บทนำ
เขาเคยบอกว่าเธอคือผู้หญิงของเขา แต่ในวันที่ทั้งโลกเหยียบย่ำ เธอกลับเป็นเพียง “เมียนอกทะเบียน” ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเจ็บปวดอย่างมีศักดิ์ศรี
อัญชิสาเคยเลือกยืนข้างตะวัน เพราะเชื่อว่าความรักของเขาจะพาเธอผ่านเงามืดของบ้านใหญ่ไปได้ แต่เมื่ออดีตของแม่ถูกขุดขึ้นมาใส่ร้าย เมื่อลูกในท้องถูกตั้งคำถามว่าเป็นเลือดเนื้อของใคร และเมื่อผู้ชายที่บอกว่ารักเริ่มลังเลต่อหน้าหลักฐานปลอม เธอจึงรู้ว่า...ความรักที่ไม่กล้ายืนข้างกัน อาจเจ็บกว่าความเกลียดชังของศัตรู
เขาคือบอสผู้ทรงอำนาจที่เพิ่งรู้ตัวช้าเกินไปว่า คนที่เขาควรปกป้องที่สุด กลับเป็นคนที่เขาปล่อยให้เจ็บที่สุด เธอคือผู้หญิงที่ถูกตราหน้า ถูกใส่ร้าย และถูกผลักให้ยืนในเงามืด แต่กลับไม่ยอมให้ใครเหยียบศักดิ์ศรีของแม่และลูกได้อีก
เมื่อความลับในคืนคลอดเมื่อหลายปีก่อนเริ่มถูกเปิด
เมื่อผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าแม่เลี้ยงผู้แสนดีอาจเป็นคนซ่อนความจริงไว้หลังรอยยิ้ม อัญชิสาจะไม่รอให้ใครมาช่วยอีกต่อไป เพราะครั้งนี้ เธอไม่ได้สู้เพื่อหัวใจของผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น แต่สู้เพื่อคืนชื่อเสียงให้แม่
สู้เพื่อปกป้องลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก และสู้เพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าเมียนอกทะเบียน ก็มีค่ามากพอจะทำให้ทั้งบ้านใหญ่สั่นสะเทือน
บท 1
ตอนที่ 1
ผู้หญิงที่กล้าขัดคำสั่งบอส
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านผนังกระจกสูงจรดเพดานของอาคารสำนักงานใจกลางเมือง ประกายทองอ่อน ๆ ตกกระทบพื้นหินอ่อนสีเทาเย็นตา ทำให้โถงกว้างของบริษัทดูหรูหรา สงบ และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน พนักงานในชุดทำงานเรียบร้อยเดินสวนกันด้วยท่าทีเร่งรีบ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะคล้ายสัญญาณเตือนว่าที่นี่ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนเชื่องช้า ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนไม่มีความสามารถ และยิ่งไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนที่คิดจะต่อกรกับอำนาจโดยไม่มีหลักฐานในมือ
อัญชิสาก้าวผ่านประตูหมุนเข้ามาในอาคารนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงผ้าทรงสุภาพ ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นดวงหน้าสวยเฉียบที่ไม่มีรอยยิ้มประดับไว้เพื่อเอาใจใคร แฟ้มเอกสารสีดำถูกกอดไว้แนบอก ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองรอบตัวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหยุดลงที่ป้ายโลโก้บริษัทขนาดใหญ่บนผนังด้านหน้า
บริษัทของตะวัน ผู้ชายที่ใครต่อใครพูดถึงด้วยน้ำเสียงทั้งชื่นชมและหวั่นเกรง บอสหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเด็ดขาด เย็นชา และไม่เคยให้โอกาสความผิดพลาดซ้ำสองแก่ใคร แต่วันนี้ คนที่อัญชิสาต้องเผชิญหน้าไม่ใช่แค่บอสเจ้าของบริษัท หากเป็นเงามืดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขสวยหรูในงบการเงิน ตัวเลขที่ถูกจัดวางอย่างแนบเนียนเหมือนผืนผ้าสะอาด แต่เมื่อเธอแตะลงไปเบา ๆ กลับพบคราบสกปรกที่ซึมลึกจนยากจะล้างออก
“คุณอัญชิสาใช่ไหมคะ ฝ่ายตรวจสอบภายในรออยู่ที่ชั้นยี่สิบสองค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยด้วยรอยยิ้มสุภาพ หลังจากตรวจรายชื่อในระบบเรียบร้อยแล้ว
“ใช่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่มั่นคง ก่อนจะรับบัตรผ่านจากพนักงานและเดินตรงไปยังลิฟต์โดยไม่เสียเวลามองสิ่งใดนานเกินจำเป็น
ประตูลิฟต์สแตนเลสเงาวับสะท้อนภาพของหญิงสาวตรงหน้า อัญชิสาเห็นตัวเองในนั้น เห็นดวงตาที่นิ่งเกินกว่าจะอ่านง่าย เห็นริมฝีปากที่ไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อ และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า หากไม่มีใครยืนข้างเรา เราก็ต้องยืนให้มั่นด้วยขาของตัวเอง
เสียงลิฟต์เคลื่อนขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทว่าหัวใจของเธอกลับไม่เงียบตามไปด้วย ความทรงจำบางอย่างแทรกขึ้นมาในความคิด ภาพผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้างหน้าต่าง เก่า ๆ ของบ้านเช่า ภาพมือสั่น ๆ ที่กำจดหมายไล่ออกจากงานไว้แน่น และเสียงซุบซิบของคนรอบบ้านที่ตราหน้าโดยไม่เคยถามหาความจริง พยาบาลขายเด็ก พยาบาลรับเงินใต้โต๊ะ ผู้หญิงที่ทำลายชีวิตคนอื่น
คำกล่าวหาเหล่านั้นเคยทำให้แม่ของเธอแทบยืนอยู่ในสังคมไม่ได้ ทั้งที่แม่ไม่เคยได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองสักครั้ง อัญชิสายังจำได้ดีว่าแม่ยอมเงียบเพียงใด จำได้ว่าแม่ก้มหน้ารับสายตาดูแคลนของคนทั้งชุมชนอย่างไร และจำได้ว่าความเงียบนั้นทำให้หัวใจของเด็กหญิงคนหนึ่งเกิดคำสาบานเงียบ ๆ ขึ้นมา เธอจะไม่ยอมเป็นเหมือนแม่ เธอจะไม่ยอมให้ใครใช้คำโกหกเหยียบย่ำชีวิตของเธอ หรือชีวิตของคนที่เธอรักอีกเด็ดขาด
ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นยี่สิบสอง อัญชิสาก้าวออกมาอย่างมั่นคง ทางเดินชั้นนี้ตกแต่งด้วยโทนสีดำ เทา และทอง ดูหรูหราเรียบเฉียบจนแทบไร้ชีวิตชีวา พนักงานหลายคนเงยหน้ามองเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ แต่แววตาเหล่านั้นไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว บางคู่มีความสงสัย บางคู่มีความระแวดระวัง และบางคู่ก็มีแววไม่เป็นมิตรอย่างปิดไม่มิด
