บทนำ
“อือ ยะ อย่า ปล่อยนะ อื้อ..” สุพิชชาบอกเขาเสียงสั่นพร่าอย่างตกใจที่ถูกอดีตสามีกักตัวไว้ในอ้อมแขนของเขาทั้งที่ไม่ได้เจอกันมานานถึงสี่ปีแล้วเขาก็เพิ่งเห็นใบหย่าที่เธอส่งมาให้
“ไม่เคยหย่าไม่ปล่อยด้วย” ติณณ์ตอบและก้มมองเธอที่พยายามดันอกแกร่งของเขาออก
“อึ้บ อี๋คนบ้าบอกให้ปล่อยไง” สุพิชชาดันอกแกร่งเขาและยกเข่าขึ้นหมายจะกระแทกกล่องดวงใจของเขาแต่ติณณ์รู้ทันเขายกเข่าแทรกเข้าระหว่างขาของเธอกดเอวสอบแนบติดหน้าท้องแบนราบของเธอให้รู้ว่าเขาคิดถึงเธอแค่ไหน
“จุ๊บๆ..” เขาจับคางเล็กดันขึ้นและกดจูบริมฝีปากบางอิ่มที่กำลังจะเปล่งวาจาต่อว่าเขาบดคลึงขบเม้มอ่อนหวานและดุดันขึ้นเรื่อยๆจนเธอหัวหมุนเผลอไผลตอบโต้แลกลิ้นกับเขาดุเดือดสองแขนยกขึ้นคล้องคอเขาอย่างลืมตัวเมื่อเขาถอนจูบออกเธอก็ได้สติยกเท้าขึ้นสูงกระทืบลงเต็มแรง
“โอ้ยย..”ติณณ์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจึงปล่อยเธอออกจากอ้อมกอดยกเท้าเขย่งกระโดดไปมา
“อย่ามายุ่งกับฉัน” สุพิชชาพูดแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็วจนติณณ์ตามไม่ทันแต่เขาก็ไม่หวั่นเมื่อมีทั้งลูกน้องและนักสืบประกบติดตามเธอไม่ห่างยังไงเธอก็ไปไหนไม่รอดแน่
บท 1
ณ.กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยชื่อดัง
“เย้ เย้ เย้..” สามสาวสวยต่างไซร์ต่างสไตส์แต่เป็นเพื่อนซี้ที่เรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังมาด้วยกันสี่ปีส่งเสียงร้องดังขึ้นหลังจากที่สอบเสร็จจบการศึกษาปีสุดท้ายและพวกเธอก็เรียนจบกันแล้ว
“โอ้ย.ยากที่สุดเลยอ่ะ พิชชาเกือบจะทำไม่ได้น่ะ” พิชชา หรือ สุพิชา พรไพศาล สาวโคราชนัยต์ตาคมผิวสีน้ำผึ้งเนียนสวยร่างเล็กแต่อวบอิ่มไปทุกสัดส่วนชอบใสเสื้อผ้ารุ่มร่ามเหมือนป้าแก่แต่ยังมีหนุ่มๆรุ่นพี่รุ่นน้องมาตามจีบเธอแต่เวลาอยู่นอกมหาวิทยาลัยหรือไปเที่ยวกับเพื่อนๆเธอก็แต่งตัววัยรุ่นทันสมัยเหมือนกับเพื่อนสาวทั้งสองคนของเธอ
“นี่ยัยพิชชาแกอย่าถล่มตัวจะคว้าเกียรตินิยมไปครองอยู่แล้วนะยะ” หนูลี หรือ ปณาลี วรโชติเมธี คุณหนูไฮโซคนสวยหุ่นนางแบบที่คุณแม่ชอบพาลูกสาวไปอวดเพื่อนๆไฮโซของท่านเป็นประจำและยังแอบจับคู่ให้ลูกสาวอีกด้วยถึงเธอจะปากร้ายแต่ใจดีรักเพื่อนที่เธอเคยเชิดใส่ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งเพราะอิจฉาความกล้าแสดงออกของ สุพิชชาในวันรับน้องที่รุ่นพี่ให้ทำท่าตลกหรือบอกให้ทำอะไรสุพิชชาก็ทำหมดและยังมีน้ำใจกับเพื่อนๆทุกคนทั้งๆที่เพิ่งจะรู้จักกันจนทำเธอเปลี่ยนความคิดจากที่ไม่ชอบและหมั่นใส้กลายมาเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่นั้นมาจนถึงเรียนจบกัน
