บทนำ
คีตภัทร พิพัฒน์เดชา ท่านประธานหนุ่มแห่ง The Chic ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่มูลค่านับหมื่นล้าน เขาคือชายหนุ่มมาดเนียบ หล่อเหลา ร่ำรวย และเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วประเทศ
อมิตา พรทวี (หนูอิม) สาวน้อยแสนซื่อ พนักงานประจำเคาน์เตอร์น้ำหอมแบรนด์เนมประจำห้างสรรพสินค้าสุดหรูอย่าง The Chic หญิงสาวเจ้าของใบหน้าสวยหวานราวตุ๊กตาที่ถูกวาดขึ้นด้วยจิตรกรชั้นเอก ดวงตากลมโตทอประกายสุกใสนั้นสะกดให้เจ้านายหนุ่มอย่างคีตภัทรรู้สึกสะดุดตั้งแต่แรกเห็น และไม่อาจลบภาพใบหน้าหวานปนเศร้านั้นออกจากความคิดได้เลย ลักษณะท่าทางของเธอกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องของคีตภัทรให้พลุ่งพล่านจนเขาบอกกับตัวเองว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ใบหน้าแสนเศร้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและชีวิตชีวาให้ได้
บท 1
ภายในงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ของนิตยสารไฮโซฉบับหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อมอบรางวัลให้แก่บุคคลในสังคมชั้นสูงและเหล่าเซเลบริตี้ในด้านสาขาต่างๆ คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักธุรกิจและสาวสังคมที่ต่างตบเท้าเข้าร่วมงานเพื่อพบปะสังสรรค์รวมถึงบรรดาคุณแม่ที่พาลูกสาวออกงานเพื่อหวังจะแนะนำให้เป็นที่รู้จักและมองหาว่าที่คู่ครองที่เหมาะสมและคู่ควรไปด้วยในตัว ฉะนั้นทุกคนจึงพากันประโคมเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายแบรนด์ดังที่เทียบมูลค่าแล้วอาจเท่ากับรายได้ที่คนหาเช้ากินค่ำหาได้ทั้งปีเสียอีก และหนึ่งในแขกที่มาร่วมงานก็คือสามหนุ่มที่บรรดาผู้สื่อข่าวสายสังคมขนานนามว่าแก๊งค์หนุ่มในฝันที่มีด้วยกันสามคนคือ ธีรภัทร ตติยะ และคีตภัทร สองหนุ่มแรกนั้นดับฝันสาวๆ ทั้งประเทศด้วยการลั่นระฆังวิวาห์ไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเป็นการสร้างตำนานรักสะเทือนวงการระหว่างเจ้าชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมกับซินเดอเรลล่าสาวสวยสองคนที่เป็นหญิงสาวธรรมดาอย่างลดาวดีและเจนิตาซึ่งปัจจุบันทั้งคู่ต่างมีโซ่ทองคล้องใจไปแล้วเรียบร้อย ความหวังของสาวๆ ในสังคมจึงพุ่งมาที่คีตภัทรหนุ่มหล่อเจ้าของห้างสรรพสินค้า The Chic ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศไทยรวมถึงกำลังขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคีตภัทรจะลงเอยกับผู้หญิงคนไหนนอกจากควงไปเรื่อยๆ เบื่อก็แยกย้ายทางใครทางมัน เสียงถอนหายใจของตติยะทำให้ทั้งคีตภัทรและธีรภัทรหันไปมองพร้อมกัน
“เป็นอะไรของแกวะไอ้เต้” คีตภัทรถามเพื่อนอย่างสงสัยเมื่อเห็นท่าทางเบื่อหน่ายของตติยะที่เมื่อก่อนชื่นชอบนักหนากับการออกงานสังคมและมักเป็นฝ่ายชวนเขากับธีรภัทรไปร่วมงานทุกครั้งอย่างไม่ยอมพลาด
“เบื่อ อยากกลับบ้าน คิดถึงเมีย” ตติยะตอบอย่างที่ใจคิดเพราะหลังจากแต่งงานเขาก็กลายเป็นคนรักครอบครัวและตัวติดกับภรรยาอย่างเจนิตาชนิดแทบไม่เคยห่างกันไปไหนนอกจากเวลาไปทำงาน
“น้อยๆ หน่อยไอ้เต้ แกเพิ่งจะห่างคุณเจนมาไม่ถึงชั่วโมง” คีตภัทรว่าเพื่อนอย่างหมั่นไส้
“แกไม่มีเมียไม่เข้าใจหรอกไอ้คีย์ การที่ต้องห่างเจนแค่หนึ่งนาทีก็นานเหมือนหนึ่งชั่วโมงแล้ว”
“ถ้ามันขนาดนั้นแกก็กลับไปเถอะ ฉันอยู่กับไอ้ธีก็ได้”
“ฉันก็คิดถึงลดากับลูกเหมือนกัน” ธีรภัทรตอบทำให้คีตภัทรมองเพื่อนทั้งสองอย่างไม่อยากจะเชื่อกับความหลงลูกหลงเมียขนาดหนักชนิดที่ว่าถ้าเขาไม่คบกับทั้งสองมาตั้งแต่เด็กคงไม่มีทางเชื่อแน่ๆ ว่าทั้งตติยะและธีรภัทรจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ แต่จากที่เห็นเขาก็ต้องเชื่อว่าเสือร้ายทั้งสองถอดเขี้ยวเล็บกลายเป็นแมวเชื่องๆ เรียบร้อยโรงเรียนลดาวดีและเจนิตาไปแล้ว
“ถ้างั้นแกสองคนกลับไปเถอะ ฉันอยู่ของฉันคนเดียวได้”
“โถ่ หัวก็ไม่ล้านทำเป็นใจน้อยไปได้” ธีรภัทรแกล้งแหย่เพื่อน
“ฉันไม่ได้ใจน้อย แต่ฉันขี้เกียจมองหน้าซังกะตายของพวกแกสองคน เห็นแล้วพาลกินอะไรไม่ลง” คีตภัทรหันไปหยิบเครื่องดื่มบนโต๊ะขึ้นจิบระหว่างดูการแสดงบนเวที
“ที่ไล่ฉันสองคนกลับเนี่ยเพราะเจอเหยื่อที่จะมานั่งเป็นเพื่อนแล้วใช่ไหม” ตติยะถามเมื่อเห็นว่าสาวสวยนางหนึ่งซึ่งเขาคุ้นหน้าว่าเป็นลูกสาวคุณหญิงเจ้าของร้านเพชรเพียรส่งสายตาทอดสะพานให้คีตภัทรตั้งแต่เข้ามาในงาน คีตภัทรมองตามพลางส่งยิ้มให้สาวเจ้าแล้วหันมายักไหล่ให้เพื่อนสนิททั้งสอง