หญิงสาวรู้ดีว่าการเข้ามาในฐานะผู้ตรวจสอบเอกสารการเงินไม่เคยเป็นที่ต้อนรับ โดยเฉพาะเมื่อรายงานเบื้องต้นของเธอเริ่มแตะต้องโครงการใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลและมูลนิธิ ซึ่งมีชื่อของศจี ผู้หญิงผู้มีอำนาจในบ้านของตะวันเกี่ยวพันอยู่เบื้องหลัง
เธอยังไม่เคยพบศจีตัวจริง แต่ชื่อของผู้หญิงคนนั้นปรากฏอยู่ตามเอกสารมากเกินไป มากจนคนที่ชินกับตัวเลขอย่างเธอเริ่มรู้สึกว่า ความบังเอิญบางอย่างไม่ใช่ความบังเอิญ
“คุณอัญชิสา เชิญทางนี้ครับ คุณกิตติรออยู่ในห้องประชุมย่อย” ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาหาเธอด้วยท่าทีสุภาพเกินจำเป็น น้ำเสียงของเขาเรียบ แต่ดวงตากลับจับจ้องแฟ้มในมือเธออย่างไม่ไว้ใจ
“ค่ะ” อัญชิสาตอบสั้น ๆ พร้อมเดินตามเขาไปโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม
ห้องประชุมย่อยถูกจัดไว้อย่างเป็นทางการ โต๊ะยาวกลางห้องมีเอกสารหลายชุดวางเรียงอยู่ กิตติ ผู้จัดการฝ่ายการเงินนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเป็นชายวัยห้าสิบต้น ๆ ใบหน้าอิ่มเอิบ ท่าทางดูใจดี แต่ดวงตาเล็กเรียวนั้นกลับมีประกายแข็งกระด้างที่ทำให้อัญชิสาอ่านออกทันทีว่า คนตรงหน้าไม่ได้เรียกเธอมาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เขาเรียกเธอมาปิดปาก
“เชิญนั่งก่อนสิครับ คุณอัญชิสา เราอยากคุยเรื่องรายงานที่คุณส่งมาเมื่อคืนนี้นิดหน่อย” กิตติเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มที่ไม่แตะไปถึงดวงตา
“ถ้าเป็นเรื่องบัญชีของโครงการโรงพยาบาลกับมูลนิธิ ดิฉันพร้อมชี้แจงค่ะ” อัญชิสานั่งลงอย่างสงบ วางแฟ้มสีดำไว้บนโต๊ะตรงหน้าโดยไม่ปล่อยมือออกจากมัน
“ผมอ่านแล้วครับ รายงานละเอียดดีมาก แต่บางจุดอาจจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะตัวเลขของโครงการใหญ่ ๆ มักมีการโอนย้ายงบประมาณระหว่างหน่วยงานอยู่แล้ว” กิตติพูดพลางเปิดแฟ้มรายงานของเธออย่างช้า ๆ ท่าทีเหมือนผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็กใหม่ที่ยังไม่เข้าใจระบบ
“ดิฉันแยกการโอนย้ายงบประมาณปกติออกจากรายการที่ไม่มีเอกสารรองรับแล้วค่ะ รายการที่ดิฉันวงไว้ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อน แต่เป็นเงินออกจากบัญชีมูลนิธิโดยไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และปลายทางหลายบัญชีเป็นบริษัทที่ไม่มีการดำเนินงานจริง” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งชัด ทุกคำพูดมีน้ำหนักของคนที่ตรวจสอบมาแล้ว ไม่ใช่คนที่คาดเดาเอาเอง
รอยยิ้มของกิตติจางลงเล็กน้อย เขาปิดแฟ้มเสียงเบา แต่บรรยากาศในห้องกลับหนักขึ้นอย่างประหลาด
“คุณเพิ่งเข้ามารับงานตรวจสอบได้ไม่กี่วัน บางเรื่องต้องใช้ประสบการณ์และความเข้าใจบริบทภายในมากกว่าตัวเลขบนกระดาษนะครับ” กิตติกล่าวช้า ๆ เหมือนเตือนด้วยความหวังดี แต่ปลายเสียงกลับแฝงความข่มขู่บางอย่าง
“ตัวเลขบนกระดาษอาจไม่อธิบายทุกอย่างค่ะ แต่ตัวเลขที่หายไปโดยไม่มีเอกสารรองรับ ก็ไม่ควรถูกอธิบายด้วยคำว่าบริบทภายในเหมือนกัน” อัญชิสาสบตาเขาตรง ๆ โดยไม่หลบแม้แต่น้อย
ชายวัยกลางคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าสุภาพเมื่อครู่ค่อย ๆ แข็งขึ้น
“ผมจะพูดตรง ๆ นะครับ รายงานชุดนี้เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของท่านประธาน ถ้าคุณส่งเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่โดยไม่ปรับถ้อยคำให้เหมาะสม คุณอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น” กิตติพูดเสียงต่ำลง ดวงตาจับจ้องเธออย่างต้องการให้เข้าใจความหมายแฝง
“ถ้าคนในครอบครัวของท่านประธานไม่ได้ทำอะไรผิด รายงานของดิฉันก็ทำอะไรเขาไม่ได้ค่ะ แต่ถ้ารายงานทำให้ใครเดือดร้อน แปลว่าสิ่งที่ควรถูกตรวจสอบอาจไม่ใช่รายงาน แต่เป็นคนที่กลัวรายงานมากกว่า” อัญชิสาตอบกลับทันที น้ำเสียงยังเรียบ แต่ถ้อยคมกริบจนคนฟังหน้าเปลี่ยน
“คุณกำลังกล่าวหาผู้ใหญ่โดยไม่มีมารยาท” กิตติพูดลอดไรฟัน ความสุภาพหลุดร่อนออกจากน้ำเสียงชัดเจน
“ดิฉันกำลังทำงานตามหน้าที่ค่ะ และหน้าที่ของดิฉันคือรายงานความผิดปกติ ไม่ใช่ช่วยเลือกว่าความจริงข้อไหนควรพูดหรือไม่ควรพูดเพราะกระทบใคร” อัญชิสากล่าวอย่างหนักแน่น ก่อนจะดึงแฟ้มกลับมาไว้ตรงหน้า
ประตูห้องประชุมถูกเคาะเบา ๆ แล้วเลขาฯ สาวคนหนึ่งก็เปิดเข้ามาด้วยสีหน้าระมัดระวัง
“ขอโทษค่ะ คุณกิตติ ท่านประธานให้แจ้งว่าที่ประชุมใหญ่จะเริ่มในอีกสิบห้านาที และขอให้คุณอัญชิสาเข้าร่วมด้วยค่ะ” เลขาฯ รายงานด้วยน้ำเสียงเกรงใจ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย
กิตติหันไปมองเลขาฯ แวบหนึ่ง สีหน้าของเขาตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอัญชิสาเพียงเก็บแฟ้มเอกสารขึ้นมาแนบอกอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอตัวเตรียมเอกสารสำหรับที่ประชุมนะคะ” อัญชิสาลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ ทว่าแววตาไม่มีร่องรอยหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“คุณอัญชิสา ผมขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย บางประตูเมื่อเปิดแล้ว มันอาจปิดไม่ได้อีก และคนที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นอาจถูกแรงกระแทกจนล้มก่อนใคร” กิตติพูดตามหลัง น้ำเสียงเย็นเยียบจนเลขาฯ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังเผลอกลั้นหายใจ