“ขนาดพัชรโคตรตั้งใจเรียนยังไม่ได้เลย อิจฉาอ่ะคนอะไรทั้งสวยทั้งเก่งแถมเซ็กซี่อีกด้วยครบเครื่องเลยนะเพื่อนฉัน” พัชร หรือ กนกพัชร จิตติรัตน์ สาวสวยร่างอวบไปนิดแต่เธอเป็นคนน่ารักชอบทำนั่นทำนี่ให้เพื่อนๆกินอยู่บ่อยๆจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงอวบและที่บ้านทางเมืองกาญจนบุรีของเธอส่งอาหารมาให้ลูกสาวทุกอาทิตย์จึงทำให้สุพิชชากับปณาลีพลอยได้ลาภปากไปด้วย
“แค่เรียนจบหนูลีก็ดีใจแล้วไม่งั้นคุณแม่ได้อายเพื่อนๆแน่ คิกกๆ..” คุณหนูไฮโซพูดแล้วก็หัวเราะเมื่อพูดถึงคุณแม่ของเธอ
“แล้วพวกเราจะไปฉลองกันที่ไหนดีล่ะ พัชรเก็บกดมานานแล้วนะเพื่อนรัก” กนกพัชรปรึกษาสองเพื่อนรักที่ติวหนังสือหนักกันมาทั้งเดือนก่อนสอบเพื่อจะได้เกรดเฉลี่ยสวยๆกันตอนจบ
“เดี๋ยวฉันถามน้องชายก่อนนะ ว่าเราจะไปที่ไหนกันดี” หนูลีตอบเพื่อนเพราะน้องชายของเธอก็จะไปด้วยทุกครั้งตามคำสั่งของคุณแม่ที่ไม่อยากให้ลูกสาวและเพื่อนไปเที่ยวกันตามลำพัง ศิระ หรือ นายระน้องชายของหนูลีที่อ่อนกว่าพี่สาวแค่ปีเดียวที่ชอบไปนั่งดูสาวๆมากกว่าไปเฝ้าพี่สาวกับเพื่อนเด็กหนุ่มจึงเหมือนเพื่อนในกลุ่มอีกคนของสามสาว
“โอเคเลยจ้ะยัยคุณหนูลี แต่ตอนนี้พัชรหิวอ่ะพวกแก” กนกพัชรบอกเพื่อนแล้วทำหน้าละห้อยอย่างน่าสงสารแต่เป็นที่หมั่นใส้ของเพื่อน
“นี่ยัยพัชรแกจะไม่ให้ท้องแกว่างเลยใช่ไหม นิ่งเป็นหลับขยับเมื่อไหร่นี่กินตลอดดูสิพุงพิชาออกแล้วนะ” สุพิชชาว่าเพื่อนที่ขยันหิวและพากันไปกินจนเธอเริ่มจะอ้วนขึ้นแล้วนะ
“ต้าย, ช่างกล้าพูดนะยะ พัชรว่าแกอ้วนอยู่ที่เดียวนี่แหละ คิกกๆๆ..” กนกพัชรไม่พูดเปล่าๆเอานิ้วจิ้มไปที่อกอวบอิ่มกลมกลึงของพิชชาจนเธอสะดุ้ง
“อุ้ย, ยัยพัชรบ้า จิ้มมาได้ตกใจหมด” สุพิชชาหน้าแดงขึ้นทันทีหันซ้ายหันขวากลัวจะมีคนเห็น
“คิกๆ คิกๆๆ...” ปนาลีกับกนกพัชรหัวเราะขึ้นพร้อมกันขำสุพิชชา
“จะกินข้าวกันมั้ยล่ะ หรือพวกแกหัวเราะกันอิ่มแล้วล่ะฮ้า” สุพิชาพูดเสียงดังแก้เขิน
“ไปจ้ะไป นี่แกแค่โดนจิ้มอึ๋มนะพิชชาถ้าโดนจิ้ม...ล่ะแกเอ้ยไม่อยากคิด คิกๆคิกๆ” ปนาลีพูดจบทั้งสามก็หัวเราะขึ้นพร้อมกันและเดินเกาะกลุ่มกันไปร้านเบเกอรี่เล็กๆข้างมหาลัยที่พวกเธอจะไปนั่งกันเป็นประจำเกือบทุกวันจนสนิทกับพี่เจ้าของร้านแล้วต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
“แกจบแล้วจะทำอะไรต่อพิชชา” กนกพัชรถามเพื่อนสาวที่กำลังขับรถอยู่เพราะเธอและสุพิชชาพักห้องเดียวกันในคอนโดระดับกลางและแชร์ค่าห้องกันจึงสลับกันขับรถไปเรียน
“พิชชายื่นไปสมัครไปที่บริษัท Y&S แล้วแกล่ะจะกลับเมืองกาญเลยหรือเปล่า”สุพิชชาถามเพื่อนเพราะที่บ้านของกนกพัชรอยากให้กลับไปช่วยพี่ชายดูแลรีสอร์ทและเรือนแพริมแม่น้ำแควแต่กนกพัชรยังไม่อยากกลับเหมือนกับเธอนั่นแหละ(Y&S บริษัท วาย แอนด์ เอส ออโต้พาร์ท (ไทยแลนด์)จำกัด มหาชน)
