ๊ะ” ฉันฉีกยิ้มใส่พี่เคลิ้ม
ก็ตอนนี้พี่เขาอกหัก ฉันก็แค่อยากเห็นพี่เขายิ้มก็แค่นั้น
“เรื่องของมึง เพราะกูไม่สนใจ มึงจะทิ้งก็ได้นะถ้ามันเกะกะลูกตามึง หรือจะให้กูโยนทิ้งตอนนี้ก็ได้นะ”
“อย่ามายุ่งกับของนิ่มนะ! ตอนนี้มันเป็นของนิ่มแล้ว พี่ห้ามยุ่ง”
“มโนอะไรก็มโนไป แต่อย่ามโนว่ากูเป็นผัวมึงก็พอ เพราะมันเป็นไปไม่ได้”
“ชิ! คิดว่านิ่มอยากเป็นเมียพี่หรือไง ฝันไปเถอะ นักเลงอย่างพี่เคลิ้ม นุ่มนิ่มไม่เอามาเป็นผัวหรอก ปวดหัวเรื่องผู้หญิงที่เยอะอย่างกะฝูงวัวฝูงควาย แล้วนิ่มก็ไม่มีปัญญาวิ่งหนีคู่อริพี่ด้วย นิ่มอ้วน นิ่มเหนื่อย”
“มึงมโนไปไกลแล้วนะอ้วน หยุดต่อมมโนมึงเดี๋ยวนี้”