“หมั่นไส้คนเสน่ห์แรง” ธีรภัทรแสร้งว่า
“คนมันหล่อช่วยไม่ได้ แกสองคนแต่งงานแล้วหมดสิทธิ์นั่งนับเวลารอกลับบ้านไป”
“เออ ไอ้คนหล่อ วันไหนแกมีเมียแล้วกลายร่างจากเสือมาเป็นแมวแบบที่แกชอบว่าพวกฉันนะ วันนั้นฉันจะจัดงานฉลองต้อนรับเข้าสมาคมให้อย่างยิ่งใหญ่เลย” ตติยะว่าอย่างหมั่นไส้แล้วหยุดสนทนาเพียงเท่านั้นเมื่อบนเวทีเริ่มประกาศรางวัลให้กับเหล่าผู้มาร่วมงานในคืนนี้
ทั้งสามหนุ่มนั่งชมการแสดงและปรบมือแสดงความยินดีให้กับผู้ที่ได้รับรางวัลจากสาขาต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่พวกเขารู้จักคุ้นเคยดีจากการติดต่อร่วมธุรกิจและออกงานสังคมต่างๆ การประกาศรางวัลดำเนินไปอย่างต่อเนื่องซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้ผู้มาร่วมงานได้ไม่น้อยจนกระทั่งถึงรางวัลสำคัญนั่นคือรางวัลนักธุรกิจเจ้าเสน่ห์ซึ่งเปิดให้สาวๆ ทั่วประเทศร่วมโหวต
*“และแล้วก็มาถึงรางวัลที่เป็นไฮไลต์ของเราในค่ำคืนนี้นะครับ รางวัลที่ผมจะประกาศต่อไปนี้คือรางวัลนักธุรกิจเจ้าเสน่ห์ ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลคือผู้ที่ได้รับการโหวตจากสาวๆ ทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์<strong>High Society</strong>ที่ทางนิตยสาร High Society**เปิดให้โหวตตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ได้แก่...” พิธีกรเว้นจังหวะให้นักดนตรีได้บรรเลงเพื่อความตื่นเต้น “คุณคีตภัทร์ พิพัฒน์เดชา ขอเสียงปรบมือด้วยครับ”*ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศของพิธีกรชื่อดังบนเวทีเสียงปรบมือก็ดังกึกก้องไปทั้งห้องจัดเลี้ยงภายในโรงแรมหรูแห่งนี้ คีตภัทรยืนขึ้นโค้งคำนับให้ทุกคนและพาร่างสูงใหญ่ภายใต้สูทสีดำสนิทเดินก้าวไปบนเวทีอย่างมั่นใจ ใบหน้าหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากบวกกับชุดสูทสีดำสุดเนียบและท่วงท่าการเดินอันงามสง่าทำให้สาวๆ ภายในงานมองตามตาปรอย
“*คุณคีตภัทร พิพัฒน์เดชา ชายหนุ่มสุดหล่อที่คว้ารางวัลนี้ไปครอบครองไม่ใช่ใครที่ไหนครับทุกท่าน คุณคีตภัทรเป็นประธานบริหารแห่ง<strong>The Chic Group</strong>เจ้าของห้างสรรพสินค้าสุดหรูที่มีสาขาอยู่ทั่วเมืองไทยและกำลังขยายสาขาไปยังประเทศใกล้เคียงซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านเลยทีเดียว สาวๆคนไหนสนใจยื่นไปสมัครได้เลยนะครับ”*พิธีกรกล่าวถึงประวัติของคีตภัทรเพียงเล็กน้อยเพราะทราบดีว่าทุกคนในที่นี้รู้จักชายหนุ่มเป็นอย่างดีอยู่แล้ว คีตภัทรรับมอบถ้วยรางวัลจากเจ้าของนิตยสารและเดินไปกล่าวขอบคุณยังโพเดียมที่เตรียมไว้
“ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมได้รับตำแหน่งนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ” คีตภัทรกล่าวขอบคุณเพียงสั้นๆ ตามประสาคนพูดน้อยแต่รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากบวกกับน้ำเสียงนุ่มทุ้มก็ทำให้สาวๆ ในงานเคลิ้มตามราวโดนมนต์สะกด ชายหนุ่มก้าวลงจากเวทีและเดินกลับไปยังโต๊ะของตัวเองโดยทำเป็นไม่เห็นสายตาทอดสะพานจากหญิงสาวหลายคนที่ส่งมาให้ระหว่างทาง
“ยินดีด้วยครับพ่อหนุ่มเจ้าเสน่ห์” ตติยะแสดงความยินดีกับเพื่อน
“เออ ขอบใจ”
“แต่อันที่จริงฉันว่าแกน่าจะได้รางวัลอื่นมากกว่า” ธีรภัทรออกความเห็น
“รางวัลอะไรวะไอ้ธี” ตติยะหันไปถามเพื่อนอย่างสงสัย
“เพลย์บอยล่าสวาท” ธีรภัทรและตติยะหัวเราะออกมาพร้อมกันกับตำแหน่งที่ธีรภัทรมอบให้เพื่อน
“ไอ้บ้าธี ทำมาปากดีเมื่อก่อนแกกับฉันก็ไม่ต่างกันหรอก รวมทั้งแกด้วยไอ้เต้”
“นั่นมันเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ฉันเลิกเด็ดขาดแล้วโว้ย” ตติยะแก้ต่าง คีตภัทรหมั่นไส้เพื่อนจึงทำทีหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อโทรหาใครบางคน
“แกจะโทรหาใคร” ตติยะถามอย่างสงสัย
“ฉันจะโทรหาคุณเจนสักหน่อย”
“แกจะโทรหาเมียฉันทำไม”
“ฉันก็จะโทรไปในฐานะผู้หวังดีว่าเมื่อกี้ฉันเห็นสาวๆ โต๊ะข้างหลังส่งยิ้มให้แล้วแกก็ยิ้มตอบซะด้วย”
“ไอ้บ้าคีย์ แกวางโทรศัพท์ลงเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันแค่ยิ้มตอบตามมารยาท”
“ก็ไม่เป็นไร ฉันก็แค่อยากเล่าให้คุณเจนฟัง ส่วนแกก็กลับไปแก้ตัวกับคุณเจนเองสิ”
