บทนำ
วิญญาณมอบแด่ผืนทะเล
หัวใจรัก มอบไว้...เพียงเธอ
บท 1
ณ ทุ่งบางกะปิ พุทธศักราช ๒๔๙๐
“ง่วงนอนจัง”
เสียงบ่นงึมงำตามด้วยอาการหาวหวอดที่ดังมาจากเด็กหญิงในวัยแรกรุ่น ผิวคล้ำแดด รูปร่างสูงเก้งก้าง ดวงหน้ามีเค้าสวยงาม ผมดำยาวถูกถักเป็นเปียพันไว้รอบศีรษะ สวมเสื้อกางเกงขาสั้นชุดติดกันลายสกอตสีแดงสดใส นั่งขัดสมาธิเช็ดใบตองอยู่บนพื้นกระดานขัดมันวับตรงระเบียงกว้างของเรือนไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยาสีขาวขนาดไม่เล็กนัก หลังคามุงกระเบื้องว่าว ตลอดตามชายคาฉลุลายแบบขนมปังขิงอย่างสวยงาม
ต้นเหตุของความง่วงมาจากสายลมที่กำลังพัดจนต้นไม้รอบข้างพากันไหวเอน บวกกับเป็นช่วงยามเย็นแดดร่มลมตก จนเกือบทำให้เปลือกตาของเด็กหญิงปิดลงอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วเข้าหูเสียก่อน
“เอ๊ะ!!!”
คนที่กำลังจะผล็อยหลับส่งเสียงอุทานเบาๆ ดวงตากลมโตที่กำลังหรี่ปรือจะปิดมิปิดแหล่พลันเบิกกว้างขึ้นทันควัน เพราะสิ่งที่ได้ยินนั้นคือเสียงบรรเลงเปียโนที่ดังกังวาน คลอไปกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกที่ดังลอดมา ซึ่งทำให้อาการง่วงเหงาหาวนอนหายเป็นปลิดทิ้ง
เสียงที่ได้ยินบ่งบอกว่าภายในขอบรั้วกำแพงสูงลิบลิ่วของวังเทพรัตน์ ซึ่งอยู่เยื้องกับบ้านของเธอจะต้องมีงานเลี้ยงอย่างแน่นอน เพราะนับแต่เจ้าของคนเก่าที่คุ้นเคยกับเธอดีขายบ้านให้เจ้าของคนใหม่ บ้านหลังดังกล่าวก็มีงานเลี้ยงแทบจะทุกสัปดาห์เลย
นับเป็นบุญวาสนาของพัดชายิ่งนัก เพราะมีโอกาสได้เห็นเครื่องแต่งกายอันสวยงามของแต่ละคนที่มาร่วมงานจากการปีนต้นไม้เพื่อแอบดู จนเก็บเอาไปคิดอย่างหมายมั่นว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีโอกาสสวมชุดสวยๆ แบบนั้น
“พัดชา ทำไมนั่งยุกยิกไม่เป็นสุขอย่างนั้นล่ะลูก”
อรสาผู้เป็นมารดานั่งพับเพียบอยู่ในชุดเสื้อผ้าป่านแขนในตัวสีขาวเรียบๆ กับผ้าซิ่นสีเขียวหม่นยาวกรอมเท้า ผมสั้นถูกดัดเป็นลอนสวย ละสายตาจากใบตองที่เจียนอยู่ในมือก่อนจะมองไปยังบุตรสาวที่นั่งยืดคอชะเง้อชะแง้ไปมาอย่างสงสัย เพราะก่อนหน้านี้ยังเห็นเจ้าตัวจะหลับมิหลับแหล่อยู่เลย
คนโดนทักสะดุ้งเฮือกด้วยกำลังคิดอะไรเพลินๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นผิดกับท่าทีก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
“แม่จ๋า ในโน้นน่าจะมีงานเลี้ยงกันอีกแล้วนะจ๊ะ”
คำว่าในโน้นที่บุตรสาวพูดถึงทำให้คนเป็นมารดาผินหน้าไปมองรั้วกำแพงอันสูงลิบลิ่ว ที่มีป้ายอักษรสีทองว่า ‘วังเทพรัตน์’ ติดอยู่ ราวกับจะประกาศให้ใครต่อใครรู้ถึงความสูงส่งของผู้คนที่อาศัยในนั้น
“น่าจะเป็นอย่างที่ว่าแหละจ้ะ แต่อย่าไปสนใจเลยลูก พัดชาไม่อยากกินข้าวต้มผัดของแม่แล้วหรือจ๊ะ”
