บทนำ
เพราะอ่านหนังสือในห้องสมุดจนเผลอหลับ
ซูเยว่หลันจึงข้ามมิติมาตื่นในหมู่บ้านยากจนแห่งยุค 80 บ้านก็จน คนในบ้านก็ไม่รัก ชีวิตเดิมของเจ้าของร่างยังแทบไม่มีทางรอด แต่ใครจะคิดว่าเธอจะได้ ห้องสมุดลึกลับติดตัวมาด้วย
เมื่อทุกครั้งที่หลับ เธอสามารถเข้าไปค้นความรู้ในห้องสมุดประหลาดแห่งนั้นได้ จากบรรณารักษ์ธรรมดาในยุคปัจจุบัน เธอจึงค่อย ๆ ใช้ความรู้เรื่องดิน น้ำ พืช อาหาร และการจัดการ พลิกแปลงผักแห้งแล้งให้เขียวชอุ่มเปลี่ยนของเหลือไร้ค่าให้กลายเป็นของกินทำเงินและพาหมู่บ้านที่ยากจนจนใคร ๆ ส่ายหน้า
ให้ค่อย ๆ กลายเป็นหมู่บ้านในตำนานที่คนทั้งตำบลต้องหันมามอง
เดิมทีเธอคิดแค่ว่าจะหาอะไรกินให้อิ่มท้อง
แต่ไป ๆ มา ๆ กลับได้ทั้งงาน ได้ทั้งชื่อเสียง
ได้แม่ที่เริ่มรัก ได้พี่สะใภ้ปากร้ายแต่ใจดี ได้กลุ่มสตรีที่พร้อมลุกขึ้นสู้ไปด้วยกัน และยังได้ชาวไร่หนุ่มหน้าตาดี เสน่ห์แรง จนสาวทั้งหมู่บ้านแอบมอง มาคอยยืนข้างเธอทุกครั้งที่ชีวิตเริ่มหนักเกินไป
บท 1
ตอนที่ 1
ห้องสมุดคืนฝนตก
เสียงฝนกระทบกระจกดังถี่รัวไม่ต่างจากปลายนิ้วนับร้อยที่กำลังเคาะขอทางเข้าออกจากโลกภายนอก หลินเมิ่งเหยาเงยหน้าจากกองหนังสือเก่าตรงหน้า ก่อนจะทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าสีดำครึ้มที่ปกคลุมเมืองทั้งเมืองไว้แน่นหนา แสงไฟถนนด้านนอกพร่าเลือนอยู่หลังม่านฝน จนดูเหมือนคืนวันนี้มีเพียงอาคารห้องสมุดกลางกับเธอเท่านั้นที่ยังไม่ยอมหลับใหล
ห้องเก็บหนังสือเก่าชั้นใต้ดินเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงกระดาษเสียดสีกันยามเธอพลิกหน้าเอกสารทีละแผ่น กลิ่นหมึกเก่า กลิ่นไม้ชื้น และกลิ่นฝุ่นสะสมหลายสิบปีคลุ้งอยู่ในอากาศจนชวนให้คนทั่วไปอยากรีบทำงานให้เสร็จแล้วหนีขึ้นไปชั้นบน แต่หลินเมิ่งเหยากลับรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้ยิ่งกว่าที่ใดในโลก
สำหรับคนอื่น หนังสือเก่าอาจเป็นเพียงของสะสม หรือไม่ก็ข้าวของล้าสมัยที่หมดคุณค่าไปแล้ว ทว่าสำหรับเธอ หนังสือทุกเล่มมีลมหายใจของตัวเอง มีร่องรอยของมือคนที่เคยเปิดอ่าน มีความคิด ความทรงจำ และชีวิตของคนอีกยุคหนึ่งซ่อนอยู่ในตัวอักษรที่เรียงรายแน่นขนัดบนกระดาษสีเหลืองซีด
หลินเมิ่งเหยาเป็นบรรณารักษ์มาได้เกือบห้าปีแล้ว ตำแหน่งไม่ใหญ่ เงินเดือนไม่มาก ชีวิตเรียบง่ายจนบางครั้งเรียกได้ว่าจืดชืด แต่เธอไม่เคยคิดจะเปลี่ยนอาชีพ แม้คนรอบข้างจะพูดเสมอว่างานแบบนี้ไม่น่าตื่นเต้น ไม่มีอนาคต และแทบไม่มีใครมองเห็นความสำคัญของคนจัดหมวดหมู่หนังสือด้วยซ้ำ