“ถ้าแกพูดแบบนั้นฉันคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้อ้าปาก แกวางโทรศัพท์ลงเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้คีย์” ตติยะพยายามแย่งโทรศัพท์จากมือของคีตภัทรแต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้
“แกสองคนนี่เล่นกันเป็นเด็กๆ เลิกแกล้งมันได้แล้วไอ้คีย์ แค่นี้มันก็ขวัญหนีดีฝ่อหมดแล้ว” ธีรภัทรปรามเพื่อนทั้งสองทำให้คีตภัทรและตติยะหยุดยื้อแย่งโทรศัพท์กันในทันที
“ถ้าไม่เห็นกับตาฉันไม่เชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตเสือร้ายแห่งวงการ แกกลัวคุณเจนขนาดนี้เลยเหรอวะ” คีตภัทรกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะขณะเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเสื้อสูท
“ฉันไม่ได้กลัว แต่เกรงใจโว้ย” ตติยะเถียง เขาไม่ขอเสี่ยงให้มีเรื่องแบบนี้ไปเข้าหูเจนิตาเด็ดขาด คราวก่อนที่มีข่าวนางแบบพรีเซนเตอร์ของโครงการหมู่บ้านจัดสรรมาที่เขาเป็นเจ้าของมาอ่อยแล้วมีผู้หวังดีส่งภาพที่อีกฝ่ายเซจะล้มแล้วเขาเข้าไปประคองยังทำเอาบ้านเกือบแตก ครั้งนั้นเขาต้องนอนนอกห้องถึงหนึ่งอาทิตย์ คนไม่มีเมียอย่างคีตภัทรจะไปเข้าใจอะไรว่าการนอนนอกห้องโดยไม่ได้กอดเมียมันทรมานขนาดไหน แถมเมียยังขยันส่งรูปตัวเองใส่ชุดนอนเซ็กซี่ขยี้ใจมายั่วทุกคืนจนเขาต้องตะกายผนังอย่างสุดแสนทรมาน ครั้งนั้นทำให้เขาเข็ดจนตายไม่กล้าทำอะไรที่ซุ่มเสี่ยงต่อการถูกเมียลงโทษอีกแล้ว
“ไม่กลัวแต่เกรงใจประโยคสุดคลาสสิคของพวกกลัวเมียสินะ” คีตภัทรยังไม่วายตอกย้ำ
“ปากดีไปเถอะไอ้คีย์ อย่าให้ถึงตาแกบ้างก็แล้วกัน ฉันจะยุเมียแกให้เล่นงานแกบ้างคอยดู”
“ไม่มีทาง” คีตภัทรยักไหล่
“ขอขัดจังหวะหน่อย ฉันแค่อยากบอกว่าไอ้ท่าทางมั่นใจแบบนี้ไอ้เต้เคยทำมาก่อน แล้ววันนี้มันมีสภาพยังไงแกคงเห็นอยู่แล้วนะ” ธีรภัทรบอกกับคีตภัทร
“แกอยู่เฉยๆ ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะไอ้ธี” ตติยะว่าเพื่อนที่พูดตอกย้ำความกลัวเมียของเขาให้คีตภัทรรู้
“อ้าว ฉันก็แค่เตือนให้มันดูแกเป็นตัวอย่าง ฉันพูดผิดตรงไหน” ธีรภัทรถามหน้าตาย
“ไม่ผิดเลยเพื่อน แต่ช่วยพูดเรื่องอื่นกันบ้างได้ไหม พูดเรื่องนี้แล้วฉันรู้สึกใจคอไม่ดี”
“โถ่เอ๊ย ไอ้เต้ แล้วทำเป็นปากดีว่าไม่ได้กลัวเมีย” คีตภัทรตอกย้ำแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
กว่างานเลี้ยงค่ำคืนนั้นจะจบลงทั้งธีรภัทรและตติยะก็บ่นอุบเพราะอยากกลับไปนอนกอดเมียทำให้คีตภัทรทั้งรำคาญและหมั่นไส้เพื่อนรักของตัวเองเป็นอย่างมาก สุดท้ายเขาก็ไล่สองคนนั้นกลับไปก่อนส่วนตัวเองนั้นหันไปส่งสายตาให้หญิงสาวโต๊ะข้างๆ อย่างรู้กันว่าค่ำคืนนี้ทั้งคู่จะไปลงเอยที่ไหน
หน้าบ้านหลังเล็กกะทัดรัดในยามเช้าตรู่ปรากฏร่างหญิงสาวบอบบางกำลังตักบาตรซึ่งเป็นกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน อมิตา พรทวี หญิงสาวเจ้าของรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นและใบหน้ารูปไข่สวยชนิดคนมองต้องเหลียวหลัง ใบหน้าเนียนสวยนั้นประกอบไปด้วยดวงตายาวรีรับกับจมูกโด่งและริมฝีปากบางสีชมพูสดอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องอาศัยลิปสติกเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวเก็บของเข้าบ้านเมื่อไหว้พระรับพรเสร็จสิ้น
“ไม่รู้จะขนเอาของดีๆ ไปใส่ทำไมให้สิ้นเปลือง พ่อแม่แกมันตายไปตั้งนานแล้วคงจะไม่มาเฝ้ารอกินของเซ่นไหว้จากแกอยู่หรอก” บุหงากล่าวกระแนะกระแหนหลานสาวของสามีซึ่งเธอไม่ชอบขี้หน้าและอยากกำจัดออกไปให้พ้นจากบ้านอยู่ทุกวันแต่ติดตรงที่สามีของเธอไม่ยอม
“หนูอิมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” อมิตาเลือกที่จะไม่ตอบโต้เพราะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์หากมีเรื่องมีราวขึ้นมาเธอก็ต้องเป็นฝ่ายผิดเสมอ
“จองหอง ทำเป็นอวดดีไปเถอะ ฉันจะต้องหาทางกำจัดแกออกจากบ้านนี้ไปให้ได้” บุหงาบอกกับตัวเองขณะมองตามอมิตาที่เดินขึ้นชั้นบนไปอย่างเกลียดชัง
อมิตาเดินเข้ามาภายในห้องนอนและเดินไปนั่งบนเตียงด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย มือบางเอื้อมไปหยิบกรอบรูปครอบครัวซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงอย่างเดียวของเธอมากอดเอาไว้พร้อมๆ กับหยาดน้ำตาที่ไหลรินไหล่บอบบางสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น
