บทนำ
เพราะอ่านหนังสือในห้องสมุดจนเผลอหลับ
ซูเยว่หลันจึงข้ามมิติมาตื่นในหมู่บ้านยากจนแห่งยุค 80 บ้านก็จน คนในบ้านก็ไม่รัก ชีวิตเดิมของเจ้าของร่างยังแทบไม่มีทางรอด แต่ใครจะคิดว่าเธอจะได้ ห้องสมุดลึกลับติดตัวมาด้วย
เมื่อทุกครั้งที่หลับ เธอสามารถเข้าไปค้นความรู้ในห้องสมุดประหลาดแห่งนั้นได้ จากบรรณารักษ์ธรรมดาในยุคปัจจุบัน เธอจึงค่อย ๆ ใช้ความรู้เรื่องดิน น้ำ พืช อาหาร และการจัดการ พลิกแปลงผักแห้งแล้งให้เขียวชอุ่มเปลี่ยนของเหลือไร้ค่าให้กลายเป็นของกินทำเงินและพาหมู่บ้านที่ยากจนจนใคร ๆ ส่ายหน้า
ให้ค่อย ๆ กลายเป็นหมู่บ้านในตำนานที่คนทั้งตำบลต้องหันมามอง
เดิมทีเธอคิดแค่ว่าจะหาอะไรกินให้อิ่มท้อง
แต่ไป ๆ มา ๆ กลับได้ทั้งงาน ได้ทั้งชื่อเสียง
ได้แม่ที่เริ่มรัก ได้พี่สะใภ้ปากร้ายแต่ใจดี ได้กลุ่มสตรีที่พร้อมลุกขึ้นสู้ไปด้วยกัน และยังได้ชาวไร่หนุ่มหน้าตาดี เสน่ห์แรง จนสาวทั้งหมู่บ้านแอบมอง มาคอยยืนข้างเธอทุกครั้งที่ชีวิตเริ่มหนักเกินไป
บท 1
ตอนที่ 1
ห้องสมุดคืนฝนตก
เสียงฝนกระทบกระจกดังถี่รัวไม่ต่างจากปลายนิ้วนับร้อยที่กำลังเคาะขอทางเข้าออกจากโลกภายนอก หลินเมิ่งเหยาเงยหน้าจากกองหนังสือเก่าตรงหน้า ก่อนจะทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าสีดำครึ้มที่ปกคลุมเมืองทั้งเมืองไว้แน่นหนา แสงไฟถนนด้านนอกพร่าเลือนอยู่หลังม่านฝน จนดูเหมือนคืนวันนี้มีเพียงอาคารห้องสมุดกลางกับเธอเท่านั้นที่ยังไม่ยอมหลับใหล
ห้องเก็บหนังสือเก่าชั้นใต้ดินเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงกระดาษเสียดสีกันยามเธอพลิกหน้าเอกสารทีละแผ่น กลิ่นหมึกเก่า กลิ่นไม้ชื้น และกลิ่นฝุ่นสะสมหลายสิบปีคลุ้งอยู่ในอากาศจนชวนให้คนทั่วไปอยากรีบทำงานให้เสร็จแล้วหนีขึ้นไปชั้นบน แต่หลินเมิ่งเหยากลับรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้ยิ่งกว่าที่ใดในโลก
สำหรับคนอื่น หนังสือเก่าอาจเป็นเพียงของสะสม หรือไม่ก็ข้าวของล้าสมัยที่หมดคุณค่าไปแล้ว ทว่าสำหรับเธอ หนังสือทุกเล่มมีลมหายใจของตัวเอง มีร่องรอยของมือคนที่เคยเปิดอ่าน มีความคิด ความทรงจำ และชีวิตของคนอีกยุคหนึ่งซ่อนอยู่ในตัวอักษรที่เรียงรายแน่นขนัดบนกระดาษสีเหลืองซีด
หลินเมิ่งเหยาเป็นบรรณารักษ์มาได้เกือบห้าปีแล้ว ตำแหน่งไม่ใหญ่ เงินเดือนไม่มาก ชีวิตเรียบง่ายจนบางครั้งเรียกได้ว่าจืดชืด แต่เธอไม่เคยคิดจะเปลี่ยนอาชีพ แม้คนรอบข้างจะพูดเสมอว่างานแบบนี้ไม่น่าตื่นเต้น ไม่มีอนาคต และแทบไม่มีใครมองเห็นความสำคัญของคนจัดหมวดหมู่หนังสือด้วยซ้ำ
เธอเคยยิ้มรับคำพูดเหล่านั้นทุกครั้ง แล้วกลับมานั่งอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสืออย่างเดิม เพราะอย่างน้อยในโลกของหนังสือ ทุกอย่างยังมีเหตุผล มีระเบียบ และมีความงามซ่อนอยู่เสมอ ต่อให้ชีวิตมนุษย์สับสนวุ่นวายเพียงใด หนังสือก็ยังรอให้ใครสักคนเปิดอ่านอย่างสงบเงียบ
คืนนี้เป็นเวรของเธอที่ต้องลงมาตรวจสอบหนังสือเก่าชุดหนึ่งซึ่งเพิ่งย้ายมาจากคลังเก็บร้างของห้องสมุดสาขา หนังสือหลายเล่มเปียกชื้นจนต้องคัดแยก บางเล่มปกหลุด บางเล่มขึ้นรา และบางเล่มไม่มีแม้แต่เลขหมวดให้ตรวจสอบ เธอค่อย ๆ ยกแต่ละเล่มขึ้นมาปัดฝุ่น เช็กสภาพ ลงบันทึก และจัดแยกเป็นกองอย่างมีระบบ แม้มือจะเมื่อยจนข้อนิ้วตึงไปหมด แต่สีหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง
ใกล้สี่ทุ่ม ขณะที่ฝนด้านนอกไม่มีทีท่าว่าจะซา เธอก็พบกล่องไม้ใบหนึ่งซุกอยู่ในชั้นล่างสุดของตู้เหล็กเก่า ตัวกล่องไม่มีป้าย ไม่มีรหัส และไม่ได้อยู่ในบัญชีรายการของที่ขนย้ายมาด้วย
หลินเมิ่งเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะดึงกล่องออกมาอย่างระวัง ฝุ่นเกาะหนาจนต้องยกมือปัดออกหลายครั้ง เมื่อลองเปิดฝา กลับพบว่าข้างในมีหนังสือเพียงเล่มเดียว เป็นหนังสือปกแข็งสีหม่น ราวกับเคยมีสีเดิมเข้มกว่านี้ แต่ถูกกาลเวลาลบเลือนจนเหลือเพียงเงาจาง ๆ ปกหน้าไม่มีชื่อเรื่อง ไม่มีชื่อผู้เขียน ไม่มีตราสำนักพิมพ์ สันหนังสือเรียบเปล่าอย่างน่าประหลาด ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ แม้จะดูเก่า แต่ตัวเล่มกลับสมบูรณ์กว่าหนังสือรอบข้างราวกับได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
เธอพลิกดูหน้าปกในและหน้าลิขสิทธิ์ ทว่าก็ไม่พบข้อมูลอะไรแม้แต่น้อย ราวกับมีใครตั้งใจลบตัวตนทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ออกไป
“แปลกจริง...”เสียงพึมพำของเธอดังเบามากในความเงียบ
หลินเมิ่งเหยานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม แล้วเปิดหนังสือเล่มนั้นอย่างระมัดระวัง กระดาษด้านในหนากว่าที่คิด สีงาช้างหม่นนุ่มนวลต่อสายตา ตัวอักษรเรียงตัวสวยงามเป็นระเบียบ แต่ประโยคแรกที่ปรากฏต่อหน้าเธอกลับทำให้ปลายนิ้วที่กำลังกดหน้ากระดาษชะงักค้าง
“ความรู้มิได้เลือกผู้ยิ่งใหญ่ แต่เลือกผู้ที่เห็นคุณค่าของมัน”
หลินเมิ่งเหยากะพริบตาช้า ๆ ความรู้สึกประหลาดแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอก เธออ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง ก่อนพลิกไปหน้าถัดไป
“ผู้ใดรักษาหนังสือผู้นั้นย่อมรักษาอนาคต”
เธอเม้มริมฝีปากเบา ๆ หนังสือเล่มนี้เหมือนตำราปรัชญากึ่งนิทาน แต่ถ้อยคำทุกบรรทัดกลับมีแรงบางอย่างดึงดูดจนเธอวางไม่ลง เนื้อหาในเล่มไม่ได้เล่าเรื่องเป็นตอน ๆ หากคล้ายเป็นบันทึกกระจัดกระจายของใครบางคนที่พูดถึงห้องสมุด ความรู้ การคัดเลือกผู้คน และคำที่พูดว่าประตูอยู่หลายครั้ง
ยิ่งอ่าน เธอยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเดินลึกเข้าไปในทางเดินแคบมืดสายหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางจะนำไปสู่อะไร ทว่าหัวใจกลับบอกว่าอย่าหยุด เสียงฝนยังดังสม่ำเสมออยู่ด้านนอก เข็มนาฬิกาเคลื่อนไปทีละนาทีอย่างเงียบงัน หลอดไฟเพดานส่งแสงสีขาวซีดลงบนโต๊ะไม้เก่า และเงาของเธอกับกองหนังสือทอดยาวไปบนพื้นซีเมนต์
หลินเมิ่งเหยาอ่านไปได้อีกหลายหน้า จึงเริ่มรู้สึกว่าหนังตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย เธอขยับไหล่ คลึงต้นคอ และยกแก้วชาอุ่นที่เหลืออยู่ขึ้นจิบ แต่ชาเย็นชืดไปแล้ว
“อ่านอีกนิดเดียว...”
เธอบอกตัวเองอย่างนั้น หน้าถัดไปมีประโยคสั้น ๆ เขียนอยู่เพียงบรรทัดเดียว
“เมื่อผู้คู่ควรมาถึง ห้องสมุดจะเปิดทางเอง”
ไม่รู้เพราะความเหนื่อยล้าสะสมทั้งวัน หรือเพราะเสียงฝนและความเงียบรอบตัวชวนให้เคลิ้ม เธอรู้ตัวอีกที ศีรษะก็เอนลงช้า ๆ จนแตะท่อนแขนบนโต๊ะ
ภาพตัวอักษรตรงหน้าพร่าเลือนไปทีละน้อย เสียงฝนเหมือนถอยห่างออกไปทุกขณะ และโลกทั้งใบค่อย ๆ ละลายกลายเป็นความมืดอ่อนนุ่ม
กลิ่นแรกที่ลอยเข้ามาในลมหายใจไม่ใช่กลิ่นกระดาษเก่า หากเป็นกลิ่นควันฟืน ผสมกับกลิ่นดินชื้นและกลิ่นเสื้อผ้าอับบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย
หลินเมิ่งเหยาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแรกคือปวดเมื่อยไปทั้งตัว ราวกับนอนผิดท่ามาหลายชั่วโมง แผ่นหลังเจ็บตึง แขนขาหนักอึ้ง และศีรษะก็หนักจนแทบไม่อยากลืมตา
เธอพยายามขยับนิ้ว ก่อนจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น
สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพดานสีขาวของห้องเก็บเอกสารใต้ดิน แต่เป็นคานไม้เก่า ๆ สีคล้ำ มีรอยแตกร้าวหลายแห่ง ใยแมงมุมเกาะมุมฝ้า ลมเย็นพัดลอดเข้ามาจากช่องหน้าต่างกระดาษที่ปิดไม่สนิท ทำให้แสงสลัวของเช้าตรู่ส่องเข้ามาเป็นริ้วบาง ๆ
หลินเมิ่งเหยานิ่งไปชั่วขณะ เธอหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมขึ้นใหม่ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังเหมือนเดิม เตียงที่เธอนอนอยู่แข็งและแคบกว่าปกติ ผ้าห่มหยาบกระด้างจนไม่คุ้นผิว กายที่ขยับได้ช้า ๆ นี้เองก็ดูบอบบางแปลกไป ยังไม่ทันที่เธอจะประมวลผล เสียงผู้หญิงแหลมสูงก็ดังลอดประตูไม้บางเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ
“ยังไม่ลุกอีกหรือ จะนอนกินแรงคนทั้งบ้านถึงเมื่อไร”
ตามด้วยเสียงชายแก่ห้วนกระด้าง “วันนี้บ้านสกุลหลิวจะมาดูตัว ถ้ายังทำเป็นป่วยอีกก็อย่าหาว่าฉันใจร้าย”
หัวใจของหลินเมิ่งเหยากระตุกแรง ดูตัว? ใครดูตัว? บ้านสกุลหลิวไหน?
เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความเวียนศีรษะแล่นวูบจนต้องยกมือข้างหนึ่งกุมขมับ แต่สิ่งที่ทำให้เธอชะงักยิ่งกว่าคือมือคู่นั้นไม่ใช่มือของเธอ
มันเล็กกว่า ผอมกว่า ผิวหยาบกว่า และมีรอยแดงตรงข้อนิ้วเหมือนคนทำงานหนักมานาน
หลินเมิ่งเหยาจ้องมือนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะเดียวกัน ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดอย่างแรง หญิงวัยกลางคนใบหน้าคมจัดคนหนึ่งเดินเข้ามา ดวงตาเต็มไปด้วยความรำคาญ
“ลุกได้ก็ดี รีบไปต้มน้ำ หุงข้าว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย เดี๋ยวคนจะมาถึง”
หลินเมิ่งเหยามองอีกฝ่ายอย่างมึนงง เสื้อผ้าที่หญิงคนนั้นสวมเป็นเสื้อคอกลมสีหม่นกับกางเกงผ้าหยาบหลวม ๆ ทรงผมเรียบตึงแบบที่ไม่เคยเห็นในชีวิตประจำวันของตัวเอง มองเลยไปด้านหลัง ยังมีกำแพงดินสีซีด โต๊ะไม้เตี้ย ๆ และตู้เก่าโทรมใบหนึ่งตั้งอยู่ริมฝา ทุกอย่างจริงเกินกว่าจะเป็นฝัน
หญิงคนนั้นเห็นเธอนั่งนิ่ง ก็ทำหน้าไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม “มองอะไร หรือจะให้ฉันลากไป”
หลินเมิ่งเหยาอ้าปากจะถามว่า ที่นี่คือที่ไหน แต่เสียงที่ออกมาจากลำคอกลับแหบเบาอย่างคนป่วยมานาน
“ฉัน...”เพียงคำเดียวเท่านั้น ภาพจำนวนมากก็พุ่งเข้ามาในหัวอย่างฉับพลัน ราวกับมีใครเทความทรงจำทั้งกองลงมาในสมองของเธอในคราวเดียว
บ้านดินหลังนี้ หมู่บ้านยากจนในชนบท
หญิงสาวชื่อซูเยว่หลัน แม่แท้ ๆ ที่อ่อนแอ พ่อเลี้ยงใจแข็ง พี่สะใภ้ปากร้ายชีวิตที่ถูกกดขี่ร่างกายที่เคยล้มป่วยและเรื่องดูตัวกับชายแก่บ้านอื่นเพื่อนำเงินมาช่วยหนี้ในบ้าน
หลินเมิ่งเหยา หรือในเวลานี้ ซูเยว่หลัน ยกมือกุมศีรษะแน่น ความหนาวเย็นพุ่งขึ้นมาตามแนวสันหลังจนปลายนิ้วชาไปหมด
เธอไม่ได้อยู่ในห้องสมุดกลางอีกแล้ว ไม่ได้อยู่ในเมืองเดิม ไม่ได้อยู่ในร่างเดิมของตัวเอง
หญิงวัยกลางคนตรงหน้าสะบัดเสียงอย่างรำคาญ “จะทำเป็นอ่อนแอให้ใครสงสาร รีบลุกไปทำงาน”คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้า ซูเยว่หลันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่เคยพร่าเพราะสับสนค่อย ๆ นิ่งลงทีละน้อย แม้หัวใจยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอชัดเจนว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ความตกใจช่วยอะไรไม่ได้เลย
หากนี่คือความจริง หากเธอมายืนอยู่ในชีวิตของหญิงสาวอีกคนจริง อย่างน้อยที่สุด เธอต้องตั้งหลักให้ได้ก่อน
หญิงคนนั้นเห็นเธอไม่ตอบ จึงยื่นมือเหมือนจะกระชากแขน แต่ก่อนที่ปลายนิ้วนั้นจะสัมผัสโดนตัว ซูเยว่หลันก็ขยับหลบอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายตรง ๆ แววตาคู่นั้นสงบนิ่งจนหญิงตรงหน้าชะงักไป
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” เธอพูดช้า ๆ น้ำเสียงยังแหบอยู่บ้าง แต่ชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ต้องลาก”
หญิงวัยกลางคนหรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าไม่คุ้นกับท่าทีเช่นนี้ของซูเยว่หลัน แต่สุดท้ายก็เพียงแค่นเสียงในคอ แล้วหันหลังเดินออกไป
ประตูไม้ปิดลงดังปัง ภายในห้องเล็กกลับมาเงียบอีกครั้ง
ซูเยว่หลันนั่งนิ่งอยู่บนเตียงแข็ง หายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนกวาดตามองรอบห้องอย่างละเอียด คราวนี้เธอไม่ได้มองด้วยสายตาของคนตื่นตกใจ หากมองด้วยสัญชาตญาณเก่าของบรรณารักษ์ผู้เคยจัดระบบความวุ่นวายเป็นอาชีพ ห้องเล็ก ข้าวของน้อย ฐานะยากจน
เจ้าของร่างเดิมอ่อนแอ คนในบ้านไม่หวังดีและวันนี้ มีคนจะมาดูตัว
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องหนึ่งที่ชัดเจนแล้วก็คือ ชีวิตใหม่นี้ไม่ได้เปิดทางให้เธอค่อย ๆ ปรับตัวอย่างสบาย ๆ ตรงกันข้าม มันทุ่มเธอลงมากลางสถานการณ์ที่พร้อมจะกลืนเธอทั้งเป็นตั้งแต่วินาทีแรก
ฝนข้างนอกหยุดตกแล้ว แต่ฟ้ายังหม่นมัว ราวกับโลกใหม่ที่เธอตื่นขึ้นมายังไม่คิดจะเมตตา
ซูเยว่หลันค่อย ๆ วางเท้าลงบนพื้นดินเย็นเยียบ แล้วลุกขึ้นยืนช้า ๆ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจนแทบโซเซ แต่ในแววตานั้นกลับมีประกายบางอย่างส่องวาบขึ้นมา ในเมื่อเธอหนีกลับไปไม่ได้
อย่างน้อยเธอจะไม่ยอมถูกใครขายไปเหมือนสิ่งของแน่และทันทีที่ความคิดนั้นชัดเจนขึ้นในใจ ลมเย็นสายหนึ่งก็พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้กระดาษเก่าแผ่นหนึ่งซึ่งสอดอยู่ใต้หมอนปลิวออกมา
ซูเยว่หลันก้มลงหยิบขึ้นดู บนกระดาษไม่มีตัวอักษรอื่นใด นอกจากประโยคสั้น ๆ เพียงบรรทัดเดียว
“เมื่อผู้คู่ควรมาถึง ห้องสมุดจะเปิดทางเอง”
เธอจ้องข้อความนั้นนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
แล้วเรื่องราวทั้งหมด ก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ ในเช้าวันนั้นเอง
บทล่าสุด
#50 บทที่ 50 ตอนที่ 50 วงเล็ก ๆ กลายเป็นหลักของทั้งหมู่บ้าน
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#49 บทที่ 49 ตอนที่ 49 ข่าวลือใหม่
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#48 บทที่ 48 ตอนที่ 48 งานประจำ
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#47 บทที่ 47 ตอนที่ 47 คำตอบจากโรงอาหารตำบล
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#46 บทที่ 46 ตอนที่ 46 ของชุดทดลอง
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#45 บทที่ 45 ตอนที่ 45 งานก้อนใหญ่กว่าที่เคยรับ
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#44 บทที่ 44 ตอนที่ 44 คนจากตำบลมาถึงประตูหมู่บ้าน
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#43 บทที่ 43 ตอนที่ 43 วันที่คำพูดของเธอกลายเป็นมติ
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#42 บทที่ 42 ตอนที่ 42 คนที่เริ่มถูกนับเป็นตัวจริง
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026#41 บทที่ 41 ตอนที่ 41 กติกาใหม่ใต้หลังคาเก่า
อัปเดตล่าสุด: 7/16/2026
คุณอาจชอบ 😍
เกิดใหม่: เทพธิดาแห่งการแก้แค้น
ฉันถูกทั้งคู่หมั้นและพี่สาวทรยศ
ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้น พวกเขาตัดแขนขาฉัน ตัดลิ้นฉัน มีเพศสัมพันธ์ต่อหน้าฉัน และฆ่าฉันอย่างโหดเหี้ยม!
ฉันเกลียดพวกเขาเหลือเกิน...
โชคดีที่โชคชะตาพลิกผัน ฉันได้เกิดใหม่อีกครั้ง!
ด้วยโอกาสครั้งที่สองในชีวิต ฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง และฉันจะได้เป็นราชินีแห่งวงการบันเทิง!
และฉันจะแก้แค้น!
คนที่เคยรังแกและทำร้ายฉัน ฉันจะชดใช้คืนให้พวกเขาเป็นสิบเท่า...
(อย่าเปิดนิยายเรื่องนี้โดยไม่ไตร่ตรอง ไม่งั้นคุณจะติดใจจนหยุดอ่านไม่ได้สามวันสามคืน...)
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
ลวงรักคุณหมอคาสโนว่า
เรื่องราวของคุณหมอ "คาสโนว่าตัวพ่อ" ควงผู้หญิงเป็นว่าเล่น ปากดี งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเองอย่าง "คณาธิป"
เมื่อมาพบกับกวางน้อยไร้เดียงสาแต่สู้คนอย่าง "ชมชนก" เด็กนักศึกษาคณะบริหารที่มาฝึกงานในโรงพยาบาลของเขา
เธอคอยส่งทั้งขนม กาแฟและมักจะเดินมาให้เขาเห็นบ่อย ๆ
แต่เขาไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่เพราะไม่ต่างกับพวกโรคจิต
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรกับผู้หญิงคนอื่นที่ห้องไหน
ทำไมต้องเจอกับเธอทุกทีสิน่า!!