“ยังหรอกแก พัชรอยากหาประสบการณ์ก่อนสักสองสามปีก่อนน่ะ แล้วค่อยคิดอีกทีตอนนี้พี่ไก่ก็ดูแลคนเดียวได้ หรือไปสมัครที่เดียวกับแกดีล่ะ” กนกพัชรคิดได้ว่าเธอลืมไปได้อย่างไรนะก็พวกเธอไปฝึกงานกันอยู่ที่นั่นน่ะสิแต่ถ้าไม่ได้คุณแม่แสนใจดีของปนาลีพวกเธอคงไม่ได้ไปฝึกงานบริษัทยักษ์ใหญ่แบบนั้นได้หรอก
“ก็ดีสิ งั้นแกรีบไปยื่นไปสมัครเลยพรุ่งนี้พิชชาไปส่งตกลงนะ” พิชชาก็อยากให้เพื่อนไปทำด้วยกันแต่ปนาลีไม่ชอบงานนั่งอยู่กับที่เธอชอบงานลุยๆมากกว่าจึงทำให้ขัดแย้งกับคุณแม่เลยยังไม่ได้ไปสมัครงานที่ไหน
“โอเค งั้นวันนี้เรากลับไปนอนเอาแรงดีกว่าเนาะจะได้เตรียมตัวให้พร้อมไปสมัครงานวันพรุ่งนี้” กนกพัชรบอกเพื่อนที่มีหน้าที่ขับรถจนถึงคอนโดของพวกเธอทั้งสอสาวก็พากันขึ้นไปบนห้องที่เช่าอยู่ร่วมกันมาจะสี่ปีแล้ว
สุพิชชาอาบน้ำอยู่เธอได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังแว่วๆจึงรีบอาบน้ำอย่างรวดเรวเพราะมันดังถี่มากคนโทรคงจะมีธุระด่วนจริงๆ
“มาแล้วใครกันนะ อ้าว ยัยวดีนี่นามีอะไรนะถึงโทรมาตั้งหลายรอบน่ะ” พิชชาบ่นออกมาจากห้องน้ำและรีบโทรหาน้องสาวทันที วดี หรือ สุภาวดี พรไพศาล ลูกสาวคนเล็กของ คุณชนัต กับ คุณสุภัสสร พรไพศาล เจ้าของกิจการอู่ต่อรถทัวร์รายใหญ่ในภาคอีสานทั้งหมดและบริษัทเดินนรถสายอีสานฐานะร่ำรวยเป็นเศรษฐีถึงแม้ไม่ติดอันดับแต่ทรัพย์สินหลักพันล้านขึ้นทั้งคู่มีลูกสาวสามคนแต่ไม่มีลูกชายสืบสกุลเลยสักคน คนโต ศรา หรือ สุพิศรา หลังเรียนจบเธอก็เข้าไปช่วยงานคุณพ่อเต็มตัว คนรอง พิชชา หรือ สุพิชชา เพิ่งเรียนจบ คนเล็กสุด วดี หรือ สุภาวดี พึ่งเรียนอยู่ปีสองที่เชียงใหม่และตอนนี้เธอก็ถูกไข้หวัดเล่นงานอยู่
“ว่าไงยัยวดีเป็นอะไรหรือเปล่า” สุพิชชาโทรหาน้องสาวและถามน้องสาว
“วดีเป็นไข้ค่ะ นอนอยู่โรงพยาบาลแต่ไม่อยากโทรบอกพ่อกับแม่ค่ะกลัวท่านจะป็นห่วงเลยโทรมาหาพี่พิชชาค่ะ” สุภาวดีตอบพี่สาวด้วยเสียงแหบแห้งเพระเจ็บคอ
“แล้วทำไมเพิ่งโทรมาบอกพี่ล่ะ เดี๋ยวพี่จะจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้าก่อนนะแล้วพรุ่งนี้เช้าพี่จะไปเที่ยวบินเช้าเลยนะ” สุพิชชาบอกน้องสาวอย่างเป็นห่วง
“ค่ะพี่พิชชา ขอบคุณนะคะ” สุภาวดีขอบคุณพี่สาวที่ดูแลเธอมาตลอดตั้งแต่มาเรียนที่เชียงใหม่เพราะพ่อแม่และพี่สาวคนโตก็ยุ่งกับธุรกิจที่บ้านแต่ถ้าว่างก็จะมาหาเธอหรือไม่เธอก็กลับบ้าน
“จ้า,งั้นวดีพักผ่อนนะจ้ะพรุ่งนี้พี่จะไปแต่เช้าเลยจ้ะ” สุพิชชาวางสายจากน้องสาวแล้วเธอก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินออกจากห้องไปเคาะประตูห้องเพื่อนรัก
“ก๊อก ก๊อก"
"พัชรนอนหรือยังจ้ะ” สุพิชชาเรียกเพื่อนที่ไม่รู้ว่าจะนอนไปแล้วหรือยัง