“พ่อขา แม่ขา หนูอิมคิดถึงพ่อกับแม่” อมิตาใช้นิ้วมือลูบไล้ไปบนรูปถ่ายที่มีบิดามารดาของเธอนั่งเคียงข้างกันโดยมีเธอซึ่งยังเป็นทารกอยู่ในอ้อมกอดของมารดา หญิงสาวปล่อยความคิดให้หวนสู่อดีตอันแสนเจ็บปวดอีกครั้ง ครอบครัวของเธออยู่กันอย่างเรียบง่ายมีความสุขจนกระทั่งเมื่อเธอมีอายุครบสิบสองปีบิดามารดาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุพร้อมๆ กัน อมิตารู้สึกว่าโลกทั้งใบของเธอมันถล่มลงมาต่อหน้า หญิงสาวรู้สึกหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เด็กผู้หญิงอายุสิบสองปีที่ต้องกำพร้าพ่อและแม่อย่างกะทันหันไม่ต่างจากเรือลำน้อยที่ลอยคว้างอยู่กลางคลื่นลมโดยไม่มีจุดหมาย อมิตาจำได้ดีว่าเธอนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าโลงศพของบิดามารดาจนเป็นที่เวทนาต่อแขกที่มาร่วมงาน ในตอนนั้นเธอจำได้ดีว่ามีเพียงนายอำนาจผู้เป็นพี่ชายของมารดาและเป็นลุงแท้ๆ ของเธอคอยปลอบโยนอยู่เคียงข้างและรับเธอมาอุปการะในขณะที่ญาติๆ คนอื่นต่างพากันหนีหน้าเพราะไม่อยากหาภาระให้ตัวเอง
อมิตาจำได้ดีว่านางบุหงาป้าสะใภ้และครองขวัญลูกสาวคนเดียวของผู้เป็นลุงค้านหัวชนฝาไม่ให้รับเธอมาเลี้ยงโดยเสนอให้ส่งเธอให้กับบ้านเด็กกำพร้าแต่ลุงของเธอไม่ยอมจนทำให้ลุงและป้าสะใภ้ทะเลาะกันใหญ่โต อมิตาซึ่งโตพอที่จะรับรู้อะไรๆ ได้จึงเดินไปบอกกับผู้เป็นลุงด้วยน้ำเสียงแสนเศร้า *“คุณลุงขา อย่าทะเลาะกับป้าบุหงาเลยนะคะ หนูอิมไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าก็ได้ค่ะ คุณลุงไปส่งหนูอิมทีนะคะ” อมิตาจำได้ว่าเธอเดินไปบอกกับผู้เป็นลุงแบบนั้นโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านเด็กกำพร้านั้นอยู่ที่ไหน และเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้างถ้าไปอยู่ที่นั่น แต่เพราะความเจียมตัวและไม่อยากให้ผู้เป็นลุงต้องเดือดร้อนเด็กน้อยวัยสิบสองปีจึงยินยอมที่จะไปแต่โดยดี “ไม่ได้ หนูอิมเป็นหลานของลุง ตราบใดที่ลุงยังมีชีวิตอยู่ลุงจะไม่ยอมให้หนูอิมต้องไปตกระกำลำบากแบบนั้นเด็ดขาด หลานคนเดียวจะไม่มีปัญญาเลี้ยงก็ให้มันรู้ไป”*ลุงของเธอประกาศต่อหน้าภรรยาและลูกสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังจนทั้งสองไม่กล้าขัดได้แต่แสดงอาการไม่พอใจและนำความโกรธเหล่านั้นมาลงที่เธอเสมอเมื่อลับสายตาผู้เป็นลุง ‘กาฝาก’ คำคำนี้ที่นางบุหงาและครองขวัญพูดกรอกหูเธออยู่ทุกวัน ซึ่ง อมิตาทำได้เพียงเก็บความเจ็บช้ำน้ำใจเอาไว้และแอบมาร้องไห้คนเดียวเสมอมา
ตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านของลุงอมิตาก็อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวและช่วยงานในบ้านทุกอย่างเท่าที่เด็กวัยสิบสองปีจะทำได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจแก่นางบุหงาซึ่งมักจะหาเรื่องมาต่อว่าเธออยู่เสมอ และเมื่อผู้เป็นลุงไม่อยู่อมิตาก็มักจะโดนรังแกจากครองขวัญผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธอแต่อีกฝ่ายไม่เคยคิดเช่นนั้น ครองขวัญพูดอยู่เสมอว่าเธอเป็นกาฝากที่มาแย่งความรักจากบิดาและทำให้บิดาของตัวเองต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูเธอ อะไรที่อีกฝ่ายควรจะได้ก็ไม่ได้เพราะบิดาต้องประหยัดเพื่อนำเงินนั้นไว้ส่งเสียเธอเรียน อมิตาได้แต่ก้มหน้ารับฟังคำกระทบกระเทียบเสียดสีนั้นเสมอมาและพยายามเอาความดีเข้าสู้ด้วยการเป็นเด็กดีและทำทุกอย่างที่บุหงาและครองขวัญใช้ให้ทำแต่ก็ไม่สามารถทำให้ทั้งคู่มองเธอในแง่ดีขึ้นมาได้
อมิตาแบ่งเบาภาระผู้เป็นลุงด้วยการปฏิเสธที่จะเรียนมหาลัยเหมือนคนอื่นๆ ด้วยการสมัคเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดพร้อมๆ กับทำงานไปด้วย แม้ผู้เป็นลุงจะไม่เห็นด้วยแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถขัดความตั้งใจเธอได้ ด้วยความมุมานะและอดทนในที่สุดเธอก็สามารถเรียนจบได้ตามกำหนดในขณะที่ครองขวัญโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเพราะติดผู้ชายจนทิ้งการเรียน อมิตารู้ดีว่าผู้เป็นลุงผิดหวังกับครองขวัญมากเพียงใดแต่ไม่พูดออกมาเพราะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไร อมิตาตั้งใจไว้ว่าจะย้ายออกจากบ้านของผู้เป็นลุงเมื่อมีงานทำและเลี้ยงตัวเองได้เพราะไม่อยากทนฟังคำดูถูกเหยียดหยามจากบุหงาและครองขวัญอีกต่อไป