อัญชิสาหยุดเดินเพียงครู่เดียว เธอหันกลับไปมองชายตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่ง
“ดิฉันไม่กลัวประตูที่เปิดออกหรอกค่ะ ดิฉันกลัวแค่คนที่ล็อกประตูไว้เพื่อซ่อนของสกปรกข้างในมากกว่า” เธอกล่าวชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอคำตอบ
ในวินาทีนั้น กิตติจ้องตามหลังหญิงสาวด้วยสีหน้าแข็งกร้าว เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะกล้าขัดคำสั่งเขาตรง ๆ ทั้งยังกล้าพูดเหมือนตัวเองมีอำนาจต่อรอง ทั้งที่ในบริษัทแห่งนี้ อำนาจที่แท้จริงไม่เคยอยู่ในมือคนที่ถือแฟ้มเอกสาร แต่อยู่ในมือคนที่สามารถทำให้แฟ้มเอกสารทั้งแฟ้มหายไปได้ภายในคืนเดียว
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสูงสุดของอาคารเปิดไฟสว่างจ้า โต๊ะประชุมยาวสีดำขลับตั้งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยกรรมการ ผู้บริหาร และหัวหน้าฝ่ายสำคัญหลายสิบชีวิต บรรยากาศเคร่งเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคน ด้านหัวโต๊ะมีเก้าอี้ประธานว่างอยู่หนึ่งตัว เก้าอี้ที่ทุกคนมองแล้วรู้ดีว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจซึ่งไม่มีใครกล้าท้าทาย
อัญชิสาเดินเข้ามาในห้องพร้อมแฟ้มเอกสารและโน้ตบุ๊ก เธอรับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา บางคนมองเหมือนเธอเป็นเด็กใหม่ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บางคนมองด้วยความสงสารล่วงหน้า ราวกับเดาได้ว่าอีกไม่นานเธอคงถูกบดขยี้กลางห้องนี้
เธอนั่งลงตรงที่นั่งซึ่งถูกจัดไว้ให้ด้านข้าง ไม่ใช่ที่นั่งสำคัญ แต่ก็พอให้ทุกคนเห็นหน้าเธอชัดเจน
เสียงประตูห้องประชุมเปิดขึ้นอีกครั้ง ทุกเสียงในห้องเงียบลงราวกับมีใครกดปิดสวิตช์
ตะวันเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสุขุม เขาสวมสูทสีเข้มเรียบกริบ ใบหน้าหล่อคมเรียบนิ่งจนอ่านอารมณ์แทบไม่ออก ดวงตาคมลึกกวาดมองทุกคนเพียงครั้งเดียวก็ทำให้บรรยากาศทั้งห้องถูกจัดระเบียบโดยไม่ต้องพูดอะไร เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่พยายามแสดงอำนาจ แต่เหมือนคนที่อำนาจอยู่กับตัวโดยธรรมชาติ
อัญชิสาเงยหน้ามองเขาเพียงชั่ววินาที ก่อนจะดึงสายตากลับมายังเอกสารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพใบหน้าของเขายังติดอยู่ในความคิดอย่างไม่ควรเป็น
เขาเป็นผู้ชายที่อันตรายจริง ๆ ไม่ใช่เพราะสายตาเย็นชา ไม่ใช่เพราะตำแหน่งสูงส่ง แต่เพราะเขามีบางอย่างที่ทำให้คนอยากรู้ว่าภายใต้ความนิ่งนั้นซ่อนอะไรไว้
“เริ่มได้” ตะวันเอ่ยสั้น ๆ หลังจากนั่งลงที่หัวโต๊ะ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ก้องพอให้ทุกคนขยับตัวพร้อมกันอย่างระมัดระวัง
กิตติเป็นคนเปิดการประชุม เขารายงานภาพรวมงบประมาณโครงการโรงพยาบาลและมูลนิธิด้วยภาษาสวยหรู ทุกประโยคฟังราบรื่นราวกับเตรียมมาอย่างดี ตัวเลขบนสไลด์ดูสมบูรณ์แบบ กราฟทุกเส้นชี้ขึ้นอย่างน่าพอใจ และคำอธิบายทุกอย่างก็ถูกห่อหุ้มด้วยถ้อยคำที่ฟังเหมือนความสำเร็จ
อัญชิสานั่งฟังเงียบ ๆ ปลายนิ้วแตะปากกาไว้เบา ๆ ทุกครั้งที่กิตติข้ามรายละเอียดสำคัญ เธอจะทำเครื่องหมายไว้บนกระดาษตรงหน้าอย่างใจเย็น
เมื่อรายงานจบลง กิตติหันมายิ้มให้เธอ เหมือนเปิดโอกาสอย่างผู้ใหญ่ใจกว้าง
“คุณอัญชิสาเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารชุดนี้เพิ่มเติม หากมีข้อเสนอแนะเชิงเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เชิญครับ แต่ผมคิดว่าภาพรวมไม่มีประเด็นสำคัญอะไรแล้ว” กิตติพูดพร้อมรอยยิ้มที่บอกชัดว่าเขาต้องการให้เธอพูดเพียงเล็กน้อย แล้วจบเรื่องอย่างสงบ
หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เธอเสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์กลางห้อง สไลด์ชุดใหม่ปรากฏบนหน้าจอแทนกราฟสวยงามเมื่อครู่ คราวนี้ไม่มีสีสัน ไม่มีคำโฆษณาความสำเร็จ มีเพียงตารางรายการเงินโอน เลขบัญชี วันที่ และเอกสารแนบที่ขาดหาย
“ดิฉันมีข้อเสนอแนะค่ะ แต่คงไม่ใช่ข้อเสนอแนะเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติของเงินโอนจากบัญชีมูลนิธิไปยังบริษัทปลายทางอย่างน้อยสี่แห่ง โดยทั้งสี่แห่งไม่มีประวัติการดำเนินงานจริง ไม่มีพนักงานประจำ และไม่มีเอกสารรับงานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้” อัญชิสาพูดอย่างชัดเจน ขณะสายตาของคนทั้งห้องเริ่มเปลี่ยนไปทันที
เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเงียบลงเมื่อสายตาของตะวันกวาดไปทั่วห้อง ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงมองนิ่ง ๆ ก็ทำให้ทุกคนสงบลงอย่างรวดเร็ว
“คุณควรระวังการใช้คำว่าไม่มีการดำเนินงานจริงนะครับ เพราะบริษัทคู่สัญญาบางแห่งเป็นนิติบุคคลที่รับงานเฉพาะกิจ” กิตติรีบแทรกขึ้น สีหน้าของเขายังพยายามประคองความสุภาพ แต่ลำคอเริ่มมีเส้นเลือดปูดจาง ๆ
“ดิฉันระวังแล้วค่ะ จึงแนบหลักฐานจากกรมพัฒนาธุรกิจ รายการภาษี และข้อมูลสถานที่ตั้งไว้ครบถ้วน บริษัทแรกจดทะเบียนในที่อยู่เดียวกับร้านนวดที่ปิดกิจการไปแล้ว บริษัทที่สองใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกับคนขับรถของผู้บริหารคนหนึ่ง บริษัทที่สามไม่มีการยื่นภาษีมาสองปี ส่วนบริษัทที่สี่เพิ่งเปิดบัญชีก่อนรับเงินจากมูลนิธิเพียงเจ็ดวัน” อัญชิสาอธิบายต่อโดยไม่เร่งเสียง แต่ข้อมูลที่เธอพูดทำให้ใบหน้าของหลายคนซีดลง