เธอเคยยิ้มรับคำพูดเหล่านั้นทุกครั้ง แล้วกลับมานั่งอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสืออย่างเดิม เพราะอย่างน้อยในโลกของหนังสือ ทุกอย่างยังมีเหตุผล มีระเบียบ และมีความงามซ่อนอยู่เสมอ ต่อให้ชีวิตมนุษย์สับสนวุ่นวายเพียงใด หนังสือก็ยังรอให้ใครสักคนเปิดอ่านอย่างสงบเงียบ
คืนนี้เป็นเวรของเธอที่ต้องลงมาตรวจสอบหนังสือเก่าชุดหนึ่งซึ่งเพิ่งย้ายมาจากคลังเก็บร้างของห้องสมุดสาขา หนังสือหลายเล่มเปียกชื้นจนต้องคัดแยก บางเล่มปกหลุด บางเล่มขึ้นรา และบางเล่มไม่มีแม้แต่เลขหมวดให้ตรวจสอบ เธอค่อย ๆ ยกแต่ละเล่มขึ้นมาปัดฝุ่น เช็กสภาพ ลงบันทึก และจัดแยกเป็นกองอย่างมีระบบ แม้มือจะเมื่อยจนข้อนิ้วตึงไปหมด แต่สีหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง
ใกล้สี่ทุ่ม ขณะที่ฝนด้านนอกไม่มีทีท่าว่าจะซา เธอก็พบกล่องไม้ใบหนึ่งซุกอยู่ในชั้นล่างสุดของตู้เหล็กเก่า ตัวกล่องไม่มีป้าย ไม่มีรหัส และไม่ได้อยู่ในบัญชีรายการของที่ขนย้ายมาด้วย
หลินเมิ่งเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะดึงกล่องออกมาอย่างระวัง ฝุ่นเกาะหนาจนต้องยกมือปัดออกหลายครั้ง เมื่อลองเปิดฝา กลับพบว่าข้างในมีหนังสือเพียงเล่มเดียว เป็นหนังสือปกแข็งสีหม่น ราวกับเคยมีสีเดิมเข้มกว่านี้ แต่ถูกกาลเวลาลบเลือนจนเหลือเพียงเงาจาง ๆ ปกหน้าไม่มีชื่อเรื่อง ไม่มีชื่อผู้เขียน ไม่มีตราสำนักพิมพ์ สันหนังสือเรียบเปล่าอย่างน่าประหลาด ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ แม้จะดูเก่า แต่ตัวเล่มกลับสมบูรณ์กว่าหนังสือรอบข้างราวกับได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
เธอพลิกดูหน้าปกในและหน้าลิขสิทธิ์ ทว่าก็ไม่พบข้อมูลอะไรแม้แต่น้อย ราวกับมีใครตั้งใจลบตัวตนทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ออกไป
“แปลกจริง...”เสียงพึมพำของเธอดังเบามากในความเงียบ
หลินเมิ่งเหยานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม แล้วเปิดหนังสือเล่มนั้นอย่างระมัดระวัง กระดาษด้านในหนากว่าที่คิด สีงาช้างหม่นนุ่มนวลต่อสายตา ตัวอักษรเรียงตัวสวยงามเป็นระเบียบ แต่ประโยคแรกที่ปรากฏต่อหน้าเธอกลับทำให้ปลายนิ้วที่กำลังกดหน้ากระดาษชะงักค้าง
“ความรู้มิได้เลือกผู้ยิ่งใหญ่ แต่เลือกผู้ที่เห็นคุณค่าของมัน”
หลินเมิ่งเหยากะพริบตาช้า ๆ ความรู้สึกประหลาดแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอก เธออ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง ก่อนพลิกไปหน้าถัดไป
“ผู้ใดรักษาหนังสือผู้นั้นย่อมรักษาอนาคต”
เธอเม้มริมฝีปากเบา ๆ หนังสือเล่มนี้เหมือนตำราปรัชญากึ่งนิทาน แต่ถ้อยคำทุกบรรทัดกลับมีแรงบางอย่างดึงดูดจนเธอวางไม่ลง เนื้อหาในเล่มไม่ได้เล่าเรื่องเป็นตอน ๆ หากคล้ายเป็นบันทึกกระจัดกระจายของใครบางคนที่พูดถึงห้องสมุด ความรู้ การคัดเลือกผู้คน และคำที่พูดว่าประตูอยู่หลายครั้ง