อีกอย่างเธอรู้ดีว่าบุหงาและครองขวัญเองก็รอวันที่เธอจะออกไปจากบ้านหลังนี้อยู่ตลอดเวลา หลังจากเรียนจบอมิตาได้เข้าทำงานเป็นพนักงานขายน้ำหอมแบรนด์ดังที่ห้างสรรพสินค้าสุดหรูอย่าง The Chic และด้วยความประหยัดอดออมทำให้เธอสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งซึ่งเธอตั้งใจจะใช้เงินจำนวนนี้สำหรับการขยับขยายไปอยู่ข้างนอกด้วยการซื้อคอนโดห้องเล็กๆ พร้อมทั้งเก็บอีกส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองชีวิต แต่ความฝันของเธอก็ต้องพังทลายเมื่อธุรกิจร้านอาหารของผู้เป็นลุงต้องปิดตัวลงเพราะโดนหุ้นส่วนโกงทำให้นายอำนาจกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยความเครียดทำให้นายอำนาจดื่มจนเมาและขับรถไปประสบอุบัติเหตุและผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้เป็นลุงไปตลอดกาล นายอำนาจไม่สามารถเดินได้อย่างปกติเหมือนเดิมอีกต่อไปเพราะระบบประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้รับความเสียหายทำให้ต้องใช้ไม้เท้าตลอดเวลา หลังจากที่ต้องกลายเป็นคนพิการนายอำนาจก็มีอาการป่วยทางใจตามมา นอกจากจะคิดว่าตัวเองเป็นภาระให้กับหลานสาวที่น่าสงสารแล้วยังตรอมใจกับการที่ภรรยาและลูกไม่สนใจใยดีทำให้อมิตาไม่อาจทิ้งผู้เป็นลุงออกไปใช้ชีวิตตามลำพังอย่างที่ต้องการได้ ส่วนนางบุหงานั้นเมื่อเสาหลักอย่างผู้เป็นสามีทำงานไม่ได้ก็ไม่คิดจะทำงานใดๆ โดยให้เหตุผลว่าแต่ไหนแต่ไรเธอไม่เคยต้องทำงานให้ลำบาก ถ้าสามีของนางไม่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูหลานกาฝากอย่างเธอก็คงมีเงินเก็บมากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายไม่ต้องตกระกำลำบากแบบนี้ อมิตาจึงไม่อาจเป็นคนอกตัญญูด้วยการทิ้งครอบครัวของผู้เป็นลุงออกไปมีชีวิตสุขสบายได้เพราะลูกสาวคนเดียวอย่างครองขวัญนั้นย้ายออกไปอยู่กับแฟนและไม่ดูดำดูดีบิดาเลยแม้แต่น้อย ส่วนนางบุหงานั้นก็เอาแต่ให้ท้ายลูกโดยไม่คิดจะช่วยแบ่งเบาภาระของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว อมิตาจึงทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานและดูแลผู้เป็นลุงเพื่อทดแทนบุญคุณที่ท่านชุบเลี้ยงเมื่อยามที่เธอไร้ญาติขาดมิตรหันไปทางไหนก็มีแต่คนเบือนหน้าหนี อมิตาปาดน้ำตาแล้วนำกรอบรูปครอบครัววางไว้บนหัวเตียงที่เดิมแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป
หลังจากแต่งตัวพร้อมไปทำงานอมิตาก็หยิบกระเป๋าเดินออกจากห้องนอนและสิ่งที่เธอทำเป็นประจำก่อนออกไปทำงานคือการแวะเข้าไปดูผู้เป็นลุงในห้องนอนด้วยความเป็นห่วง
“คุณลุงขา ทำอะไรอยู่คะ” อมิตาถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนเธอไม่เคยแสดงมันออกมาให้ผู้เป็นลุงเห็นเลยสักครั้งเพราะรู้ดีว่านายอำนาจคิดว่าตัวเองเป็นภาระทำให้เธอลำบากมาตลอด
“หนูอิมจะไปทำงานแล้วเหรอลูก” นายอำนาจที่นั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างหันมาถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ค่ะ หนูอิมจะไปทำงานแล้ว” อมิตาบอกพร้อมส่งยิ้มให้ผู้เป็นลุง
“เหนื่อยไหมลูก ลุงขอโทษนะที่ลุงเป็นแบบนี้ทำให้หนูต้องเหนื่อยอยู่คนเดียวโดยที่ลุงช่วยอะไรไม่ได้เลย”
“โถ่คุณลุงคะ คุณลุงพูดแบบนี้อีกแล้ว หนูอิมบอกแล้วไงคะว่าหนูอิมเต็มใจที่จะดูแลคุณลุง หนูอิมไม่ได้ลำบากอะไร หนูอิมเต็มใจค่ะ คุณลุงเลี้ยงหนูอิมมาตั้งสิบกว่าปีให้หนูอิมได้ตอบแทนคุณลุงบ้างนะคะ”
“มันไม่เหมือนกันหรอกลูก ตอนนั้นลุงอยู่ในสถานะที่เลี้ยงดูหนูอิมได้สบายแล้วก็ใช่ว่าลุงจะส่งเสียหนูอิมทั้งหมดเสียที่ไหน พ่อแม่หนูอิมก็ทิ้งเงินไว้ให้ก้อนใหญ่พอสมควร ไหนจะเงินประกันชีวิตอีก ถ้าวันนั้นลุงไม่ดื่มจนเมาวันนี้ลุงคงไม่ต้องมาเป็นภาระหนูอิมแบบนี้ หนูอิมทำงานก็เหนื่อยพอแล้วไหนจะต้องมาดูแลลุงอีก แถมบุหงาเขาก็ไม่เคยช่วยอะไรหนูเลยสักอย่าง นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยัง...” นายอำนาจเงียบไปอย่างละอายแก่ใจที่จะพูดออกมาถึงความร้ายกาจของภรรยาที่กระทำต่อหลานสาวของตัวเองแต่อมิตากลับไม่เคยถือโทษ
“คุณลุงอย่าคิดมากสิคะ ถึงคุณป้าบุหงาเขาจะไม่ค่อยชอบหนูอิมแต่เขาก็เป็นภรรยาของคุณลุง สามีภรรยาก็เหมือนคนคนเดียวกัน หนูอิมเคารพคุณป้าบุหงาเหมือนที่เคารพคุณลุงไม่แตกต่างกันค่ะ หนูอิมได้แต่หวังว่าสักวันคุณป้าบุหงาเขาจะเลิกรังเกียจหนูอิม” อมิตาบอกกับผู้เป็นลุงอย่างมองโลกในแง่ดีแม้จะรู้ว่าโอกาสที่บุหงาจะหันมารักใคร่เอ็นดูเธอนั้นเป็นไปได้ยากเต็มที