เมื่อได้ยินคำว่าข้าวต้มผัดก็ทำให้ท่าทีกระตือรือร้นต่อเรื่องที่อยู่ในความสนใจของเด็กหญิงพลันชะงักงัน ก่อนจะหันกลับมาสนใจเช็ดใบตองในมือดุจเดิม ดวงหน้าฉายแววทะเล้น พลางยิ้มแป้นแล้นประจบจนเห็นฟันขาววาววับ ก่อนจะพูดเสียงดังกังวานสดใส
“อยากกินสิจ๊ะ ไม่มีใครทำข้าวต้มผัดได้อร่อยเท่าแม่อรของพัดชาอีกแล้ว”
คำพูดของเด็กหญิงไม่ได้เกินจริงนัก เพราะฝีมือการทำข้าวต้มผัดรวมทั้งอาหารคาวและหวานต่างๆ ของผู้เป็นมารดานั้นอร่อยจนเลื่องลือไปไกล เรียกว่าผู้คนในละแวกทุ่งบางกะปิไม่มีใครไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำขาย เพียงแค่ทำกินกันภายในครัวเรือน แล้วก็แบ่งปันแจกจ่ายไปตามบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น
“ไม่ต้องมาพูดประจบแม่เลย” อรสาว่าพลางกวาดตามองไปทั่วกายบุตรสาว “ดูซิ เนื้อตัวมอมแมมเชียว ไปปีนต้นไม้มาอีกแล้วใช่ไหม โตเป็นสาวแล้วนะลูก ยังเล่นซนเป็นลิงเป็นค่างอยู่อีก”
คนโดนว่ายิ้มจนตายิบหยี ทว่ายังไม่ทันได้ตอบอะไรก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาด้านหลัง
“นั่นสิยายพัดชา เราน่ะจะเป็นสาวอยู่แล้ว ยังชอบเล่นซนเป็นเด็กผู้ชายไปได้ นี่แหละ ชอบตามใจให้ไปไหนมาไหนกับตาเพชรจนเคยตัว รายนั้นก็ติดน้องเหลือเกิน ไปไหนก็ต้องพาไปด้วย”
ผู้มาใหม่ที่ยืนเท้าเอวส่งเสียงฉอดๆ อยู่เป็นสตรีผิวคล้ำ รูปร่างค่อนข้างท้วม มีวัยไล่เลี่ยกับอรสา สวมเสื้อคอปาดสีขาวแขนสามส่วนกับผ้าซิ่นสีน้ำตาลเชิงทอง ที่ลำคอสวมสร้อยทองเส้นใหญ่ และตาเพชรที่พูดถึงก็คือพัชระซึ่งเป็นพี่ชายของพัดชานั่นเอง
“ป้านุชจ๋า เด็กซนคือเด็กฉลาดไม่ใช่หรือจ๊ะ” เด็กหญิงเจ้าของดวงตาดำขลับ มิหนำซ้ำผิวก็ยังคล้ำด้วยเช่นกัน หันไปบอกผู้เป็นป้าพลางยิ้มกว้าง จึงโดนคนว่าจิ้มนิ้วเข้าไปที่หน้าผากอย่างหมั่นไส้ระคนเอ็นดู
“นอกจากซน ตัวยังดำปี๋อย่างกับเด็กท้องนา”
คนโดนว่ายิ้มกว้างยิ่งขึ้น ไม่ได้รู้สึกรู้สากับคำว่าดังกล่าวแม้แต่น้อย ซ้ำยังตอบอย่างฉะฉานกลั้วด้วยเสียงหัวเราะ
“พัดชาก็เป็นจริงๆ นี่จ๊ะป้านุช เพราะข้างหลังบ้านเราก็เป็นทุ่งนา และบ้านเราที่รังสิตก็ยังมีแต่ท้องนาอีก”
“ว่าแล้วยังจะมาเถียงหน้าระรื่นอีกเด็กคนนี้”
นงนุชบ่นพึมพำอย่างไม่จริงจัง พลางมองหลานสาววัยแรกรุ่นที่แม้จะมีผิวคล้ำตามที่นางเอ่ยค่อน แต่ก็เป็นเพราะวิ่งตะลอนๆ ตากแดดอยู่ทุกวี่วัน ทว่าดวงหน้านั้นมีเค้าว่าโตขึ้นต้องสะสวยไม่แพ้ผู้เป็นมารดาหรือน้องสาวของนางอย่างแน่นอน อาจจะสวยกว่าด้วยซ้ำ เพราะได้ผิวพรรณจากน้องเขยซึ่งเป็นลูกหลานคนจีน
“พัดชาไม่ได้เถียงสักหน่อย แค่อธิบายให้ฟัง” เด็กหญิงบ่นกระปอดกระแปด แต่ดวงหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม ดวงตากลมโตทอประกายวาววับ