“ยังจ้ะ พิชชาเข้ามาเลยประตูไม่ได้ล็อค” กนกพัชรตะโกนตอบเพื่อนเพราะเธอและสุพิชชาไม่เคยล็อคประตูห้องแต่จะใช้วิธีเคาะประตูกัน
“พรุ่งนี้พิชชาคงไม่ได้ไปส่งพัชรสมัครงานแล้วล่ะ ยัยวดีป่วยนอนอยู่โรงพยาบาลที่เชียงใหม่น่ะ” สุพิชชาบอกเพื่อนที่ทำหน้าตกใจ
“เฮ้ย,แล้วน้องวดีเป็นยังไงบ้างอ่ะ พัชรไปกับแกดีกว่ามั้ย” กนกพัชรถามเพื่อนที่หน้าตาเคร่งเครียดเพราะเป็นห่วงน้องสาว
“ไม่เป็นไรหรอกพัชร ขอบใจแกมากพิชชาไปคนเดียวได้แกจะได้ไปสมัครงานไงล่ะ” สุพิชชาไม่อยากให้เพื่อนพลาดโอกาสที่จะไปสมัครงานที่บริษทเดียวกับเธอ
“งั้นถ้ามีอะไรก็โทรบอกพัชรนะ แกไปพักเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นเช้าอีกน่ะ” กนกพัชรบอกเพื่อนให้ไปนอนพักผ่อนก่อนที่จะเดินทางในวันพรุ่งนี้
“ขอให้แกโชคดีได้งานนะพัชร ขอบใจอีกครั้งนะเพื่อนรัก ฝันดีจ้ะ” สุพิชชาบอกเพื่อนและเดินกลับไปเข้าห้องเธอเก็บของใส่กระเป๋าเป้ใบเล็กที่เธอใช้สำหรับเดินทางสองสามวันเมื่อเสร็จสุพิชชาก็รีบเข้านอนทันทีเพราะเธอต้องตื่นแต่เช้าไปสนามบิน
สุพิชชาตื่นแต่เช้าและเดินทางไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องไปเชียงใหม่เพราะเป็นห่วงน้องสาวถึงแม้คุณพยาบาลเฝ้าไข้จะบอกว่าอาการดีขึ้นแล้วแต่เธอก็ยังเป็นห่วงน้องสาวอยู่ดีพอถึงสนามบินเชียงใหม่สุพิชชาก้นั่งแท๊กซี่ไปที่โรงพยาบาลชื่อดังของเชียงใหม่ทันที
“เป็นไงบ้างยัยวดี” สุพิชชาเคาะประตูและเปิดเข้าไปแล้วถามน้องสาวทันทีเมื่อเห็นเธอ
“ดีขึ้นบ้างแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่พิชชา” สุภาวดีน้ำตาคลอเบ้าตอนนี่ร่างกายเธออ่อนแอเพราะไข้หวัดใหญ่เล่นงานจึงทำให้อยากให้คนในครอบครัวมาดูแลมากกว่าพยาบาล
“นอนพักก่อนนะพี่จะอยู่ดูแลเราจนหายเลยน่ายัยขี้แย” สุพิชชาบอกน้องสาวเพราะเธอรู้ว่าน้องสาวคนเล็กขี้อ้อนยิ่งเวลาเจ็บป่วยก็ชอบอ้อนพ่อแม่และพี่ๆตลอด
“ก็วดีเหงานี่คะคิดถึงคุณพ่อคุณแม่พี่ศรานี่คะ” น้องสาวคนเล็กยังไม่เลิกอ้อนพี่สาวที่นั่งยิ้มอยู่ข้างเตียง
“งั้นก็รีบหายเราจะได้กลับบ้านพร้อมกันดีมั้ยล่ะ” สุพิชชาบอกน้องสาวที่นอนมองเธอตาแป๋ว
“ดีคะ พี่พิชชากินข้าวหรือยังคะ” สุภาวดีถามพี่สาวที่มาหาเธอแต่เช้า
“พี่ยังไม่หิวจ้ะ เดี๋ยวพี่ค่อยไปหากาแฟดื่มจ้ะ” สุพิชชาบอกน้องสาวยกมือลูบศรีษะน้องสาวอย่างรักใคร่แล้วเธอจะบอกพี่สาวดีมั้ยเนี่ยถ้ารู้ทีหลังเดี๋ยวก็จะงอนเธอกับน้องสาวอีก
“พี่พิชชาไปหาอะไรกินก่อนเถอะมีพี่พยาบาลก็อยู่ทั้งคนค่ะ” วดีบอกพี่สาวเพราะเธอกินยาเข้าไปแล้วเดี๋ยวก็คงง่วงนอนแล้วล่ะ
“เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ งั้นฝากคุณพยาบาลด้วยนะคะ” สุพิชชาเห็นน้องสาวตาปรือเหมือนจะง่วงเธอไปหากาแฟดื่มก่อนดีกว่าถ้าเธอยังนั่งเฝ้าอยู่น้องสาวก็จะไม่ยอมนอน หญิงสาวปล่อยมือน้องสาวและลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องพักฟื้นของน้องสาวและโทรหาพี่สาว
“หวัดดีค่ะพี่ศรา ยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ” สุพิชชาถามพี่สาวกลัวว่าจะรบกวนเวลาทำงาน
“ไม่ยุ่งจ้ะ พี่เพิ่งจะไปคุยกับป๊าเสร็จพิชชามีอะไรหรือเปล่าถึงโทรหาพี่น่ะ” สุพิศราถามน้องสาวก็สุพิชชากับสุภาวดีจะไม่โทรหาเธอในตอนกลางวันเพราะสามพี่น้องชอบประชุมสายคุยกันตอนสามทุ่มทุกอาทิตย์หรือใครไม่ว่างก็สลับกันคุย
“ตอนนี้พิชชาอยู่เชียงใหม่ค่ะ ยัยวดีไม่สบายเป็นไข้หวัดแต่ไม่ต้องเป็นห่วงตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ” สุพิชชาบอกพี่สาวที่เงียบฟังเธอพูดจนจบ
“งั้นพี่จะไปเชียงใหม่แต่ต้องบอกป๊ากับม๊าก่อน ดูสิไม่สบายก็ไม่โทรมาบอกพี่เลยน่าตีจริงๆเลยยัยวดีนี่”สุพิศราพูดกับน้องสาวคนกลางที่รู้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับน้องๆพี่สาวคนโตไม่เคยนิ่งดูดายต้องตามไปดูให้แน่ใจว่าสบายดีจริง
“ยัยวดีกลัวป๊ากับม๊าตกใจก็เลยไม่บอกน่ะสิคะ แล้วพี่ศราจะมาเมื่อไหร่คะ” สุพิชชาบอกเหตุผลของน้องสาวคนเล็กให้พี่สาวรู้
“น่าจะพรุ่งนี้เช้า วันนี้พี่ขอเคลียงานก่อนจ้ะ” สุพิศราตอบน้องสาวและวางสายไปเพื่อรีบทำงานให้เสร็จก่อนที่เธอจะไปเยี่ยมน้องสาวคนเล็กที่ชียงใหม่
“ไปหากาแฟดื่มดีกว่าเรา” สุพิชชาพูดกับตัวเองเบาๆสายตาก็มองหาร้านกาแฟที่เธอเห็นตอนเดินเข้ามาเมื่อเจอก็เดินตรงไปทันทีเพราะตอนนี้ร่างกายของเธอต้องการกาแฟเพื่อความสดชื่นเพราะเมื่อเช้าเธอตื่นตั้งแต่ตีห้ารีบอาบน้ำแต่งตัวขึ้นแท๊กซี่ไปสนามบินดอนเมือง
ที่กรุงเทพฯ
“คุณแม่คะ หนูลียังไม่อยากแต่งงานกับพี่ติณณ์ค่ะ อีกอย่างเราไม่ได้รักกันนะคะ” ปนาลีปฏิเสธแม่ของเธอที่จะจับคู่เธอกับลูกชายของเพื่อนรักที่อยากเป็นดองกันจึงคิดจับลูกสาวลูกชายคุมถุงชนซะเลย
“ไม่ได้หรอกลูกผู้ใหญ่คุยกันแล้วถ้าไม่ทำตามคำพูดก็จะเสียกันทุกฝ่ายนะลูก” คุณปนิดาคุณแม่ที่แสนจะใจดีของปนาลีบอกลูกสาวที่ทำหน้าไม่พอใจและไม่ยอมรับ
“ทำไมคุณแม่ไม่ถามหนูลีก่อนละคะ ป่านนี้พี่ติณณ์คงมีแฟนแล้วมั้งคะคุณแม่ก็บอกคุณป้าวิสิว่าหนูลียังเด็กเพิ่งเรียนจบเองนะคะ” ปนาลียืนยันว่าจะไม่แต่งงานกับติณณ์ซึ่งเขาก็คงไม่ต่างจากเธอหรอกเพราะรู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กๆเพิ่งจะมาห่างตอนที่ติณณ์ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศนี่เองแต่ยังติดต่อกันอยู่ไม่ขาดแต่มาช่วงปีหลังนี้ต่างคนต่างยุ่งก็เลยไม่ได้ติดต่อกันสงสัยต้องรีบคุยกับพี่ติณณ์ก่อนแล้วล่ะ