ตะวันนั่งนิ่งที่หัวโต๊ะ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าของอัญชิสาอย่างไม่กะพริบ เขาเคยเจอคนเก่งมากมาย เคยเห็นผู้ตรวจสอบหลายคนพูดด้วยความมั่นใจ แต่ผู้หญิงคนนี้แตกต่างออกไป เธอไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ เธอพูดเหมือนคนที่รู้ว่าความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย และเธอก็พร้อมจ่ายมัน
“รายงานนี้ผ่านการตรวจสอบกับฝ่ายการเงินหรือยัง” ตะวันเอ่ยถามเป็นครั้งแรก น้ำเสียงเรียบ ทว่าทำให้ทั้งห้องตึงขึ้นทันที
“ดิฉันส่งข้อมูลเบื้องต้นให้ฝ่ายการเงินแล้วค่ะ แต่ได้รับคำแนะนำให้ปรับถ้อยคำและลดระดับความรุนแรงของประเด็น เพราะเอกสารชุดนี้เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของท่านประธาน” อัญชิสาตอบตรงไปตรงมาโดยไม่เหลือบมองกิตติแม้แต่น้อย
เสียงในห้องเงียบกริบราวกับอากาศถูกดูดออกไป กิตติหน้าถอดสีทันที เขาหันไปมองตะวันด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านประธานครับ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมเพียงแต่เห็นว่ารายงานของคุณอัญชิสายังไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้ใหญ่บางท่านได้” กิตติรีบอธิบาย น้ำเสียงสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอให้คนฟังจับพิรุธได้
“ผู้ใหญ่บางท่านที่ว่าคือใคร” ตะวันถามสั้น ๆ แต่ดวงตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
กิตติชะงักไป ในห้องประชุมไม่มีใครกล้าขยับตัว
อัญชิสาเป็นคนตอบแทน เธอเลื่อนสไลด์ไปยังหน้าถัดไป ชื่อโครงการมูลนิธิและลายเซ็นอนุมัติบางส่วนปรากฏขึ้นบนจอ แม้เธอไม่ได้พูดชื่อศจีออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนในห้องรู้ดีว่าลายเซ็นนั้นเป็นของใคร
“ดิฉันยังไม่สรุปว่าใครทำผิดค่ะ เพราะการสรุปต้องอาศัยการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่สิ่งที่ดิฉันสรุปได้ในตอนนี้คือ มีเงินออกจากมูลนิธิโดยไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และมีคนพยายามให้ดิฉันถอนรายงานก่อนถึงมือท่านประธาน” อัญชิสาพูดพลางมองไปยังหัวโต๊ะ สบตาตะวันอย่างไม่หลบ
ตะวันมองเธอกลับ ดวงตาคมเข้มของเขาทำให้คนส่วนใหญ่เกร็งได้ง่าย ๆ แต่อัญชิสากลับยืนนิ่งเหมือนต้นไม้ที่ปักรากลึกลงในพื้นดิน เธอไม่ท้าทายอย่างหยาบคาย แต่ก็ไม่ก้มหัวให้ความกดดัน
“คุณรู้หรือเปล่าว่าการพูดแบบนี้ในห้องประชุมใหญ่ของบริษัท อาจทำให้คุณถูกฟ้องกลับได้ หากข้อมูลของคุณผิดแม้แต่จุดเดียว”
ตะวันถามช้า ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ข่มขู่เต็มที่ แต่มีความเย็นที่ทำให้คนฟังรู้ว่าเขากำลังทดสอบ
“ดิฉันทราบค่ะ และเพราะทราบ ดิฉันจึงตรวจทุกตัวเลขมากกว่าหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยคำว่าผิดปกติออกมาต่อหน้าทุกคน” อัญชิสาตอบทันที แววตาไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
“แล้วถ้าคนที่คุณแตะต้องเป็นคนในครอบครัวของผมจริง ๆ คุณยังยืนยันจะเดินหน้าต่อหรือเปล่า” ตะวันถามต่อ ดวงตาของเขาลึกขึ้น ราวกับต้องการมองให้ทะลุความกล้าของผู้หญิงตรงหน้า
“ถ้าคนในครอบครัวของท่านประธานบริสุทธิ์ การตรวจสอบจะช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ค่ะ แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์ ดิฉันก็ไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมคำว่าครอบครัวถึงควรเป็นเกราะกำบังความผิด” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง จนหลายคนในห้องเผลอเบิกตากว้าง
ปลายนิ้วของตะวันที่วางอยู่บนโต๊ะเคาะเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ความเงียบหลังจากนั้นยาวนานจนคล้ายจะบีบหัวใจของทุกคนในห้อง
“คุณกำลังบอกว่าบริษัทของผมมีคนโกง และคนคนนั้นอาจอยู่ใกล้ตัวผมมากกว่าที่ผมคิด” ตะวันกล่าวช้า ๆ สีหน้าของเขายังนิ่ง แต่นัยน์ตากลับมีประกายบางอย่างที่อัญชิสาอ่านไม่ออก
“ดิฉันกำลังบอกว่าตัวเลขไม่เคยโกหกค่ะ มีแต่คนเท่านั้นที่พยายามทำให้มันดูเหมือนจริง” อัญชิสาตอบเต็มเสียง ถ้อยคำนั้นคมพอจะกรีดบรรยากาศทั้งห้องให้ขาดออกจากกัน ไม่มีใครพูดอะไรอีก
กิตติก้มหน้าลงเล็กน้อย มือของเขากำแน่นใต้โต๊ะ ส่วนผู้บริหารบางคนหลบตาเหมือนกลัวว่าความจริงที่ถูกเปิดขึ้นมาจะกระเด็นมาเปื้อนตัวเอง
ตะวันเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ เขามองอัญชิสาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปสั่งเลขาฯ ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เก็บรายงานฉบับเต็มของคุณอัญชิสาเข้าระบบกรรมการ ตรวจสอบบัญชีปลายทางทั้งหมด และระงับการจ่ายเงินในโครงการที่เกี่ยวข้องจนกว่าจะมีผลสรุปใหม่” ตะวันสั่งโดยไม่หันไปมองกิตติแม้แต่น้อย
“ค่ะ ท่านประธาน” เลขาฯ รับคำอย่างรวดเร็ว ขณะมือรีบจดคำสั่งลงในแท็บเล็ต
“ส่วนคุณกิตติ หลังประชุมอยู่พบผม” ตะวันพูดต่อเสียงเรียบ แต่ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของกิตติซีดเผือดในทันที
อัญชิสาค่อย ๆ ปิดสไลด์ เธอรู้ว่าตัวเองชนะในรอบแรก แต่ชัยชนะนี้ไม่ใช่ชัยชนะที่ควรยิ้ม เพราะเธอเพิ่งเหยียบเข้าไปในวงล้อมของคนมีอำนาจ และคนเหล่านั้นย่อมไม่ยอมปล่อยให้เธอเดินออกไปง่าย ๆ