** นิยายเรื่องนี้พระเอกเริ่มแรกไม่ใช่คนดีนะคะ ปากร้ายและเอาแต่ใจ
นิยายเป็นแนว 18+ มีฉากอีโรติกค่อนข้างละเอียด
ควรใช้วิจารณญาณในการเสพ
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
รักไม่หลอก
บ่วงรักกับดักแค้น
เมื่อรักแรกที่จบลงด้วยการทรยศอย่างเลือดเย็น กลับวนมาเจอกันอีกครั้งในสถานะประธานบริหารคนใหม่กับพนักงานขายตัวท็อป ภีม (ภีมากร) กลับมาพร้อมความเย็นชาและแผนการทำลายชีวิตคนที่เคยทิ้งเขาไป ขณะที่พริก (พริมา) ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับการกลั่นแกล้ง เพราะความลับที่เธอซ่อนไว้ในอดีตนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
สัญญารักประธานร้าย
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
คุณหมอโหด ในโหมดหวงรัก
“ก็เอาสิ ผมก็มานี่แล้วไง ตายให้ผมดูสิ”
"ภูวินทร์" แม้จะเป็นศัลยแพทย์ แต่เขากลับเย็นชาและโหดเหี้ยมกว่าที่ใคร ๆ คิดเอาไว้
“ในเมื่อวันนี้คุณหมอไม่พร้อม ก็ยกเลิกงานหมั้นวันนี้ไปเถอะค่ะ ฉันไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นกับพวกคุณนะคะ”
"ศินีนารถ" ฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของคู่หมั้น หลังจากที่เขาปล่อยให้งานหมั้นวุ่นวาย เพียบตบเดียวจากเธอ ถึงกับเรียกสติของเขากลับมาทันที
“ไม่ได้ครับ! ผมไม่มีทางยกเลิกงานหมั้นนี้ ผมจะไปคุยกับเธอเอง"
แม้งานหมั้นจะผ่านไปได้วยดี แต่ทว่า.... ทุกอย่างไม่ได้ง่ายแบบนั้น
ทั้งเรื่องมือที่สาม และความไม่เข้าใจกัน ความดื้อดึงของเธอ เจอกับความเย็นชา เผด็จการและดุดันของเขา
เปลี่ยนคนที่โหดอย่างเขา กลายเป็นเริ่มคลั่งรักเธอ เริ่มขาดไม่ได้ และตามมาด้วยความหึงหวง
ซึ่งเป็นความหึงแบบไม่ธรรมดา ในเมื่อเขาคือ "สายโหด" ความขี้หึง ก็ต้อง "หึงโหด" เช่นกัน
"คู่หมั้นก็ถือเป็นสามีไปแล้วครึ่งหนึ่ง บอกมาว่ามันเป็นใคร แล้วให้มันแตะต้องตรงไหนบ้าง คืนนี้ผมจะลบออกไปให้หมด แล้วอย่าได้ให้ผู้ชายคนอื่นแตะต้องอีก คุณเป็นของผมคนเดียวเข้าใจมั้ย!"
"หมอคะคุณใจเย็น ๆ ก่อน อ๊าา!!!"
"คืนนี้ต่อให้ร้องขอชีวิต ก็อย่าคิดจะคลานลงจากเตียงนี้ไปได้เลย!"
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
หวงรักท่านประธานปากแข็ง
ข้าวหอมเคยคิดว่า ‘ภาม’ คือผู้ปกครองที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิต...
ผู้ชายวิศวะฯ หน้าดุที่วันๆ เอาแต่ขีดเส้นกั้นระหว่างเขากับเธอด้วยคำว่า ‘เด็กเกินไป’
แต่นั่นคือเรื่องของอดีต เพราะเมื่อวันที่เธอเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงเต็มตัว
เขากลับกลายเป็น ‘ราชสีห์จอมบงการ’ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลากเธอกลับเข้าถ้ำ
ในเมื่อปากบอกว่าไม่หวง แต่กลับใช้กรงเล็บแห่งอำนาจขังเธอไว้ในรังไม่ให้ไปไหน
ถ้าเขาอยากหวง... ก็หัดพูดให้ตรงกับใจก่อนเถอะ ก่อนที่เธอจะยอมให้ ‘ศัตรูทางธุรกิจ’
พากรงทองของเขาพังทลายลงไปต่อหน้า