ยิ่งอ่าน เธอยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเดินลึกเข้าไปในทางเดินแคบมืดสายหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางจะนำไปสู่อะไร ทว่าหัวใจกลับบอกว่าอย่าหยุด เสียงฝนยังดังสม่ำเสมออยู่ด้านนอก เข็มนาฬิกาเคลื่อนไปทีละนาทีอย่างเงียบงัน หลอดไฟเพดานส่งแสงสีขาวซีดลงบนโต๊ะไม้เก่า และเงาของเธอกับกองหนังสือทอดยาวไปบนพื้นซีเมนต์
หลินเมิ่งเหยาอ่านไปได้อีกหลายหน้า จึงเริ่มรู้สึกว่าหนังตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย เธอขยับไหล่ คลึงต้นคอ และยกแก้วชาอุ่นที่เหลืออยู่ขึ้นจิบ แต่ชาเย็นชืดไปแล้ว
“อ่านอีกนิดเดียว...”
เธอบอกตัวเองอย่างนั้น หน้าถัดไปมีประโยคสั้น ๆ เขียนอยู่เพียงบรรทัดเดียว
“เมื่อผู้คู่ควรมาถึง ห้องสมุดจะเปิดทางเอง”
ไม่รู้เพราะความเหนื่อยล้าสะสมทั้งวัน หรือเพราะเสียงฝนและความเงียบรอบตัวชวนให้เคลิ้ม เธอรู้ตัวอีกที ศีรษะก็เอนลงช้า ๆ จนแตะท่อนแขนบนโต๊ะ
ภาพตัวอักษรตรงหน้าพร่าเลือนไปทีละน้อย เสียงฝนเหมือนถอยห่างออกไปทุกขณะ และโลกทั้งใบค่อย ๆ ละลายกลายเป็นความมืดอ่อนนุ่ม
กลิ่นแรกที่ลอยเข้ามาในลมหายใจไม่ใช่กลิ่นกระดาษเก่า หากเป็นกลิ่นควันฟืน ผสมกับกลิ่นดินชื้นและกลิ่นเสื้อผ้าอับบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย
หลินเมิ่งเหยาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแรกคือปวดเมื่อยไปทั้งตัว ราวกับนอนผิดท่ามาหลายชั่วโมง แผ่นหลังเจ็บตึง แขนขาหนักอึ้ง และศีรษะก็หนักจนแทบไม่อยากลืมตา
เธอพยายามขยับนิ้ว ก่อนจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น
สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพดานสีขาวของห้องเก็บเอกสารใต้ดิน แต่เป็นคานไม้เก่า ๆ สีคล้ำ มีรอยแตกร้าวหลายแห่ง ใยแมงมุมเกาะมุมฝ้า ลมเย็นพัดลอดเข้ามาจากช่องหน้าต่างกระดาษที่ปิดไม่สนิท ทำให้แสงสลัวของเช้าตรู่ส่องเข้ามาเป็นริ้วบาง ๆ
หลินเมิ่งเหยานิ่งไปชั่วขณะ เธอหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมขึ้นใหม่ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังเหมือนเดิม เตียงที่เธอนอนอยู่แข็งและแคบกว่าปกติ ผ้าห่มหยาบกระด้างจนไม่คุ้นผิว กายที่ขยับได้ช้า ๆ นี้เองก็ดูบอบบางแปลกไป ยังไม่ทันที่เธอจะประมวลผล เสียงผู้หญิงแหลมสูงก็ดังลอดประตูไม้บางเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ
“ยังไม่ลุกอีกหรือ จะนอนกินแรงคนทั้งบ้านถึงเมื่อไร”
ตามด้วยเสียงชายแก่ห้วนกระด้าง “วันนี้บ้านสกุลหลิวจะมาดูตัว ถ้ายังทำเป็นป่วยอีกก็อย่าหาว่าฉันใจร้าย”
หัวใจของหลินเมิ่งเหยากระตุกแรง ดูตัว? ใครดูตัว? บ้านสกุลหลิวไหน?
เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความเวียนศีรษะแล่นวูบจนต้องยกมือข้างหนึ่งกุมขมับ แต่สิ่งที่ทำให้เธอชะงักยิ่งกว่าคือมือคู่นั้นไม่ใช่มือของเธอ
มันเล็กกว่า ผอมกว่า ผิวหยาบกว่า และมีรอยแดงตรงข้อนิ้วเหมือนคนทำงานหนักมานาน
หลินเมิ่งเหยาจ้องมือนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะเดียวกัน ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดอย่างแรง หญิงวัยกลางคนใบหน้าคมจัดคนหนึ่งเดินเข้ามา ดวงตาเต็มไปด้วยความรำคาญ
“ลุกได้ก็ดี รีบไปต้มน้ำ หุงข้าว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย เดี๋ยวคนจะมาถึง”
หลินเมิ่งเหยามองอีกฝ่ายอย่างมึนงง เสื้อผ้าที่หญิงคนนั้นสวมเป็นเสื้อคอกลมสีหม่นกับกางเกงผ้าหยาบหลวม ๆ ทรงผมเรียบตึงแบบที่ไม่เคยเห็นในชีวิตประจำวันของตัวเอง มองเลยไปด้านหลัง ยังมีกำแพงดินสีซีด โต๊ะไม้เตี้ย ๆ และตู้เก่าโทรมใบหนึ่งตั้งอยู่ริมฝา ทุกอย่างจริงเกินกว่าจะเป็นฝัน
หญิงคนนั้นเห็นเธอนั่งนิ่ง ก็ทำหน้าไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม “มองอะไร หรือจะให้ฉันลากไป”
หลินเมิ่งเหยาอ้าปากจะถามว่า ที่นี่คือที่ไหน แต่เสียงที่ออกมาจากลำคอกลับแหบเบาอย่างคนป่วยมานาน
“ฉัน...”เพียงคำเดียวเท่านั้น ภาพจำนวนมากก็พุ่งเข้ามาในหัวอย่างฉับพลัน ราวกับมีใครเทความทรงจำทั้งกองลงมาในสมองของเธอในคราวเดียว
บ้านดินหลังนี้ หมู่บ้านยากจนในชนบท
หญิงสาวชื่อซูเยว่หลัน แม่แท้ ๆ ที่อ่อนแอ พ่อเลี้ยงใจแข็ง พี่สะใภ้ปากร้ายชีวิตที่ถูกกดขี่ร่างกายที่เคยล้มป่วยและเรื่องดูตัวกับชายแก่บ้านอื่นเพื่อนำเงินมาช่วยหนี้ในบ้าน
หลินเมิ่งเหยา หรือในเวลานี้ ซูเยว่หลัน ยกมือกุมศีรษะแน่น ความหนาวเย็นพุ่งขึ้นมาตามแนวสันหลังจนปลายนิ้วชาไปหมด
เธอไม่ได้อยู่ในห้องสมุดกลางอีกแล้ว ไม่ได้อยู่ในเมืองเดิม ไม่ได้อยู่ในร่างเดิมของตัวเอง
หญิงวัยกลางคนตรงหน้าสะบัดเสียงอย่างรำคาญ “จะทำเป็นอ่อนแอให้ใครสงสาร รีบลุกไปทำงาน”คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้า ซูเยว่หลันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่เคยพร่าเพราะสับสนค่อย ๆ นิ่งลงทีละน้อย แม้หัวใจยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอชัดเจนว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ความตกใจช่วยอะไรไม่ได้เลย
หากนี่คือความจริง หากเธอมายืนอยู่ในชีวิตของหญิงสาวอีกคนจริง อย่างน้อยที่สุด เธอต้องตั้งหลักให้ได้ก่อน
หญิงคนนั้นเห็นเธอไม่ตอบ จึงยื่นมือเหมือนจะกระชากแขน แต่ก่อนที่ปลายนิ้วนั้นจะสัมผัสโดนตัว ซูเยว่หลันก็ขยับหลบอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายตรง ๆ แววตาคู่นั้นสงบนิ่งจนหญิงตรงหน้าชะงักไป
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” เธอพูดช้า ๆ น้ำเสียงยังแหบอยู่บ้าง แต่ชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ต้องลาก”
หญิงวัยกลางคนหรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าไม่คุ้นกับท่าทีเช่นนี้ของซูเยว่หลัน แต่สุดท้ายก็เพียงแค่นเสียงในคอ แล้วหันหลังเดินออกไป
ประตูไม้ปิดลงดังปัง ภายในห้องเล็กกลับมาเงียบอีกครั้ง
ซูเยว่หลันนั่งนิ่งอยู่บนเตียงแข็ง หายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนกวาดตามองรอบห้องอย่างละเอียด คราวนี้เธอไม่ได้มองด้วยสายตาของคนตื่นตกใจ หากมองด้วยสัญชาตญาณเก่าของบรรณารักษ์ผู้เคยจัดระบบความวุ่นวายเป็นอาชีพ ห้องเล็ก ข้าวของน้อย ฐานะยากจน