“ป้าไม่อยากพูดกับแกแล้วยายพัดชา” คนเป็นป้าว่าพลางค้อนแล้วเลิกสนใจหลานสาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผู้เป็นน้องสาว มองไปยังกำแพงสูงที่อยู่เยื้องกับบ้านแวบหนึ่ง “บ้านในกำแพงสูงนั่นจัดงานเลี้ยงกันอีกแล้วหรือ เสียงดังมาถึงบ้านเราเชียว”
คนโดนถามหัวเราะเบาๆ “ถามเหมือนแม่หลานสาวเลย คาดว่าจะเป็นเช่นนั้นแหละจ้ะ พี่นุชอยู่ที่นี่มาตั้งหลายเดือนยังไม่ชินอีกหรือ”
บทล่าสุด
#145 บทที่ 145 145
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#144 บทที่ 144 144
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#143 บทที่ 143 143
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#142 บทที่ 142 142
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#141 บทที่ 141 141
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#140 บทที่ 140 140
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#139 บทที่ 139 139
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#138 บทที่ 138 138
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#137 บทที่ 137 137
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#136 บทที่ 136 136
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026
คุณอาจชอบ 😍
กับดักรักท่านประธาน
คลั่งรักแค่เธอ (มาวิน X อบิเกล)
ปากบอกไม่รักไม่ชอบ แค่ของเล่นที่ยังไม่เบื่อแต่ตามติดเป็นเงาแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรกัน
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
มลทินรักภรรยาไร้ค่า
เธอถูกส่งมาแทนที่พี่สาวในคืนแต่งงานพร้อมคำดูถูกว่าเป็นเพียง ภรรยาไร้ค่า
เขาแต่งงานเพื่อรักษาหน้าไม่เคยคิดจะรัก ไม่เคยคิดจะผูกพัน แต่เด็กในท้องของเธอ…
กลับกลายเป็นสายใยที่เขาตัดไม่ขาด
จากผู้ชายที่เย็นชาไร้หัวใจสู่พ่อที่กลัวแม้แต่จับลูกแรงเกินไปจากผู้หญิงที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก
สู่คนที่ทั้งบ้านยอมรับว่าขาดไม่ได้
พิษรักร้าย Toxic love
"ออกไป ถ้าไม่อยากโดนข้อหาบุกรุกห้องคนอื่นในยามวิกาล" นินิวบอกริกมาเสียดังด้วยสีหน้าโกรธจัด ที่ริกเข้าห้องเธออย่างถือวิสะ
"ไม่ไป ในเมื่อที่นี่คือห้องเมียฉัน ทำไมฉันต้องออก" ร่างสูงบอกมาด้วยเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจ
"ห้องฉันไม่ใช่ห้องของยัยโมเน่ เมียคนปัจจุบันของพี่ ถ้าพี่ยังหลงเหลือความเป็นคนอยู่บ้างก็ออกไปจากห้องฉันคะ" แต่ริกกับไม่สนใจคำพูดนินิวเลยซักนิด ร่างสูงเดินเข้ามาหาคนตรงหน้า นินิวที่เห็นเช่นนั้นถึงกับจับที่ชายผ้าขนหนูเอาไว้แน่นขึ้น เพราะคนตรงหน้านั่นดูอันตรายสำหรับเธอ