“ก็แม่คุยกันไว้ตั้งแต่หนูไม่เกิดแล้วนะคะลูก หนูลีจะให้พ่อกับแม่เป็นคนผิดคำพูดและไม่มีสัจจะเหรอจ้ะ” คุณปนิดาพูดหว่านล้อมลูกสาวเพื่อให้เข้าใจพวกท่าน
“งั้นให้หนูลีคุยกับพี่ติณณ์ก่อนแล้วหนูลีจะให้คำตอบคุณแม่ค่ะ” ปนาลีบอกแม่ของเธอแล้วลุกขึ้นเดินออกไปอย่างคิดหนักเธอจะต้องหาทางออกให้เร็วที่สุด แม่นะแม่ทำไมไปรับปากอย่างนั้นนะมันโบราณมากเลยที่จับลูกคลุมถุงชนเนี่ย แล้วปนาลีนึกถึงผู้ชายหน้าหล่อดุแต่เวลายิ้มนี่ทำเอาเธอใจเต้นรัวทีเดียวและเขาเป็นเพื่อนของพี่ติณณ์ที่ชอบมองเธอแปลกๆแต่พอเธอมองตอบเขาก็หลบสายตาทุกครั้งตอนนี้เขาคงมีแฟนแล้วละมั้งคงไม่สนใจเด็กกระโปโลอย่างเธอหรอก ปนาลียกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหากนกพัชร
“ดียัยพัชร แกทำอะไรอยู่อ่ะ.” ปนาลีถามเพื่อน
“ฉันมาสมัครงานน่ะสิ แกถามทำไมหรือหนูลี” กนกพัชรตอบเพื่อนรักแล้วถามกลับ
“อ้าว, แล้วแกไปสมัครที่ไหนล่ะล่ะยัยยพัชร” ปนาลีอยากรู้ว่าเพื่อไปสมัครงานที่ไหนเพราะเธอรู้ว่าที่บ้านของเพื่อนทั้งสองนั้นมีกิจการใหญ่โตแต่ไม่มีใครอยากทำงานที่บ้านของตัวเองกันสักคนรวมทั้งเธอด้วย
“วาย แอนด์ เอส ไงล่ะ ยัยพิชชาก็สมัครที่นี่เหมือนกันนะ” กนกพัชรบอกเพื่อนรักเผื่ออยากมาทำด้วยกันเพราะพวกเธอเคยฝึกงานที่นี่ทำให้ผู้บริหารให้โอกาสพวกเธอได้ร่วมงานกับบริษัทขอแค่มายื่นใบสมัครเท่านั้นก็จะเป็นพนักงานของ วาย แอนด์ เอส ทันทีโดยไม่ต้องสอบสัมภาษณ์
“จริงดิ ดีจังพวกแกได้งานทำกันแล้วแต่หนูลียังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยแม่จะให้แต่งงานอ่ะ” หนูลีบอกกนกพัชรอย่างเซ็งที่ถูกบังคับทั้งที่ผ่านมาแม่ก็ตามใจเธอมาตลอดนี่นา
“จริงเหรอหนูลี ดีสิแกจะมีคนเลี้ยงสบายไปเลยไม่ต้องทำงานให้เหนื่อยไงจ้ะ” กนกพัชรบอกเพื่อนติดตลก
“ดีบ้านแกเหรอยัยพัชรบ้า พวกเราเพิ่งเรียนจบกันนะเป็นแกจะแต่งไหมเล่า” ปนาลีถามเพื่อนรักว่าจะคิดเหมือนเธอไหม
“เป็นพัชรก็ไม่แต่ง ถ้าอายุสามสิบเมื่อไหร่พัชรจะแต่งถ้าหาสามีได้นะ คิกคิกๆๆ..” กนกพัชรตอบเพื่อนแล้วหัวเราะเธอไม่อยากให้เพื่อนคิดมาก
“นั่นไงแกก็คิดเหมือนหนูลีเลยนี่ เดี๋ยวไปเจอกันที่คอนโดแกนะจะได้ช่วยหนูลีคิดว่าจะทำอย่างไรดี” ปนาลีบอกเพื่อนจะได้ช่วยกันคิดว่าเธอจะทำอย่างไรดี
“ได้เดี๋ยวเจอกัน อ่อ, พัชรลืมบอกไปยัยพิชชาไม่อยู่นะไปเชียงใหม่น้องวดีไม่สบายน่ะ” กนกพัชรบอกเพื่อน
“อ้าว,ไม่เห็นบอกหนูลีเลย แล้วน้องวดีเป็นยังไงบ้าง”
“เป็นไข้หวัดน่ะ แต่ตอนนี้ดีแล้วอีกสองสามวันคงออกจากโรงพยาบาลได้น่ะ” กนกพัชรตอบปนาลีที่ถามถึงน้องสาวของเพื่อนอย่างเป็นห่วงเพราะต่างคุ้นเคยสนิทสนมกัน
“เราไปหายัยพิชชาที่เชียงใหม่กันมั้ยพัชร” ปนาลีชวนกนกพัชรไปเยี่ยมน้องสาวของเพื่อนรักของพวกเธอ
“ตกลง,พัชรสมัครงานเสร็จแล้วพรุ่งนี้เราไปเชียงใหม่กันนะ พัชรจะได้โทรบอกยัยพิชชา” กนกพัชรตกลงทันที