“ลุงก็หวังอย่างนั้นเหมือนกัน” นายอำนาจเปรยพลางลูบศีรษะหลานสาวที่นั่งซบใบหน้าอยู่กับตัก
“ทำงานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมากไหมลูก”
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ หนูอิมโชคดีที่เจอเพื่อนร่วมงานน่ารัก”
“ดีแล้วล่ะลูก คนดีๆ อย่างหนูอิมต้องพบเจอกับสิ่งดีๆ ในชีวิตแน่นอน” อมิตาเงยหน้าส่งยิ้มให้ผู้เป็นลุง
“หนูอิมก็คิดแบบนั้นค่ะ หนูอิมไปทำงานก่อนนะคะเดี๋ยวจะสาย”
“โชคดีนะลูก”
“เย็นนี้คุณลุงอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ หนูอิมจะซื้อมาฝาก”
“ไม่หรอกลูก มีอะไรลุงก็ทานได้ทั้งนั้น” นายอำนาจบอกอย่างเกรงใจ ตั้งแต่เขากลายเป็นคนพิการนายอำนาจก็ใช้ชีวิตด้วยความประหยัดเพราะอยากเก็บเงินค่าเช่าอาคารพาณิชย์อันเป็นรายได้เดียวของตัวเองไว้ช่วยแบ่งเบาภาระหลานสาว ชายวัยกลางคนนึกขอบคุณตัวเองที่เมื่อครั้งยังมั่งมีได้เจียดเงินส่วนหนึ่งไปซื้ออาคารพาณิชย์ย่านชานเมืองเอาไว้ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ปล่อยเช่าและเป็นรายได้อย่างเดียวของตัวเองที่ภรรยาอย่างบุหงานั้นไม่ทราบว่าเขามีสมบัติชิ้นสุดท้ายแห่งนี้อยู่ ซึ่งนายอำนาจก็นึกขอบคุณตัวเองอีกเช่นกันที่ไม่ได้บอกถึงทรัพย์สมบัติชิ้นสุดท้ายนี้ให้ภรรยาและลูกสาวรับรู้หาไม่แล้วมันคงจะต้องหลุดมือไปอย่างแน่นอน แม้เงินเดือนรวมค่าคอมมิชชั่นของหลานสาวในแต่ละเดือนจะไม่น้อยแต่เขาไม่อยากให้ครอบครัวเป็นภาระกับอมิตามากเกินไป โดยเฉพาะบุหงาที่ใช้เงินเก่งและเขาแอบได้ยินอีกฝ่ายขอเงิน อมิตาโดยใช้คำว่าบุญคุณมาอ้างอยู่เสมอ เขาจึงใช้เหตุผลข้อนี้ในการขอร้องให้อมิตารับเงินจากเขาทุกเดือนเพื่อแบ่งเบาภาระ อย่างน้อยก็ให้ถือเสียว่าเป็นเงินที่เขาใช้เลี้ยงดูภรรยาตัวเองในยามที่บุหงามาขอเงินจากอีกฝ่ายอมิตาจึงยอมรับเงินแต่โดยดีและช่วยกันปกปิดความลับเรื่องสมบัติชิ้นสุดท้ายของผู้เป็นลุงเอาไว้ให้ดีที่สุด
“หนูอิมไปทำงานก่อนนะคะ เจอกันตอนเย็นนะคะคุณลุง” อมิตายกมือไหว้ลานายอำนาจแล้วเดินออกจากห้องไป นายอำนาจมองตามหลานสาวด้วยแววตารักใคร่ปนซาบซึ้งกับความกตัญญูที่อีกฝ่ายมีให้
บทล่าสุด
#66 บทที่ 66 ตอนพิเศษ
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#65 บทที่ 65 วันวิวาห์ 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#64 บทที่ 64 วันวิวาห์ 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#63 บทที่ 63 กลับคืนสู่อ้อมกอด 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#62 บทที่ 62 กลับคืนสู่อ้อมกอด 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#61 บทที่ 61 ถูกพรากดวงใจ 3
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#60 บทที่ 60 ถูกพรากดวงใจ 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#59 บทที่ 59 ถูกพรากดวงใจ 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#58 บทที่ 58 แผนร้าย 2
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026#57 บทที่ 57 แผนร้าย 1
อัปเดตล่าสุด: 4/1/2026
คุณอาจชอบ 😍
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
โซ่สวาทร้อนรัก
“มันเรื่องของฉัน ตัวฉันของฉันนมก็นมของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่ง”
“ก็สิทธ์ของความเป็นผัวคนแรกของคุณไง นมคุณน่ะเป็นของผม ทั้งตัวคุณก็เป็นของผม...เข้าใจไหม? ”
คาเรน เซนโดริก อายุ 32 ปี
หนุ่มลูกครึ่งอเมริกา-อาหรับ ที่มีบุคลิกสุขุมเยือกเย็น เจ้าเล่ห์แสนกล และยังเป็นCEO บริษัทไอทีอินเตอร์เนชั่นกรุ๊ปชื่อดังในอเมริกาที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ในแต่ละวันจะมีสาวๆมาคอยปนเปรอสวาทให้เขาในทุกค่ำคืน และในที่สุดเขาก็จัดการเหยื่อสาวผิดคน เพราะคิดว่าเธอคือคนที่ลูกน้องหามา จึงใช้เงินปิดปากเธอให้จบเรื่อง แต่ใครจะคิดว่าเขาต้องมาเจอกับเธออีกครั้ง
ทับทิม รินลดา ชลวัตร อายุ 25 ปี
สาวแว่นช่างเพ้อ ที่มีความสามารถรอบด้าน พ่วงด้วยวาจาอันจัดจ้านไม่ยอมใคร จนถูกคัดเลือกให้ไปดูงานที่ดูไบ ต้องมาเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสาวสวยสุดมั่นสำหรับงานครั้งนี้ แต่พอไปถึงเธอกลับถูกซาตาน พรากพรหมจรรย์ไปตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง และซาตานคนนั้นก็ดันเป็นเจ้าของบริษัทที่เธอทำงานอยู่ แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อต้องเจอกับเขาอีกครั้ง