เจ้าของร่างเดิมอ่อนแอ คนในบ้านไม่หวังดีและวันนี้ มีคนจะมาดูตัว
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องหนึ่งที่ชัดเจนแล้วก็คือ ชีวิตใหม่นี้ไม่ได้เปิดทางให้เธอค่อย ๆ ปรับตัวอย่างสบาย ๆ ตรงกันข้าม มันทุ่มเธอลงมากลางสถานการณ์ที่พร้อมจะกลืนเธอทั้งเป็นตั้งแต่วินาทีแรก
ฝนข้างนอกหยุดตกแล้ว แต่ฟ้ายังหม่นมัว ราวกับโลกใหม่ที่เธอตื่นขึ้นมายังไม่คิดจะเมตตา
ซูเยว่หลันค่อย ๆ วางเท้าลงบนพื้นดินเย็นเยียบ แล้วลุกขึ้นยืนช้า ๆ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจนแทบโซเซ แต่ในแววตานั้นกลับมีประกายบางอย่างส่องวาบขึ้นมา ในเมื่อเธอหนีกลับไปไม่ได้
อย่างน้อยเธอจะไม่ยอมถูกใครขายไปเหมือนสิ่งของแน่และทันทีที่ความคิดนั้นชัดเจนขึ้นในใจ ลมเย็นสายหนึ่งก็พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้กระดาษเก่าแผ่นหนึ่งซึ่งสอดอยู่ใต้หมอนปลิวออกมา
ซูเยว่หลันก้มลงหยิบขึ้นดู บนกระดาษไม่มีตัวอักษรอื่นใด นอกจากประโยคสั้น ๆ เพียงบรรทัดเดียว
“เมื่อผู้คู่ควรมาถึง ห้องสมุดจะเปิดทางเอง”
เธอจ้องข้อความนั้นนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
แล้วเรื่องราวทั้งหมด ก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ ในเช้าวันนั้นเอง
บทล่าสุด
#50 บทที่ 50 ตอนที่ 50 วงเล็ก ๆ กลายเป็นหลักของทั้งหมู่บ้าน
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#49 บทที่ 49 ตอนที่ 49 ข่าวลือใหม่
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#48 บทที่ 48 ตอนที่ 48 งานประจำ
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#47 บทที่ 47 ตอนที่ 47 คำตอบจากโรงอาหารตำบล
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#46 บทที่ 46 ตอนที่ 46 ของชุดทดลอง
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#45 บทที่ 45 ตอนที่ 45 งานก้อนใหญ่กว่าที่เคยรับ
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#44 บทที่ 44 ตอนที่ 44 คนจากตำบลมาถึงประตูหมู่บ้าน
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#43 บทที่ 43 ตอนที่ 43 วันที่คำพูดของเธอกลายเป็นมติ
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#42 บทที่ 42 ตอนที่ 42 คนที่เริ่มถูกนับเป็นตัวจริง
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#41 บทที่ 41 ตอนที่ 41 กติกาใหม่ใต้หลังคาเก่า
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026
คุณอาจชอบ 😍
I’m evil guy ปีศาจตัวร้ายพ่ายรัก
รักระรินใจ
รักไม่หลอก
พิษรักคุณหมอ
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน
“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน
โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
เด็กดื้อคนโปรด (ของมาเฟีย) BAD
หนุ่มหล่อ ลูกชายมาเฟียตระกูลใหญ่ผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถูกผู้หญิงหลายคนตราหน้าว่าไร้หัวใจ ถึงอย่างนั้นเพราะความหล่อก็ยังมีผู้หญิงอีกมายมายที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขา
แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารังเกียจและไม่อยากเจอหน้าถึงแม้เธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันมีค่าในสายตาของเขา
“อยากเป็นเมียฉันมากไม่ใช่หรือไง ฉันกำลังจะสนองให้เธอเป็นอยู่นี่ไง แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียแต่ง อย่าคิดหวังสูงเกินไป!!”