“งั้นหนูลีเก็บกระเป๋าไปนอนที่คอนโดแกละกันพรุ่งนี้เช้าเราก็ไปกันเลย ตามนี้นะพัชร” หนูลีบอกเพื่อนแล้ววางสายเพื่อไปบอกแม่ของเธอก่อนว่าจะไปเชียงใหม่
บทล่าสุด
#80 บทที่ 80 สุดท้ายคือรัก
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#79 บทที่ 79 ท้องหรือเปล่า
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#78 บทที่ 78 รักเธอที่สุด
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#77 บทที่ 77 อดีตคืออดีต
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#76 บทที่ 76 ลูกสะใภ้คนโปรด
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#75 บทที่ 75 รักและเข้าใจกัน
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#74 บทที่ 74 แซ่บถึงใจ
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#73 บทที่ 73 สมกับการรอคอย
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#72 บทที่ 72 ห้องหอร้อนรัก
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026#71 บทที่ 71 หวงลูกสาว
อัปเดตล่าสุด: 8/22/2026
คุณอาจชอบ 😍
คลั่งไคล้ยัยแฮกเกอร์
แทนที่จะส่งตัวเธอให้ตำรวจ ประธานกู้ผู้ชอบใช้เงินแก้ปัญหา(และหวงของขั้นสุด) กลับโยนเช็คตัวเลขเจ็ดหลักใส่หน้า พร้อมยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้... นั่นคือการจ้างเธอเป็น 'กระสอบทรายระบายอารมณ์ส่วนตัว' แบบผูกขาด ห้ามรับงานอื่น ห้ามมองผู้ชายคนอื่น และห้ามปฏิเสธเมื่อเขาต้องการ!
ภายใต้แว่นตาขอบเงินที่ดูภูมิฐาน เขาคือพญามารจอมเอาแต่ใจที่ดุดันไม่เกรงใจเตียง จนเธอต้องลอบรีวิวสมรรถภาพของเขาในใจเหมือนรีวิวสินค้าในเถาเป่า ปากสั่นร้องไห้บอกว่าไม่ไหว แต่สมองกลับคำนวณทิปค่ากระเป๋าแบรนด์เนมอย่างรวดเร็ว
เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วย 'เงินตราและราคะ' ถลำลึกจนเตียงแทบหักทุกคืน งานนี้สายลับสาวหน้าเงินจะกอบโกยกำไรจนคุ้ม หรือจะขาดทุนย่อยยับเพราะเผลอเอาหัวใจไปจำนองให้ท่านประธานกันแน่?
องค์หญิงเข็มพิษ กับท่านอ๋องไร้หัวใจ
"ทำไมข้าต้องแต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเขา เพียงเพื่อระงับสงครามงั้นหรือ เขาที่เรียกว่าปิศาจไร้หัวใจคนนั้น" จ้าวซีเฟย
"ทำไมข้าต้องแต่งกับนาง สตรีไร้มารยาท หลงตัวเอง เย่อหยิ่งแบบนี้ นั่นไม่ใช่สตรีที่ข้าต้องการ" ถังมู่เหริน
............."ส่งตัวเข้าหอ".............
"ข้าจะแยกห้องกับเจ้า"
"ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น"
"งั้นก็ตกลงตามนี้ เราสองคน ต่างคน ต่างอยู่"
"ย่อมได้ รับพระบัญชาเพคะ"
......................................................