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ผู้บริหารหลายคนรีบลุกออกจากห้องเหมือนไม่อยากอยู่ในพื้นที่อันตรายนานเกินไป กิตติเดินออกไปพร้อมใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนออกจากห้อง เขาหันมามองอัญชิสาด้วยสายตาแข็งกร้าว สายตาที่บอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ
อัญชิสาเก็บแฟ้มเอกสารอย่างใจเย็น แต่ทันทีที่เธอกำลังจะเดินออกจากห้อง เสียงของตะวันก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณอัญชิสา อยู่ก่อน” ตะวันเรียกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มีอำนาจพอจะหยุดฝีเท้าของเธอได้ทันที
หญิงสาวหันกลับไปมอง เขายังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ห้องประชุมกว้างที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยผู้คน บัดนี้เหลือเพียงเธอกับเขา และความเงียบที่เย็นจัดกว่าระบบปรับอากาศ
“ท่านประธานมีอะไรจะสั่งเพิ่มเติมหรือคะ” อัญชิสาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้หัวใจจะเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย
“นั่งลง” ตะวันสั่งสั้น ๆ พลางผายมือไปยังเก้าอี้ใกล้เขา
“ถ้าเป็นเรื่องรายงาน ดิฉันสามารถส่งเอกสารฉบับเต็มให้เลขาฯ ของท่านประธานได้ค่ะ” อัญชิสาตอบโดยยังไม่ขยับไปนั่งตามคำสั่ง
ตะวันเลิกคิ้วน้อย ๆ เหมือนเพิ่งเห็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าเดิม
“ผมไม่ได้ขอรายงาน ผมเรียกคุณคุย” เขากล่าวเสียงต่ำ ดวงตาคมมองเธออย่างประเมิน
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันยืนคุยก็ได้ค่ะ” อัญชิสาตอบเรียบ ๆ พลางกอดแฟ้มไว้แนบอกแน่นขึ้นเล็กน้อย
มุมปากของตะวันขยับคล้ายจะยิ้ม แต่รอยนั้นจางเกินกว่าจะเรียกว่ารอยยิ้มจริง ๆ
“คุณเป็นคนแรกในรอบหลายปีที่กล้าขัดคำสั่งผมในห้องประชุม และยังกล้าขัดคำสั่งผมหลังประชุมด้วย” เขาพูดอย่างช้า ๆ น้ำเสียงไม่ได้โกรธ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน
“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจขัดคำสั่งค่ะ เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นต้องนั่ง ถ้าการสนทนาไม่ได้ยาวมาก” อัญชิสาตอบอย่างมีเหตุผล ทว่าแววตาของเธอกลับบอกชัดว่าเธอไม่ใช่คนที่จะทำตามเพียงเพราะเขาเป็นบอส
ตะวันลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาสูงกว่าเธอมาก เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ก็เหมือนถูกบีบให้แคบลงอย่างกะทันหัน กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกลิ่นสะอาดของสูทเนื้อดีลอยมากระทบปลายจมูก อัญชิสาต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่คิดในการยืนนิ่ง
“คุณรู้ไหมว่าคนที่คุณกล่าวถึงในรายงานไม่ใช่คนธรรมดา” ตะวันถามเสียงต่ำ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ
“ทราบค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้รับเงินเดือนมาเพื่อกลัวคนไม่ธรรมดา ดิฉันรับงานมาเพื่อตรวจเอกสารค่ะ” อัญชิสาตอบโดยไม่หลบตา แม้ความใกล้ของเขาจะทำให้ลมหายใจเธอสะดุดไปเสี้ยววินาที
“คุณกำลังทำให้ตัวเองเดือดร้อน” ตะวันกล่าว น้ำเสียงครั้งนี้ต่ำลงจนคล้ายคำเตือนจริงจัง
“คนที่ทำผิดต่างหากค่ะที่ควรเดือดร้อน ไม่ใช่คนที่พบความผิด” อัญชิสาตอบทันที และคำตอบนั้นทำให้ดวงตาของตะวันวาวขึ้นอย่างประหลาด
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบแฟ้มรายงานของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ เปิดดูทีละหน้าอย่างละเอียด อัญชิสายืนมองเขาเงียบ ๆ เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังคิดอะไร เขาดูเหมือนคนที่ไม่เชื่อใครง่าย ๆ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่พอจะมองข้ามหลักฐานตรงหน้า
“คุณตรวจพบเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ตะวันถามโดยไม่เงยหน้าจากเอกสาร
“คืนที่สองหลังได้รับชุดบัญชีค่ะ แต่ดิฉันรอตรวจซ้ำก่อน ไม่อยากกล่าวหาใครโดยใช้แค่ความสงสัย” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
“แล้วทำไมไม่มารายงานผมโดยตรง” เขาถามต่อ
“เพราะตามขั้นตอน ดิฉันต้องผ่านฝ่ายการเงินก่อนค่ะ และดิฉันยังไม่รู้ว่าท่านประธานเป็นคนที่อยากฟังความจริง หรือเป็นคนที่อยากฟังเฉพาะสิ่งที่ทำให้บริษัทดูดี” เธอตอบตรงเกินกว่าคนทั่วไปจะกล้าตอบ
ตะวันเงยหน้าขึ้นทันที สายตาของเขาคมจนเหมือนสามารถตรึงคนไว้กับที่ได้
“คุณตัดสินผมเร็วไปหรือเปล่า” เขาถามเสียงเย็น
“ดิฉันยังไม่ได้ตัดสินค่ะ ดิฉันแค่เผื่อความเป็นไปได้ทุกทาง เพราะในชีวิตจริง คนที่มีอำนาจบางคนไม่ได้กลัวความผิด แต่กลัวความจริงที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหายมากกว่า” อัญชิสาตอบช้า ๆ ความทรงจำเรื่องแม่แล่นผ่านดวงตาเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะหายไปเร็วมากจนคนทั่วไปอาจไม่ทันเห็น แต่ตะวันเห็น เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ
“คุณพูดเหมือนเคยเห็นคนถูกทำลายเพราะความจริงมาก่อน” ตะวันเอ่ยอย่างสังเกต ไม่ใช่แค่ถาม
แววตาของอัญชิสาเย็นลงทันที เธอถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ราวกับคำพูดของเขาแตะถูกบาดแผลที่เธอไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าใกล้
“ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองในการทำงานให้ดีค่ะ เหตุผลของดิฉันไม่เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้” เธอตอบเรียบ แต่เสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย
“เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว ผมเป็นคนตัดสิน” ตะวันกล่าวด้วยนิสัยของคนที่เคยชินกับการควบคุมทุกอย่าง
อัญชิสาเงยหน้าสบตาเขาเต็มตา สีหน้าของเธอไม่หวั่นเลยแม้แต่น้อย
“เรื่องงาน ท่านประธานตัดสินได้ค่ะ แต่เรื่องชีวิตของดิฉัน ท่านประธานไม่มีสิทธิ์” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ ทุกพยางค์เหมือนปักลงกลางห้องประชุมที่ว่างเปล่า
ตะวันมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างนิ่งงันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ไม่มีใครพูดกับเขาแบบนี้ ไม่มีใครกล้าขีดเส้นต่อหน้าเขาด้วยท่าทีมั่นคงเช่นนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เพิ่งเข้ามารับงานในบริษัทของเขาได้ไม่นาน
ควรโกรธ
เขาควรไม่พอใจที่เธอท้าทายอำนาจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่ความโกรธอย่างเดียวมันมีบางอย่างปะปนอยู่ในนั้น ความสนใจ ความแปลกใจ และแรงดึงดูดที่เขาไม่อยากยอมรับว่ามันเกิดขึ้นเร็วเกินไป
“คุณคิดว่าตัวเองเก่งมากหรือไง” ตะวันถามเสียงต่ำ ท่าทีเหมือนกำลังทดสอบมากกว่าดูถูก
“ดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งมากค่ะ ดิฉันแค่รู้ว่าตัวเองไม่ได้โง่พอจะยอมเงียบ เมื่อเห็นความผิดปกติอยู่ตรงหน้า” อัญชิสาตอบโดยไม่เสียเวลาคิด
คราวนี้ตะวันหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงนั้นต่ำและสั้นมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศเย็นจัดเมื่อครู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“คุณรู้ไหมว่าความกล้าของคุณอาจทำให้หลายคนอยากกำจัดคุณออกไปจากบริษัทนี้” เขากล่าว ช้า ๆ ดวงตาคมยังจับอยู่บนใบหน้าเธอ
“ดิฉันรู้ค่ะ” อัญชิสาตอบทันที
“แล้วไม่กลัวหรือ” เขาถามต่อ
อัญชิสาเงียบไปครู่หนึ่ง คราวนี้เธอไม่ได้ตอบทันทีเหมือนที่ผ่านมา ภาพแม่ของเธอในวันที่ถูกตราหน้าลอยขึ้นมาอีกครั้ง ภาพผู้หญิงที่ถูกทำลายด้วยคำโกหก แต่ยังพยายามยิ้มให้ลูกสาวเหมือนไม่อยากให้เด็กคนนั้นเจ็บไปด้วย เธอกลัว แน่นอนว่าเธอกลัว เพราะคนไม่กลัวอะไรเลยย่อมไม่มีอยู่จริงแต่ความกลัวบางอย่างไม่ควรมีสิทธิ์สั่งให้คนเราทรยศต่อความถูกต้อง
“กลัวค่ะ” เธอยอมรับในที่สุด น้ำเสียงเบาลงแต่หนักแน่นกว่าเดิม “แต่ดิฉันกลัวการเป็นคนที่เห็นความผิดแล้วเลือกเงียบมากกว่า”
ตะวันนิ่งไป ดวงตาคมของเขาลึกขึ้นราวกับคำตอบนั้นกระแทกบางอย่างในใจโดยไม่ทันตั้งตัว
มีบางอย่างในตัวผู้หญิงคนนี้ที่ไม่เหมือนใคร เธอไม่ได้แข็งเพราะอยากดูเข้มแข็ง แต่แข็งเพราะเคยแตกมาก่อนและไม่ยอมให้ตัวเองแตกซ้ำ เธอไม่ได้กล้าเพราะไม่รู้ว่าอันตรายคืออะไร แต่กล้าเพราะรู้ดีเกินไปว่าการปล่อยให้อันตรายเดินผ่านไปโดยไม่มีใครหยุด มันจะทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ได้มากเพียงใด
“จากวันนี้ คุณส่งรายงานทุกอย่างให้ผมโดยตรง ไม่ต้องผ่านคุณกิตติ” ตะวันกล่าวในที่สุด น้ำเสียงกลับมาเป็นบอสที่ออกคำสั่งชัดเจนอีกครั้ง
“รับทราบค่ะ” อัญชิสาตอบ แต่ยังมองเขาด้วยความระวัง
“และจนกว่าการตรวจสอบจะจบ คุณต้องระวังตัวให้มาก อย่ากลับดึกคนเดียว อย่าเปิดไฟล์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก และถ้ามีใครติดต่อคุณนอกช่องทางงาน ให้แจ้งผมทันที” เขาสั่งต่อ ราวกับรายการทั้งหมดถูกคิดไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
“ท่านประธานกำลังเป็นห่วงดิฉัน หรือกำลังกลัวว่าพยานสำคัญจะหายไปก่อนงานจบคะ” อัญชิสาถามกลับอย่างอดไม่ได้ ดวงตาเธอมีประกายท้าทายจาง ๆ
“ทั้งสองอย่าง” ตะวันตอบโดยไม่หลบตา ทำให้อัญชิสาชะงักไปอย่างไม่คาดคิด
ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่ คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบของการปะทะ แต่เป็นความเงียบที่มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิว ไม่ชัดเจน ไม่ปลอดภัย และไม่ควรเกิดขึ้นในเวลาที่พวกเขาควรพูดกันเพียงเรื่องงาน
อัญชิสาเป็นฝ่ายถอนสายตาก่อน เธอเก็บแฟ้มแนบอกอีกครั้ง
“ถ้าไม่มีเรื่องอื่น ดิฉันขอตัวไปทำรายงานฉบับเต็มนะคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติ
“เชิญ” ตะวันตอบสั้น ๆ แต่สายตายังตามเธอไม่วาง
หญิงสาวเดินไปถึงประตูแล้วหยุดชั่วครู่ เธอหันกลับมาเล็กน้อย
“ท่านประธานคะ” เธอเรียกด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“ว่าไง” เขาขานรับ
“ถ้าท่านประธานอยากรู้ว่าบริษัทนี้มีอะไรซ่อนอยู่จริง ๆ อย่าถามแค่ตัวเลขค่ะ ลองถามคนที่ถูกสั่งให้เงียบดูบ้าง บางทีความจริงอาจไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกทำให้กลัวจนไม่กล้าพูด” อัญชิสาพูดจบแล้วเปิดประตูเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ
ตะวันยืนนิ่งอยู่ในห้องประชุมอีกนาน หลังบานประตูปิดลง เสียงของเธอยังคงวนอยู่ในหัวเขาเหมือนประโยคที่ไม่ควรถูกมองข้าม คนที่ถูกสั่งให้เงียบ
ด้วยเหตุผลบางอย่าง คำนี้ทำให้เขานึกถึงแม่แท้ ๆ ของตัวเองขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ภาพผู้หญิงในกรอบรูปเก่าที่เขาแทบจำเสียงไม่ได้ ภาพรอยยิ้มอ่อนโยนที่ถูกเล่าให้ฟังผ่านคำพูดของคนอื่นมากกว่าความทรงจำของเขาเอง และความตายที่บ้านใหญ่ไม่เคยยอมพูดถึงอย่างละเอียด
ตะวันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกดโทรศัพท์หาเลขาฯ
“ส่งคนตรวจสอบบริษัทปลายทางทั้งสี่แห่งแบบเงียบที่สุด และเอาประวัติของอัญชิสามาให้ผมภายในวันนี้” เขาสั่งเสียงต่ำ ดวงตาคมยังจับอยู่ที่ประตูซึ่งหญิงสาวเพิ่งเดินออกไป
ปลายสายรับคำทันที แต่ตะวันยังไม่วางสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นกว่าเดิม
“แล้วตรวจสอบด้วยว่าใครเป็นคนพยายามหยุดรายงานฉบับนี้ก่อนถึงมือผม ผมอยากรู้ว่าความจริงในบริษัทของผมถูกใครล็อกประตูไว้” เขากล่าวจบแล้วกดวางสายช้า ๆ
อีกด้านหนึ่ง อัญชิสาเดินกลับลงมายังชั้นทำงานด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ฝ่ามือที่กำแฟ้มแน่นขึ้นบอกว่าหัวใจเธอไม่ได้สงบเท่าที่แสดงออก ตะวันไม่ใช่ผู้ชายที่เธอควรเข้าใกล้ เขามีอำนาจมากเกินไป มีสายตาที่อ่านยากเกินไป และมีความสามารถในการทำให้เธอหวั่นไหวทั้งที่เขาแทบไม่ได้ทำอะไร
อันตราย คำนี้ผุดขึ้นในใจเธออีกครั้ง แต่คราวนี้ อัญชิสาไม่แน่ใจว่าอันตรายที่ว่าหมายถึงอำนาจของเขา หรือหมายถึงหัวใจของเธอเองกันแน่
เมื่อเธอกลับถึงโต๊ะทำงาน หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ควรดับสนิทกลับสว่างขึ้นเอง อัญชิสาชะงักทันที เธอแน่ใจว่าเมื่อเช้าเธอปิดเครื่องไว้ก่อนขึ้นประชุม แต่ตอนนี้บนหน้าจอกลับมีหน้าต่างโฟลเดอร์รายงานเปิดค้างอยู่ ไฟล์สำรองบางไฟล์ถูกย้ายตำแหน่ง ร่องรอยการเข้าถึงระบบปรากฏขึ้นในเวลาที่เธออยู่ในห้องประชุม หัวใจของอัญชิสาเต้นแรงขึ้น แต่ใบหน้าของเธอกลับนิ่งเย็นกว่าเดิม หญิงสาวค่อย ๆ วางแฟ้มลง ลากเก้าอี้ออก แล้วนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์อย่างสงบ เธอเปิดโปรแกรมบันทึกประวัติระบบ ตรวจดูเวลาการเข้าใช้งานและหมายเลขเครื่องปลายทางทีละบรรทัด
ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากัน เมื่อเห็นรหัสผู้ใช้ที่ไม่ควรปรากฏบนหน้าจอของเธอ
มีคนเริ่มลงมือแล้วจริง ๆ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่อาทิตย์หน้า แต่เป็นวันนี้ทันทีหลังจากเธอกล้าพูดความจริงในห้องประชุมใหญ่
อัญชิสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพหน้าจอ เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ในคลาวด์ส่วนตัวอีกชั้น จากนั้นจึงเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ ดวงตาสวยเฉียบมองหน้าจอด้วยประกายเย็นจัด
“คิดจะลบไฟล์ของฉันเหรอ” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง น้ำเสียงไม่ได้ตื่นกลัว หากเต็มไปด้วยความนิ่งที่อันตรายกว่าความโกรธ “งั้นก็ลองดูสิ ว่าใครกันแน่ที่จะถูกลบออกจากเกมนี้ก่อน”
นอกผนังกระจก เมืองใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลงทีละน้อย แต่ภายในอาคารสูงแห่งนี้ เงามืดบางอย่างเพิ่งขยับตัวอย่างแท้จริง และอัญชิสาก็รู้ดีว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ตรวจสอบเอกสารอีกแล้ว
เธอกลายเป็นคนที่แตะต้องความลับของคนมีอำนาจ กลายเป็นเสี้ยนหนามของคนที่ซ่อนความผิดไว้ใต้ชื่อเสียงสวยหรู และที่อันตรายยิ่งกว่านั้น เธอกำลังกลายเป็นผู้หญิงที่บอสตะวันหยุดมองไม่ได้ ทั้งที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่า การมองผู้หญิงคนนี้นานเกินไป จะลากหัวใจของเขาเข้าไปติดอยู่ในบ่วงที่ไม่มีใครถอนตัวได้ง่าย ๆ
บ่วงที่เริ่มจากตัวเลขไม่กี่บรรทัด แต่กำลังจะรัดทั้งชีวิตของพวกเขาไว้ด้วยความรัก ความลับ และคำโกหกที่ฝังลึกมานานกว่ายี่สิบปี
บทล่าสุด
#17 บทที่ 17 ตอนที่16 เมียไม่มีทะเบียน
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#16 บทที่ 16 ตอนที่15 ลืมคำพูดทั้งหมด
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#15 บทที่ 15 ตอนที่ 14 ศึกแรกในบ้านใหญ่
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#14 บทที่ 14 ตอนที่13 แค่คนที่รักคุณ
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#13 บทที่ 13 ตอนที่12 อดีตที่เชื่อมโยง
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#12 บทที่ 12 ตอนที่11 เอาตัวเองไปยืนตรงไหน
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#11 บทที่ 11 ตอนที่ 10 เมียที่ไม่มีทะเบียน
อัปเดตล่าสุด: 8/19/2026#10 บทที่ 10 ตอนที่9 แก้ตัว
อัปเดตล่าสุด: 7/15/2026#9 บทที่ 9 ตอนที่ 8 ผู้หญิงของตะวัน
อัปเดตล่าสุด: 7/15/2026#8 บทที่ 8 ตอนที่7 ตรงไปตรงมา
อัปเดตล่าสุด: 7/15/2026
คุณอาจชอบ 😍
So Sick รักษาหัวใจนายเจ้าเล่ห์
"ฉันไปทำเธอตอนไหน?"
"ตอนไหนเหรอ ก็เมื่อคืนไงไอ้คนทุเรศ!"
"เมื่อคืนฉันเมาเละ อย่ามาใช้มุกตื้น ๆ จับฉันมันไม่สำเร็จ"
"จับบ้าอะไรฮะ ฉันโดนข่มขืนฉันเสียหายนะไอ้ชั่ว"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ"
"เมาเหมือนหมาแล้วจำไม่ได้ว่าข่มขืนผู้หญิงเหรอ!"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ!"
"ก็บอกว่าทำไงวะ!!"
รักไม่หลอก
คลั่งไคล้ยัยแฮกเกอร์
แทนที่จะส่งตัวเธอให้ตำรวจ ประธานกู้ผู้ชอบใช้เงินแก้ปัญหา(และหวงของขั้นสุด) กลับโยนเช็คตัวเลขเจ็ดหลักใส่หน้า พร้อมยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้... นั่นคือการจ้างเธอเป็น 'กระสอบทรายระบายอารมณ์ส่วนตัว' แบบผูกขาด ห้ามรับงานอื่น ห้ามมองผู้ชายคนอื่น และห้ามปฏิเสธเมื่อเขาต้องการ!