หลังคืนหนึ่งกับอัลฟ่า
ฉันคิดว่าฉันกำลังรอคอยความรัก แต่กลับกลายเป็นว่าฉันถูกอสูรร้ายย่ำยี
โลกของฉันควรจะเบ่งบานในเทศกาลคืนจันทร์เต็มดวงที่อ่าวมูนเชด แชมเปญซาบซ่านอยู่ในสายเลือด ห้องพักในโรงแรมที่จองไว้เพื่อให้ฉันกับเจสันได้ข้ามเส้นความสัมพันธ์นั้นเสียทีหลังจากรอมาสองปี ฉันสวมชุดชั้นในลูกไม้ตัวสวย แง้มประตูทิ้งไว้ แล้วเอนกายลงบนเตียง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า
แต่ชายที่ปีนขึ้นมาบนเตียงของฉันไม่ใช่เจสัน
ภายในห้องที่มืดสนิท อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรงชวนมึนหัว ฉันรู้สึกถึงมือคู่หนึ่ง...ร้อนรุ่มและเร่งเร้า...ที่ลูบไล้แผดเผาผิวของฉัน แก่นกายร้อนผ่าวที่กำลังตุบๆ ของเขากดเบียดอยู่กับความอ่อนนุ่มที่เปียกชื้นของฉัน และก่อนที่ฉันจะทันได้อ้าปากคราง เขาก็กระแทกกายเข้ามาอย่างแรง ฉีกกระชากความบริสุทธิ์ของฉันอย่างไร้ความปรานี ความเจ็บปวดแผดเผาไปทั่ว ช่องทางของฉันบีบรัดแน่นขณะที่ฉันจิกเล็บลงบนบ่าที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กของเขา พยายามกลั้นเสียงสะอื้น เสียงเฉอะแฉะดังก้องไปกับทุกจังหวะการสอดใส่ที่รุนแรง ร่างกายของเขาโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้งจนกระทั่งเขากระตุกเกร็ง ปลดปล่อยความอุ่นร้อนเข้ามาลึกล้ำในตัวฉัน
“สุดยอดไปเลยค่ะ เจสัน” ฉันเปล่งเสียงออกไปอย่างยากลำบาก
“เจสันคือใครวะ”
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ แสงไฟสาดส่องใบหน้าของเขา—แบรด เรย์น อัลฟ่าแห่งฝูงมูนเชด เป็นคนหมาป่า ไม่ใช่แฟนของฉัน ความหวาดผวาจุกอยู่ที่ลำคอเมื่อฉันตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
ฉันวิ่งหนีสุดชีวิต!
แต่หลายสัปดาห์ต่อมา ฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับทายาทของเขาในครรภ์!
ว่ากันว่าดวงตาสองสีของฉันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าฉันคือ ‘ทรูเมท’ ที่หาได้ยาก แต่ฉันไม่ใช่หมาป่า ฉันเป็นแค่แอล คนธรรมดาจากเขตมนุษย์ ที่ตอนนี้ต้องมาติดอยู่ในโลกของแบรด
สายตาเย็นชาของแบรดตรึงฉันไว้ “ในตัวเธอมีสายเลือดของข้า เธอเป็นของข้า”
ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมรับกรงขังนี้ ร่างกายของฉันเองก็ทรยศ มันกลับโหยหาสัตว์ร้ายที่ทำลายชีวิตฉัน
คำเตือน: เหมาะสำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป
คุณฮั่ว โปรดรักฉัน
เจ้าสาวตัวแทนของมาเฟีย
เขามัดมือและขาของฉันแยกออกจากกัน ตรึงไว้กับมุมเตียงทั้งสี่ด้าน แล้วค่อยๆ พับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น
แส้ม้าของเขาลากผ่านร่องสวาทของฉัน
ฉันรู้สึกได้ว่าส่วนนั้นของฉันเริ่มเปียกแฉะ และมีน้ำหยดลงมาตามต้นขา
เขาใช้แส้เฆี่ยนฉันเบาๆ แล้วออกคำสั่ง “บอกมาสิ เธอต้องการอะไร”
ตอนที่ฉันมารู้ว่าผู้ชายที่ฉันมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนด้วย—ผู้ชายคนเดียวกับที่ไล่ฉันออกจากงาน—คือเดเมียน คาวาเลียรี บอสมาเฟียผู้น่าสะพรึงกลัว มันก็สายเกินไปแล้ว
ฉันตกงาน ถูกแฟนหักหลัง และสูญเสียเงินค่ารักษาน้องสาวไป
ในตอนที่ฉันไม่เหลือหนทางไป เดเมียนก็ยื่นข้อเสนอให้ฉัน นั่นคือการเป็นเจ้าสาวตัวแทนของเขา แล้วเขาจะชดใช้หนี้สินทั้งหมดให้
ฉันไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเลือกฉัน แต่ฉันเข้าใจดีว่าตราบใดที่ฉันมอบทายาทให้เขาได้ ฉันก็จะช่วยชีวิตน้องสาวของฉันได้
ฉันตกลง
สัญญาเรียบง่าย—ไม่มีเซ็กส์ ไม่มีความรู้สึก เป็นเพียงธุรกิจเท่านั้น แต่เดเมียนกลับเป็นคนทำลายกฎของตัวเองด้วยมือของเขาเอง
หนุ่มคอลบอยมหาเศรษฐีกับฉัน
"หุบปาก" เขาพูดเสียงแหบพร่า จิ้กนิ้วลงบนสะโพกฉันแรงขึ้นอีก นำทางให้ฉันขยับบนตักเขาอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่วนเว้าแฉะเยิ้มของฉันเสียดสีกับส่วนแข็งขืนของเขา
"ฮ้า... ลูคัส..." ชื่อของเขาหลุดออกมาพร้อมเสียงครางดังลั่น เขาจับสะโพกฉันยกขึ้นอย่างง่ายดายแล้วกดลงมาอีกครั้งจนเกิดเสียงกลวงทึบที่ทำให้ฉันต้องกัดริมฝีปาก ฉันรู้สึกได้ว่าส่วนปลายของเขาจรดเข้ากับปากทางของฉันอย่างหมิ่นเหม่...
แก้มของอาเรียน่าแดงก่ำขณะจ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย ตระหนักได้ว่าเธอเผลอตัวเผลอใจไปแล้ว
"ได้เลย เอาไปให้หมด! ทั้งพ่อใจหิน แม่ที่เอาแต่ใจตัวเองและถูกตามใจจนเคยตัว แล้วก็ไอ้สารเลวอ่อนแอไร้ประโยชน์คนนี้!" อาเรียน่า ซัมเมอร์ ตัดสินใจปลดปล่อยตัวเองและทำทุกอย่างที่ใจต้องการ รวมถึงการมอบกายให้ใครสักคนหลังจากจับได้ว่าคู่หมั้นของเธอแอบไปนอนกับพี่สาวของเธอในอพาร์ตเมนต์ของเขา แต่จะมีใครเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดได้อีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เด็กขายจากคลับไดนาสตี้ยอดนิยม?
เด็กขายคนนั้นทั้งมีเสน่ห์และแสนหวาน เธออดใจไม่ไหวที่จะตกหลุมรักเขายิ่งนานวันที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน
อาเรียน่าพาเขาไปที่งานหมั้นงานหนึ่ง และทุกคนก็ต้องอุทานออกมา "นายน้อยไฟร์สโตน ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ได้ครับ/คะ"
ดวงตาของอาเรียน่าเบิกกว้างด้วยความตกใจ นายน้อยไฟร์สโตนเหรอ?! เขาคือเจ้าชายผู้โด่งดังแห่งวงสังคมเมืองหลวงไม่ใช่หรือไง?! แล้วตอนนี้เธอจะยังหนีจากใยรักที่เขากางดักไว้ได้อีกหรือ?
เรื่องรักฉบับร้อน (คุณใหญ่/คุณคิงส์/คุณยักษ์)
จันทราพร่างพราว เหมันต์หวนคืน
ทำให้ กัวจื่อหรานได้พบกับหลินอวี้เจิน
เขาต้องตามหาไข่มุกล้ำค่ากลับคืนสู่ตระกูล
ทว่าเขากลับพบว่าสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าคือนางที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
เจ้านายที่หลงใหล
อย่างไรก็ตามเธอไม่เคยคิดว่าเรื่องราวจะดราม่ามากเท่าวันรุ่งขึ้นเธอพบว่าประธานคนใหม่ของ บริษัท ของเธอเป็นคนที่เธอนอนหลับเมื่อคืนนี้! ยิ่งกว่านั้นเจ้านายใหม่คนนี้ดูใจแคบมากในขณะที่เขาขอให้แชนด์เลอร์มาที่สํานักงานของเขาในวันแรก
รักฉัน เกลียดฉัน
หนึ่งปีต่อมาเธอถูกขอหย่าและไม่เหลืออะไรเลย
เธอไม่ได้บ่นเกี่ยวกับมันเลย เธอรู้ว่าเป็นการแก้แค้นของเธอ สําหรับบาปใหญ่ที่พ่อของเธอได้กระทําต่อครอบครัวของเขา เธอต้องชดใช้... กับร่างกายของเธอ
เธอคิดว่าหลังจากการหย่าร้างเธอสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ ได้ แต่เธอคิดผิดโดยสิ้นเชิง!
โดยบังเอิญเธอกลายเป็นหุ้นส่วนงานของเขาและอยู่กับเขาทุกวัน
เธอคิดว่าเขายังคงเกลียดเธอ แต่เธอก็ค่อยๆตระหนักว่าเขาช่วยเธอในชีวิตและอาชีพและปกป้องเธอ
เขาบอกว่าเขาเกลียดความกล้าของเธอ แต่ทําไมเขาถึงให้ความอ่อนโยนของเธอ?
วันแล้ววันแล้วเธอตกหลุมรักเขา และเลิกวิ่งหนีเขา แต่... เขาจะรักเธอกลับมาไหม?
สามีรอบตัวของฉัน
แต่ค่าผ่าตัดสําหรับแม่สูงเกินไปและดาร์เรนไม่สามารถจ่ายได้เขาต้องขอเงินจากญาติและแม้แต่แฟนเก่า
อย่างไรก็ตามเขาไม่มีอะไรนอกจากความอัปยศอดสูและถูกทุบตีอย่างไร้ความปราณีขวาเมื่อเขามีเลือดออกและกําลังจะหมดสติบนพื้นแสงสีฟ้าที่ตกลงมาจากท้องฟ้าและดาร์เรนได้รับการเสนอข้อตกลงจากพระเจ้าว่าเขาสามารถมีทุกสิ่งที่เขาต้องการในชีวิตของเขารวมถึงชีวิตของแม่ความรักและเหนือสิ่งอื่นใด ศักดิ์ศรีของเขา ก็ต่อเมื่อ...
สามีของฉันอุ่นเตียง!
ในที่สาธารณะเขาเป็นตัวควบคุมเลือดเย็นและเด็ดขาดในหมู่อาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่
ในส่วนตัวเขาเป็นหมาป่าในผิวหนังของแกะเหมือนปิศาจตัวจริง เขาปล่อยเธอไปง่ายๆได้ยังไง?...