"อย่านะพี่ริก เรื่องของเรามันจบไปแล้ว" นินิวบอกมาด้วยเสียงสั่นเพราะสายตาที่เขามองเธอมามันน่ากลัวมากจริงๆ
"ชอบฉันไม่ใช่เหรอ เอาฉันแล้วจะไปอ่อยคนอื่น อีกทำไม ฉันเห็นเต็มสองตาว่าเธอจูบกับไอ้ไทม์"
"ในเมื่อพี่เห็นเช่นนั้น พี่ก็เลิกยุ่งกับฉันเสียสิ ฉันจะอ่อยจะจูบกับใครมันก็เรื่องของฉันไหม ฉันบอกพี่ไม่กี่ร้อยครั้งแล้วว่าเราเลิกกันแล้ว เพราะพี่มันเลว ฉันเลยไม่อยากได้พี่แล้ว "
พลาดรักร้ายนายวิศวะ
"พี่สาวฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัว อย่างที่พี่เข้าใจ" มิริณสวนกลับอรัณอย่างไม่ยอมทันที
"เป็นเด็กN มันไม่ได้ต่างกับผู้หญิงขายตัว" อรัณจับข้อมือเรียวเล็กของมิริณเอาไว้แน่น ด้วยความโกรธและโมโห ใบสวยหวานไร้กรอบแว่นตา จ้องมองคนปากร้ายโดยไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด
"ถ้าเกลียดผู้หญิงขายตัว เกลียดพี่สาวฉัน เกลียดฉันมากนัก พี่ก็เลิกยุ่งกับฉันเสียทีสิ" มิริณกดน้ำเสียงโดยความไม่พอใจ พร้อมกับสะบัดมือออกจากแขนของอรัณ
"ถ้าอยากเป็นเด็กขายตัวตามพี่สาวของเธอนัก ก็มาขายให้ฉันเสียสิ จะได้ไม่ต้องวิ่งหาคนอื่นให้มันเหนื่อย แค่นอนให้ฉันกระแทกก็พอ"
"พี่รัณ" มิริณตระโกนใส่หน้าอรัณด้วยความโกรธจัด
!! เพี๊ยะ !! พร้อมกับตะเบ่งฝามือฝาดใบหน้าอันหล่อเหลาของอรัณด้วยที่เขานั้นดูถูกเธอไม่หยุด
ใบหน้าของอรัณหันไปตามแรงตบและมอง มิริณมาด้วยสายตาดุดัน
"ขอซื้อดีๆ ไม่ขาย งั้นก็โดนฉันกระแทกก่อน แล้วค่อยคิดราคามาละกัน" พูดจบอรัณก็ระดมจูบคนตัวเล็กไปทั่วทั้งใบหน้าด้วยความโมโห
เด็กเลี้ยงอาจารย์หมอวินท์
แต่กลับเลือกเดินจากไปในวันที่กำลังจะมีเจ้าก้อนน้อย
สองปีผ่านไป...
เธอกลับมาในฐานะเด็กฝึกงาน
และเขาอยู่ในฐานะคุณหมอเจ้าของไข้ลูกชายของเธอ
เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร จบลงแบบไหน
ติดตามได้ใน... เด็กเลี้ยงอาจารย์หมอวินท์
อริรักท่านประธาน
ส่วนเธอ...คู่แข่งตัวเล็กๆที่เกลียดชังเขาเพราะถูกเขากลั่นแกล้ง
เมื่อคู่อริอย่างเธอและเขาที่ชังกันมาตลอด....แต่จู่ๆในวันหนึ่งต้องมานอนเตียงเดียวกัน...เรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นใด!?
กับดักรักท่านประธานจอมหวง
So Sick รักษาหัวใจนายเจ้าเล่ห์
"ฉันไปทำเธอตอนไหน?"
"ตอนไหนเหรอ ก็เมื่อคืนไงไอ้คนทุเรศ!"
"เมื่อคืนฉันเมาเละ อย่ามาใช้มุกตื้น ๆ จับฉันมันไม่สำเร็จ"
"จับบ้าอะไรฮะ ฉันโดนข่มขืนฉันเสียหายนะไอ้ชั่ว"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ"
"เมาเหมือนหมาแล้วจำไม่ได้ว่าข่มขืนผู้หญิงเหรอ!"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ!"
"ก็บอกว่าทำไงวะ!!"