ภายใต้แว่นตาขอบเงินที่ดูภูมิฐาน เขาคือพญามารจอมเอาแต่ใจที่ดุดันไม่เกรงใจเตียง จนเธอต้องลอบรีวิวสมรรถภาพของเขาในใจเหมือนรีวิวสินค้าในเถาเป่า ปากสั่นร้องไห้บอกว่าไม่ไหว แต่สมองกลับคำนวณทิปค่ากระเป๋าแบรนด์เนมอย่างรวดเร็ว
เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วย 'เงินตราและราคะ' ถลำลึกจนเตียงแทบหักทุกคืน งานนี้สายลับสาวหน้าเงินจะกอบโกยกำไรจนคุ้ม หรือจะขาดทุนย่อยยับเพราะเผลอเอาหัวใจไปจำนองให้ท่านประธานกันแน่?
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด
(เซ็ท Three Flags) อาณัติร้ายนายวิศวะ
เมื่อค่ำคืนที่แสนธรรมดา กลับกลายเป็นตราบาปที่ไม่อาจลบเลือน
'น้ำพิง' หญิงสาวสู้ชีวิตที่ดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ ตื่นขึ้นมาในสภาพเปลือยเปล่าบนเตียงเดียวกับ 'เรด' ทายาทเจ้าพ่อคาสิโนผู้ทรงอิทธิพล โดยที่ทั้งคู่ต่างถูกวางยา!
แต่โชคชะตากลับต้อนเธอให้จนมุม เมื่อรูปถ่ายหลุดว่อน และเรดปักใจเชื่อว่าเธอคือผู้หญิงหิวเงินที่จัดฉากเพื่อจับเขาหวังรวยทางลัด
เพื่อปกปิดข่าวฉาว ผู้ใหญ่จึงยื่นคำขาดให้ทั้งคู่ต้องรับบทแฟนกำมะลอ
สำหรับน้ำพิง... มันคือทางออกเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่สำหรับเรด... มันคือจุดเริ่มต้นของการจองจำและเอาคืน
เด็กดื้อคนโปรด (ของมาเฟีย) BAD
หนุ่มหล่อ ลูกชายมาเฟียตระกูลใหญ่ผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถูกผู้หญิงหลายคนตราหน้าว่าไร้หัวใจ ถึงอย่างนั้นเพราะความหล่อก็ยังมีผู้หญิงอีกมายมายที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขา
แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารังเกียจและไม่อยากเจอหน้าถึงแม้เธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันมีค่าในสายตาของเขา
“อยากเป็นเมียฉันมากไม่ใช่หรือไง ฉันกำลังจะสนองให้เธอเป็นอยู่นี่ไง แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียแต่ง อย่าคิดหวังสูงเกินไป!!”
มิลิน
เธอถูกคนที่ตัวเองแอบรักมาตั้งแต่เด็กรังเกียจเพียงเพราะเขาคิดว่าแม่เธอคือเมียน้อยของพ่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่สนใจใยดีอะไรเธอเลย แต่เธอก็ยังรักเขาหมดหัวใจ
ทั้งที่คิดว่าหากยอมยกร่างกายให้เขาแล้วจะได้ความรักกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความเกลียดชัง
แค้นรักเพลิงสวาท
ภาสกร&อัยรินทร์
นิยายซีรี่ส์ชุดทาสรักซานตาน ( เล่ม1 )
เธอหลอกเขา…เพื่อเงิน
เขาทำลายเธอ…เพื่อแค้น
เมื่อความลับถูกเปิดเผย ระหว่าง ภาสกร ซาตานในคราบนักธุรกิจ และ อัยรินทร์ หญิงสาวผู้ขายหัวใจแลกชีวิต ไฟรัก ไฟแค้น และไฟปรารถนากำลังจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้
“อย่าคิดหนี…เพราะซาตานอย่างฉัน จะลากเธอกลับมาชดใช้ทุกหยดน้ำตา!”
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!
ใต้เงาสเน่หา
ทว่าสิ่งที่เธอต้องรับมือกลับไม่ใช่เพียงเมนูอาหารรสเลิศ แต่เป็น ‘ไทม์’ CEO หนุ่มผู้เย็นชา เย่อหยิ่ง และกินยากที่สุดในสามโลก! จากความระแวงแคลงใจในคราแรก แปรเปลี่ยนเป็นความสิเน่หาอันลุ่มหลงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เงามืดของคฤหาสน์
ท่ามกลางสายตาผู้ใหญ่และคำครหาเรื่องชนชั้น เขาตีตราจองเธอไว้ด้วยความหึงหวงอันบ้าคลั่ง ขณะที่เธอพยายามเจียมตัวและหลบหนี...
แต่ยิ่งเธอถอยห่าง เขากลับยิ่งก้าวเข้ามาประชิด และพร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่กล้าพราก ‘ยอดดวงใจ’ ไปจากเขา!
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
พันธะร้ายท่านประธานปล้นรัก
เขาคือผู้ชายที่เธอเคยรักสุดหัวใจ และเป็นผู้ชายคนเดียวกันที่เธอเชื่อว่า…เคยเหยียบย่ำหัวใจเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
แปดปีก่อน อธิชาเดินออกจากชีวิตชยุตม์ด้วยน้ำตา ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ว่า “เราไม่เหมาะกัน”
โดยไม่รู้เลยว่า ผู้ชายที่เธอคิดว่าไร้หัวใจ ไม่เคยหยุดตามหาเธอแม้แต่วันเดียว
แปดปีต่อมา เธอกลับมาเจอเขาอีกครั้ง
ไม่ใช่ในฐานะคนรัก แต่ในฐานะ “ลูกหนี้”และเขา…คือเจ้าหนี้คนเดียวที่มีสิทธิ์กำหนดชีวิตเธอ
“แต่งงานกับฉันสามปี แล้วหนี้ทั้งหมดของครอบครัวเธอจะจบลง”
ข้อเสนอของชยุตม์เย็นชา ร้ายกาจ และไร้ทางถอย อธิชาจึงต้องยอมสวมแหวนของผู้ชายที่เธอเกลียด ยอมเป็นภรรยาตามสัญญาของท่านประธานผู้ขึ้นชื่อว่าเพลย์บอยที่สุดในวงการธุรกิจ
เขามีข่าวกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ยิ้มเก่ง หว่านเสน่ห์เก่ง ปากร้าย และทำให้เธอเจ็บได้ทุกครั้งที่เข้าใกล้ แต่ในคืนที่เธอกลัว เขากลับนั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูทั้งคืนในวันที่ครอบครัวเธอล้ม เขากลับเป็นคนยื่นมือมาช่วยโดยไม่เคยเอ่ยความดีและในวันที่เธอพยายามเกลียด เขากลับทำให้หัวใจเธอทรยศตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า