มิลิน
เธอถูกคนที่ตัวเองแอบรักมาตั้งแต่เด็กรังเกียจเพียงเพราะเขาคิดว่าแม่เธอคือเมียน้อยของพ่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่สนใจใยดีอะไรเธอเลย แต่เธอก็ยังรักเขาหมดหัวใจ
ทั้งที่คิดว่าหากยอมยกร่างกายให้เขาแล้วจะได้ความรักกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความเกลียดชัง
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
ร้ายซ่อนรักฉบับโหด
เขา ริกกี้ ชีวิตที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ หัวหน้าทีม RED SUN ผู้ซ่อนรอยร้าวไว้ใต้ใบหน้าแสนเลือดเย็น ความหื่นร้ายของเขาสยบผู้หญิงได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้น...
ปัง!!
ใครจะคิดว่าในโลกนี้ยังมีคนโง่เอาตัวเข้าไปบังกระสุนให้คนอื่นโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ทว่า เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในวันนั้นกลับเป็นเหมือนด้ายแดงผูกโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน
เมียเด็กของภาคินทร์
สัญญารักภรรยาไร้หัวใจ
เจ้าสาวนอกปรารถนา
จู่ ๆ วันหนึ่งเขาเดินเข้ามาบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ‘ทำผู้หญิงคนอื่นท้อง’ พร้อมยื่นคำขาดว่า… หากรับไม่ได้ก็เซ็นใบหย่าแล้วไสหัวไป แต่ถ้าอยากรักษาตำแหน่งภรรยาแต่งเอาไว้ ก็จงยอมรับสภาพการใช้ชีวิตแบบ ‘สามคนผัวเมีย’ ในบ้านหลังนี้ซะ!
วันนี้หญิงสาวจึงต้องตัดสินใจ เธอจะยอมก้มหน้ารับความอดสู หรือจะลุกขึ้นสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและเดินออกจากกรงขังไร้รักแห่งนี้ด้วยตัวเอง
มลทินรักภรรยาไร้ค่า
เธอถูกส่งมาแทนที่พี่สาวในคืนแต่งงานพร้อมคำดูถูกว่าเป็นเพียง ภรรยาไร้ค่า
เขาแต่งงานเพื่อรักษาหน้าไม่เคยคิดจะรัก ไม่เคยคิดจะผูกพัน แต่เด็กในท้องของเธอ…
กลับกลายเป็นสายใยที่เขาตัดไม่ขาด
จากผู้ชายที่เย็นชาไร้หัวใจสู่พ่อที่กลัวแม้แต่จับลูกแรงเกินไปจากผู้หญิงที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก
สู่คนที่ทั้งบ้านยอมรับว่าขาดไม่ได้
พี่ชายที่รัก
จนหัวใจและร่างกายของฉันมันบอบช้ำ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่รักดีเผลอรักพี่ชายคนนี้ จนหมดใจ