รักร้อน ซ่อนเกียร์ร้าย
เดือนมหาวิทยาลัย 4 ปี ซ้อนอย่าง "เซย์จิ" หล่อ รวย เด็กท็อปคณะวิศวะ เจ้าชู้ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่คบกับใครจริงจัง เปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น
แต่ใครจะรู้ว่า เขาจะแพ้ทาง แม่เด็กเนิร์ดที่ทั้งเฉิ่มและดูจืดชืดต่างกับชื่อของเธออย่าง...
"มะนาว" สาวน้อยนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี 2 เธอ... เป็นลูกสาวแม่บ้าน ในบ้านของเขา
คืนเดียวที่เปลี่ยนชีวิตเขาและเธอไปตลอดกาล....
"ช่วยด้วย ยัยบ้านั่น! เมียน้อยพ่อฉัน..."
เขาถูกเมียน้อย หรือแม่เลี้ยงคนล่าสุดของพ่อ วางยา!
พอหนีมาได้ ก็เจอเธอที่เอาของขึ้นมาเก็บ หลังจากคืนเร่าร้อนผ่านไป ชีวิตของมะนาวก้ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย
เธอยิ่งหนี ไม่อยากถลำลึก แต่เขากลับไม่ยอมปล่อย และตามติดเธอไปทุกที่
โดยขอแม่เธอว่า "ผมต้องการแม่บ้านที่คอนโด"
สุดท้ายมะนาวก็ต้องทำหน้าที่แม่บ้าน และบริการเขาทั้งวัน.... ทั้งคืน แต่ทว่า....
ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะผู้หญิงรอบตัวเขา ที่คอยมาวุ่นวายกับเธอ
และเธอเองก็มีคนอื่น ที่เข้ามาจีบอยุ่ไม่น้อย
ทำให้เซย์จิ ปลุกซาตานในตัวขึ้นมา และตามหึงหวงเธอไปทุกที่
ทำเอามหาวิทยาลัยแทบลุกเป็นไฟ!!
"ถ้ากล้าคุยกับมันต่อหน้าฉันอีก ระวังเธอจะตาคาเตียงนะมะนาว!!"
ฝากติดตามความหึงหวงของไอ้โบ้ตัวใหม่ ที่ปากร้าย "ขึ้นอย่างหงส์ ลงอย่างเอ๋ง..." ด้วยนะคะ
Dangerous Engineering เขตรักอันตราย นายวิศวะ
“หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่
ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ
“ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป
ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน
“มโนล้วน ๆ เลยนะมึง” พี่เคลิ้มเขาส่ายหัวใส่ฉัน แล้วจากนั้นเขาก็ขับรถออกจากข้างทางที่อยู่ข้างบ้านหลังใหญ่ที่เขาเดินหายเข้าไป
“เดี๋ยวนิ่มจะดูแลให้ดีเลยนะจ๊ะ” ฉันฉีกยิ้มใส่พี่เคลิ้ม
ก็ตอนนี้พี่เขาอกหัก ฉันก็แค่อยากเห็นพี่เขายิ้มก็แค่นั้น
“เรื่องของมึง เพราะกูไม่สนใจ มึงจะทิ้งก็ได้นะถ้ามันเกะกะลูกตามึง หรือจะให้กูโยนทิ้งตอนนี้ก็ได้นะ”
“อย่ามายุ่งกับของนิ่มนะ! ตอนนี้มันเป็นของนิ่มแล้ว พี่ห้ามยุ่ง”
“มโนอะไรก็มโนไป แต่อย่ามโนว่ากูเป็นผัวมึงก็พอ เพราะมันเป็นไปไม่ได้”
“ชิ! คิดว่านิ่มอยากเป็นเมียพี่หรือไง ฝันไปเถอะ นักเลงอย่างพี่เคลิ้ม นุ่มนิ่มไม่เอามาเป็นผัวหรอก ปวดหัวเรื่องผู้หญิงที่เยอะอย่างกะฝูงวัวฝูงควาย แล้วนิ่มก็ไม่มีปัญญาวิ่งหนีคู่อริพี่ด้วย นิ่มอ้วน นิ่มเหนื่อย”
“มึงมโนไปไกลแล้วนะอ้วน หยุดต่อมมโนมึงเดี๋ยวนี้”