"นี่ ไม่ใช่นางนี่ คนที่ข้าพบครั้งก่อน ข้าแต่งกับใครกันแน่"
นางไม่ได้สวย ดูสง่างาม และดูสงบนิ่งแบบนี้ หรือข้าจะแต่งพระชายามาผิดคน หรือว่าข้าเองที่เข้าใจผิด
"ไหนบอกว่าเขาเป็นราชาปิศาจไร้หัวใจไง แต่ทำไม เป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาคมคาย รูปงามเช่นนี้ล่ะ"
หรือว่าข่าวที่ได้ยินมาจะผิด เขาดูเป็นหนุ่มเจ้าสำอาง มากกว่าจะเป็นคนที่โหดเหี้ยมนั่นได้
""นี่มันอะไรกัน""
กรงรักจำนน
เขามีคนรักอยู่แล้ว ทว่าเพื่อย่า เขายอมแต่งงานปลอม ๆ กับเธอ และยอมทำทุกอย่างยกเว้น “อยู่ด้วยกันจริง ๆ”
เมื่อย่าเร่งรัดอยากได้หลาน เขาเสนอให้เธอตั้งครรภ์ด้วยสเปิร์มของคนอื่นเพื่อไม่ต้องแตะต้องกันสักนิด และนั่นคือวันที่หัวใจของเธอแตกละเอียด
จนกระทั่งแผนชั่วของใครบางคนทำให้เขาและเธอต้องนอนบนเตียงเดียวกันโดยไม่ตั้งใจ
และนั่น…ทำให้ชีวิตทุกคนพังครืน
เธอถูกใส่ร้าย ถูกขับไล่ ถูกเหยียบย่ำจนแทบไม่เหลือศักดิ์ศรี
รักไม่หลอก
รักระรินใจ
บ่วงรักกับดักแค้น
เมื่อรักแรกที่จบลงด้วยการทรยศอย่างเลือดเย็น กลับวนมาเจอกันอีกครั้งในสถานะประธานบริหารคนใหม่กับพนักงานขายตัวท็อป ภีม (ภีมากร) กลับมาพร้อมความเย็นชาและแผนการทำลายชีวิตคนที่เคยทิ้งเขาไป ขณะที่พริก (พริมา) ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับการกลั่นแกล้ง เพราะความลับที่เธอซ่อนไว้ในอดีตนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
หวงรักท่านประธานปากแข็ง
ข้าวหอมเคยคิดว่า ‘ภาม’ คือผู้ปกครองที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิต...
ผู้ชายวิศวะฯ หน้าดุที่วันๆ เอาแต่ขีดเส้นกั้นระหว่างเขากับเธอด้วยคำว่า ‘เด็กเกินไป’
แต่นั่นคือเรื่องของอดีต เพราะเมื่อวันที่เธอเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงเต็มตัว
เขากลับกลายเป็น ‘ราชสีห์จอมบงการ’ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลากเธอกลับเข้าถ้ำ
ในเมื่อปากบอกว่าไม่หวง แต่กลับใช้กรงเล็บแห่งอำนาจขังเธอไว้ในรังไม่ให้ไปไหน
ถ้าเขาอยากหวง... ก็หัดพูดให้ตรงกับใจก่อนเถอะ ก่อนที่เธอจะยอมให้ ‘ศัตรูทางธุรกิจ’
พากรงทองของเขาพังทลายลงไปต่อหน้า
เด็กดื้อคนโปรด (ของมาเฟีย) BAD
หนุ่มหล่อ ลูกชายมาเฟียตระกูลใหญ่ผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถูกผู้หญิงหลายคนตราหน้าว่าไร้หัวใจ ถึงอย่างนั้นเพราะความหล่อก็ยังมีผู้หญิงอีกมายมายที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขา
แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารังเกียจและไม่อยากเจอหน้าถึงแม้เธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันมีค่าในสายตาของเขา
“อยากเป็นเมียฉันมากไม่ใช่หรือไง ฉันกำลังจะสนองให้เธอเป็นอยู่นี่ไง แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียแต่ง อย่าคิดหวังสูงเกินไป!!”
มิลิน
เธอถูกคนที่ตัวเองแอบรักมาตั้งแต่เด็กรังเกียจเพียงเพราะเขาคิดว่าแม่เธอคือเมียน้อยของพ่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่สนใจใยดีอะไรเธอเลย แต่เธอก็ยังรักเขาหมดหัวใจ
ทั้งที่คิดว่าหากยอมยกร่างกายให้เขาแล้วจะได้ความรักกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความเกลียดชัง
So Sick รักษาหัวใจนายเจ้าเล่ห์
"ฉันไปทำเธอตอนไหน?"
"ตอนไหนเหรอ ก็เมื่อคืนไงไอ้คนทุเรศ!"
"เมื่อคืนฉันเมาเละ อย่ามาใช้มุกตื้น ๆ จับฉันมันไม่สำเร็จ"
"จับบ้าอะไรฮะ ฉันโดนข่มขืนฉันเสียหายนะไอ้ชั่ว"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ"
"เมาเหมือนหมาแล้วจำไม่ได้ว่าข่มขืนผู้หญิงเหรอ!"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ!"
"ก็บอกว่าทำไงวะ!!"
สัญญารักประธานร้าย
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด













