บทนำ
"ท้องเหรอ...เธอเเน่ใจเเค่ไหนเชียวว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกฉัน"
บท 1
บทที่ 1
รักแรก(ร้าย)
ในร้านอาหารโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งมีชายบุรุษร่างหนากำลังนั่งกินอาหารอย่างเพลิดเพลินกับหญิงสาวอีกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน เสียงพูดคุยดังขึ้นเป็นระยะเคล้าไปด้วยเสียงหัวร่อต่อกระซิก แต่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่ชายหนุ่มหญิงสาวสองคนเท่านั้นที่สนุกเพราะผู้หญิงอีกคนได้เพียงแต่นั่งเงียบๆ
“ขอบคุณนะครับที่มา” ชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวนามว่า แพลทินัม แบล็ค เลกเคิร์ก เอ่ยขึ้น
“ฟ้าสิคะ ต้องขอบคุณคุณแพทที่อุตส่าห์ชวนฟ้ากับมัทมา ใช่ไหมมัท” ฟ้ารดาหญิงสาวรูปร่างดีเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่ฉีกกว้างปานจะถึงรูหู
“จ๊ะ” คนโดนเอ่ยชื่อตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะก้มหน้าไปสนใจอาหารตรงหน้าต่อ มัทนิภา ทิวารัตน์ จริงๆแล้วเธอไม่ได้อยากจะมาที่นี่เลยเพราะมาก็จวนจะปวดใจเปล่าๆ
จริงๆแล้วเขาก็แค่อยากจะชวนฟ้ารดาเท่านั้นแหละ แต่เพียงแค่เอาเธอมาเป็นข้ออ้าง คนที่รู้ว่าเป็นส่วนเกินใจจริงก็อยากจะวิ่งหนีแต่มันกลับทำอะไรไม่ได้
“เดี๋ยวผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”
“ค่ะ” ครานี้เป็นฟ้ารดาที่ตอบ พ้นร่างหนาของแพลทินัมแล้วหญิงสาวก็หันไปบอกบางสิ่งกับเพื่อนสาว
“มัท...มัทช่วยไปหยิบช้อนให้ฟ้าใหม่หน่อยได้ไหมพอดีว่ามันเปื้อนน่ะ”
“เปื้อนตรงไหนฟ้า ไม่เห็นจะเปื้อนเลย”
“เถอะน่ามัท ลุกไปเอาให้หน่อยพอดีว่าฟ้าเท้าเจ็บนิดหน่อยด้วย จะลุกก็คงลำบาก”
“โอเค ถ้าอย่างนั้นก็รอแปบนึงนะ” ว่าจบมัทนิภาก็ลุกออกไป คล้อยหลังมัทนิภาไปแล้ว ฟ้ารดาแอบหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า แล้วแอบเท่ใส่แก้วไวท์ของคนตัวโตแกว่งให้เข้าทีสองสามที จากนั้นก็หย่อนถุงนั้นลงกระเป๋าของมัทนิภาที่วางไว้ ปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก แล้วนั่งทำตัวเป็นปกติ
“เอานี่ฟ้า”
“ขอบใจนะ” มัทนิภายิ้มรับก่อนจะนั่งลงประจำที่ของตนเอง เพียงไม่ถึงนาทีจากนั้นแพลทินัมก็เดินกลับมา บทสนทนาและเสียงหัวเราะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งบรรยากาศก็เป็นเหมือนเดิมคือมัทนิภามิได้มีบทบาทใดๆมากนัก เพียงแค่นั่งมองและนั่งหัวเราะไปบ้างในบางครั้ง
“ฟ้าขอตัวสักครู่นะคะ” เพราะเสียงโทรศัพท์ดัง ฟ้ารดาจึงต้องรีบขอตัวไปรับ ซึ่งในระหว่างนั้นบนโต๊ะก็เหลือเพียงมัทนิภาและแพลทินัมเพียงสองคน
แม้เขาและเธอจะไม่ได้สนิทกันมากแต่ก็เรียกได้ว่ามีมิตรภาพที่ดีต่อกัน เขาส่งยิ้มน้อยๆให้มัทนิภาเป็นเชิงขอบคุณเล็กน้อยหลังจากสาวเจ้ายอมช่วยเรื่องนี้
แม้ว่าแพลทินัมนั้นจะมีรักแรกพบ แต่ได้ขึ้นชื่อว่าผู้ชายอย่างไรแล้วของแบบนี้มันก็ต้องมีกันบ้าง เรื่องของความชอบพอมันไม่เข้าใครออกใครหรอก ผ่านไปเกือบสิบห้านาที ฟ้ารดาก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีหน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนจะต้องปั้นยิ้มเมื่อเดินมาถึงโต๊ะและไปนั่งลงที่เดิม
“พอดีว่าฟ้าต้องกลับแล้วล่ะค่ะคุณแพท ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“ทำไมเร็วแบบนี้ล่ะครับ”
“พอดีว่าทางบ้านโทรมาค่ะ เลยต้องรีบเสียหน่อย” มันใช่ที่ไหนกันเล่าเพราะไอผู้ชายเฮงซวยนั่นแหละที่เป็นคนโทรมาขัดจังหวะทอง ทั้งยังขู่ว่าถ้าไม่รีบออกไปหามัน มันจะบอกความจริงแก่ผู้ชายตรงหน้า ว่าตนนั้นไม่ได้ใสซื่อดังที่เขาคิด
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรครับ คุณฟ้าจะให้ผมลงไปส่งไหมครับ”
“อย่าดีกว่าค่ะ ฟ้าเกรงใจ เราไปกันเถอะมัท” เอ่ยปฏิเสธก่อนจะหันไปชวนมัทนิภา
“เอ่อ ฟ้ากลับไปก่อนเถอะ พอดีว่ามัทมีที่อื่นต้องไปน่ะ” ใจจริงเธออยากนั่งอยู่ต่อที่นี่อีกสักพักเพราะโอกาสแบบนี้มันไม่ได้หาง่ายๆนัก
“อย่างนั้นเหรอ” ฟ้ารดาไม่อยากจะเชื่อจึงถามย้ำไปอีกครั้งหนึ่ง ปกติแล้วมัทนิภาจะไม่เป็นแบบนี้แต่ครั้งนี้เธอรู้ดีว่ามันเพราะอะไร เห็นทีว่าจะมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่มองไม่ออกว่ามัทนิภากำลังแอบชอบแพลทินัมอยู่ ...ไม่ได้! เธอจะปล่อยให้มัทนิภาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้!
“จ๊ะ”
“เดี๋ยวฟ้าไปเป็นเพื่อนก็ได้ กลับเถอะ” คะยั้นคะยอถึงที่สุดแต่สาวเจ้าตรงหน้าก็ยังปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณมัทเขาเอง”
“อย่างนั้นยิ่งไม่ได้เลยค่ะ” เธอพูดรัวเร็วจนแทบจะฟังไม่ทันจนแพลทินัมต้องขอฟังใหม่อีกรอบ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณไปเถอะ ทางบ้านน่าจะรออยู่นะครับ”
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ” สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ จำต้องเดินถอยห่างออกไปด้วยอาการร้อนรุ่มในอก มือกำเข้าหากันแน่นพยายามข่มอารมณ์เดือดดาลอย่างสุดกำลัง นึกขุ่นเคืองที่ทุกอย่างมันไม่ลงล็อกที่วางไว้! นึกขอบใจลึกๆที่มัทนิภาเป็นตัวเชื่อมทอดสะพานของแพลทินัมมาให้ แต่ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นเสียแล้ว
ฟากของแพลทินัมและมัทนิภาที่เหลือกันเพียงสองคนก็นั่งเงียบสักพักหนึ่ง แม้ว่ามัทนิภาอยากจะเอ่ยปากชวนคุยมากแค่ไหน แต่ก็ใจเธอมันก็ไม่กล้าพอ มันรู้สึกจุกแน่นในอกยอมรับว่าดีใจที่มีโอกาสได้กินข้าวร่วมกันแม้ว่าจะมีเหตุผลอื่นมาก็เถอะ
หัวใจของมัทนิภาพองโตทุกครั้งที่เห็นใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้า เพียงแค่เป็นรักแรกพบมันจะไม่ทำให้เธอปักใจรักได้มากขนาดนี้ หากว่าเขาไม่เคยช่วยชีวิตเธอไว้จากเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อน
ครั้งนั้นคือวันที่เธอมาหารุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยที่โรงเรียนของเขา วันนั้นฝนตกหนัก ใจจะรอให้ฝนซ่าก็คงจะช้าไม่ทันการ จึงได้ขอยืมร่มจากรุ่นพี่คนสนิท แล้วสาวเท้าเดินกลับบ้าน
แต่ทว่าระหว่างทางที่กำลังจะเดินออกนอกโรงเรียนดันมีรถที่วิ่งเข้ามาในโรงเรียนด้วยความเร็ว และเธอเองก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็พบว่ามันกำลังพุ่งตรงมาทางเธอเสียแล้ว หากยังโชคดีที่จู่ๆ ก็มีชายปริศนาคนหนึ่งเข้ามาดึงเธอให้รอดพ้นจากรถคันนั้นเสียก่อน
เงยหน้าขึ้นมามองก็พบว่าเป็นเขา ชายที่เธอเห็นเพียงครั้งแรกก็ทำให้ใจหวั่นไหว ตั้งตัวตั้งสติได้ก็เอ่ยขอบคุณ แพลทินัมพยักหน้าเป็นเชิงรับน้ำใจหนึ่งครั้งก่อนจะหันไปสั่งให้ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่มาด้วยกันไปตรวจสอบว่ารถคันนั้นเป็นใคร...และนั้นแหละจุดเริ่มต้นที่ประกอบรักแรกพบให้เป็น ‘รัก’ อย่างเต็มตัว
“คุณมัทจะไปที่ไหนครับ ผมจะได้ไปส่ง” แพลทินัมดึงมัทนิภาออกจากภวังค์เมื่อเสียงทุ้มแอบแหบซ่านเอ่ยถาม ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นรู้สึกราวกับว่ามันร้อนและกระสับกระส่ายนัก
“เอ่อ...ใกล้ๆนี้เองค่ะ ไม่เป็นไรดีกว่า” มัทนิภายิ้มตอบ แต่ทว่าสายตาก็พลันไปเห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดผายขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างสงสัย ในเมื่อที่นี่บรรยากาศภายในห้องอาหารก็เย็นช่ำจากเครื่องปรับอากาศขนาดนี้แต่ทำไมเขาถึงมีเหงื่อขึ้นเต็มดวงหน้าละ
“คุณแพทเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เป็นห่วงเพราะเห็นท่าทีไม่ค่อยดีของเขา ทั้งตอนนี้เสื้อสูทที่สวมอยู่ก็ถูกถอดออกมาวางไว้บนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ข้างกัน
“ไม่มีอะไรครับ ผมว่าเรากลับกันเถอะ” ข่มอาการที่เป็นอยู่ก่อนจะเรียกเก็บเงินแล้วเดินออกไป โดยมีมัทนิภาเดินเคียงข้างไปเพราะดูท่าทางแล้วไม่ดีแน่หากปล่อยเขาไปเพียงลำพัง
“คุณแพทคะ” เอ่ยเรียกเมื่อเห็นแพลทินัมเริ่มเดินคลำไปตามกำแพงทางเดิน เธอเดินเข้าไปประคองเขาไว้ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าจะล้มลงไป
“ถอยออกไป” แพลทินัมเริ่มพูดเสียงแหบพร่าไปเสียทุกที เริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้
“คุณ...” มัทนิภาสาวเท้าเข้าไปหาอีกก้าว ไม่ได้ฟังคำค้านของเขาเลยสักนิด
“ผมบอกว่าให้ออกไปยังไงเล่า!” คราวนี้เริ่มจะเสียการควบคุมยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อผู้หญิงตรงหน้าไม่ยอมฟังในสิ่งที่เขาพูด!
“ให้ฉันช่วยไหมคะ เผื่อว่า...”
“คุณช่วยไม่ได้ ถอยออกไป” แพลทินัมยังพยายามประคองสติ รีบก้าวยาวๆออกไปยังลานจอดรถที่อยู่ไม่ใกล้ทันที ในใจพลันนึกขุ่นเคืองทำไมเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเพราะอะไร แต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลาอะไรให้คิดมากนักว่าเป็นฝีมือใคร
“....” ดวงตาคู่กลมมองแพลทินัมนิ่งหลังจากเขาเดินถึงรถเรียบร้อยแล้วและกำลังจะก้าวขึ้นรถ ถ้าเขาไม่อยากจะให้ช่วยเธอก็จะไม่คะยั้นคะยอต่อไป ยืนมองคนตัวโตที่กำลังก้าวขึ้นรถ
แต่แพลทินัมเองก็เริ่มจะไร้สติควบคุมไปเต็มที เสี้ยวนาทีก็หันมองผู้หญิงที่เอ่ยอาสาช่วยก่อนหน้านี้
“คุณ...คุณอยากจะช่วยใช่ไหม” ไม่สนแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาเพราะตอนนี้แก่นกายช่วงล่างมันต้องการที่จะปลดปล่อยเต็มที! เอาเป็นว่าเขาจะรับผิดชอบสิ่งที่ตามมาทีหลังก็แล้วกัน
“คะ?” สงสัยในสิ่งที่เขาถาม ก่อนจะตกใจเมื่อมือหนาดึงดันเธอเขาไปในรถโดยที่ไม่ให้คำตอบอะไร ส่วนเขาก็รีบเหยียบคันเร่งมิดไมล์รีบตรงไปที่คอนโดฯที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองกิโลเมตรทันที
‘ตุ้บ!’
เสียงของบางสิ่งกระทบลงบนเตียงกว้างและนั้นก็คงไม่พ้นสิ่งใดนอกเสียจากมัทนิภา “คะ...คุณแพท คุณจะทำอะไร” เอ่ยถามเสียงสั่น พลางสายตาก็กวาดมองไปรอบๆอย่างหวาดกลัว พร้อมทั้งตรงหน้ายังมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนคายเนคไทเส้นหนาออกจากคอ ก่อนจะตามด้วยเสื้อที่ลอยออกไปตามๆกัน
“คุณบอกเองว่าอยากช่วย” สติแพลทินัมไม่หลงเหลืออะไรแล้วตอนนี้ มีเพียงแค่ความปรารถนาสวาทที่คุกกรุ่นอยู่คละคลุ้งไปหมด
“มะ...ไม่ใช่เรื่องนี้” เธอไม่ใช่คนใสซื่อที่จะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การขันอาสาก่อนหน้ามิได้หมายถึงเรื่องนี้เลยสักนิด เธอไม่ได้ปรารถนาให้มันเป็นเช่นนี้
“ผมขอโทษ...ผมจะรับผิดชอบเอง” จากนั้นเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรอีกต่อไป จับร่างของมัทนิภามาใต้ร่างของตนเองจับทึ้งสิ่งที่ติดกายออกไปจนหมดสิ้น แม้ว่าจะออกแรงกายขัดขืนแต่คนที่เชี่ยวชาญกว่าและแรงเยอะกว่าก็ทำให้สาวเจ้าทำไม่สำเร็จ
“คะ...คุณแพท” เสียงสั่นเครือไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้กับตน แพลทินัมหูตาพร่ามัวเพราะรสสวาทที่มันมากล้น ทำให้เขาเดินหน้าอย่างรวดเร็ว กดลงไปบดขยี้ริมฝีปากนั้นอย่างหิวโหย มือคลำตึงแขนทั้งสองของสาวเจ้าเอาไว้ ปากหนาหยักไล่เลี่ยชิมรสไปทั่วทั้งร่างจนมัทนิภาที่ผลักไสในคราวแรกเริ่มเผลอไผลตามไป
ลมหายใจอุ่นๆรดลงที่หน้าท้องของหญิงสาว ลิ้นแกร่งตวัดเลียสองสามทีจนคนใต้ร่างเสียวกระสัน จากนั้นก็ไม่รีรอสิ่งใดต่อได้ มือหนาจับสะโพกมนคลำวนอยู่สักพักก็เปลี่ยนไปจับที่เรียวขาก่อนจะจับมันแยกออกจากกัน
คนที่หวาดหวั่นเป็นอันต้องขัดขืนอีกรอบเมื่อรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะตามมา แต่ทว่าเสียงทุ้มลึกผสมความแหบซ่านคัดค้าน “ผมหยุดมันไม่ได้แล้ว” จากนั้นก็จับแยกอีกครา เขาไม่รีรอจะเล้าโลมต่อไป สอดกายแกร่งเข้าแทรกไปเสียทีเดียว
“เจ็บ...เจ็บเอาออกไป” น้ำตาเม็ดโตร่วงออกจากดวงตา เธอเจ็บจนร่างสะท้านไปทั้งร่าง แต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะทำดั่งที่ร้องขอเลย
“ผมขอโทษ” เขาค่อยๆเดินหน้ารุกรานเข้าไปภายใน แม้ว่าจะต้องการมากขนาดไหนแต่ก็ต้องควบคุมมิให้เป็นอันตรายกับคนใต้ร่าง แพลทินัมสัมผัสได้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ยังไม่เคยต้องมือชายใด
แรงถาโถมที่อยู่ด้านบนทำให้มัทนิภาสะท้านไปทั้งตัว ความรู้สึกหลายๆอย่างปนเปกันไปจนชวนให้สับสนไปหมด เธอจะร้องไห้เสียใจหรือสมควรเสี่ยวซ่านต่อรสสัมผัสนี้กันแน่...
น้ำตาไหลรินออกมาจากความอดสู้ที่ต่อต้านเขาไม่ได้ เธอไม่อยากจะให้เรื่องมันเป็นเช่นนี้เลย หากรู้ว่าการขันอาสาช่วยเหลือมันจะทำให้เธอต้องเจอเรื่องแบบนี้ เธอสาบานว่าจะไม่ทำมันเป็นอันขาด
รอยจูบและรสสัมผัสของแพลทินัมแม้ว่ามันจะรุนแรงแต่ก็อ่อนโยน เขากำลังทำให้เธอเป็นผู้หญิงใจง่ายที่กำลังเผลอไผลไปกับรสพิศวาสทางกาย มัทนิภาอยากจะต่อต้านใจแทบจะขาดแต่เขาก็ดึงให้เธอเข้าไปขับเคลื่อนพากันกระโจนขึ้นเหนือชั้นฟ้า จนหลงลืมความปรารถนาเดิมไปเสียหมด
แม้ช่วงเวลาจะผ่านไปแล้วร่วมสองชั่วโมงแต่คนที่โดนฤทธิ์ยานรกสาดเข้าใส่ก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวกายแกร่ง แม้ว่าสาวเจ้าใต้ร่างจะเป็นลมล้มพับไปแล้ว แต่เขาก็ห้ามให้ตัวเองหยุดมันไม่ได้ แพลทินัมรู้เป็นอย่างดีว่าอาการที่มันเกิดขึ้นมันไม่ได้มากจากตัวเองจริงๆ แต่มันมีสิ่งที่มากระตุ้นทำให้ต้องหิวกระหายเช่นนี้
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาสุดท้ายความปรารถนาถึงจุดไคล์แมกระเบิดออก ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนลมหายใจหอบสะท้านขึ้นลงเป็นจังหวะพลางหันไปมองที่มัทนิภาก่อนจะหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายสาว พักหายใจสักพักก่อนจะตัดสินใจเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
เพียงไม่นานบุรุษร่างหนาหุ่นกายสมส่วนเป็นที่น่าปรารถนาของสาวๆก็ออกมาพร้อมผ้าขนหนูที่พันเอวสอบไว้ คนตัวโตค่อยๆก้มตามเก็บสิ่งของที่กระจัดกระจายเพราะฝีมือตนเองขึ้นไปเรื่อยๆ
พลันสายตาไปปะทะเข้ากับกระเป๋าของมัทนิภาที่ตกกระจายอยู่ แพลทินัมสาวเท้าเข้าไปเก็บขึ้นแต่กระนั้นสายตาดันไปเห็นเข้ากับซองบางอย่างที่โผล่ออกมาจากกระเป๋าของสาวเจ้า เขาไม่ลังเลที่จะหยิบมันขึ้นมาพิจารณา
ดวงตาของแพลทินัมเข้งกร้าวขึ้นก่อนมือหนาจะกำซองยาที่มีหลงเหลืออยู่เล็กน้อยแน่น สายตาตวัดมองคนบนเตียงที่หลับใหลไม่รู้สึกตัว ถ้อยคำที่พ่นออกไปว่าจะรับผิดชอบหายไปทันตา เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะร้ายกาจได้ขนาดนี้!
สมองพลันสั่งการให้เดินเข้าไปหาคนที่นอนอยู่ด้วยโทสะที่มากล้น แต่ชายหนุ่มก็ต้องพยายามระงับมันเอาไว้ “ตื่นมัทนิภา ตื่น!” ไม่เพียงแค่เสียงที่เอ่ยเรียก แต่มีแรงกระชากของแพลทินัมเองด้วย ทำให้คนที่หมดแรงต้องค่อยปรือตาขึ้นมอง ก็พบกับดวงหน้าถมึงทึงอยู่เบื้องหน้า
เธอรีบถดตัวถอยหนีเพราะยังเกรงกลัวต่อสิ่งที่มันเพิ่งเกิดขึ้น กลัวว่าเขาจะกระทำสิ่งนั้นอีก แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเพราะคำพูดของเขา “ฉันไม่เอาเธออีกรอบหรอกนะ ไม่ต้องทำท่าทางแบบนั้น”
“....” สาวเจ้าก้มหน้างุนมองไปที่มือของตนเอง ในขณะตอนนี้มันกำลังซ้อนเข้าหากันบีบแน่นๆ ข่มอารมณ์น้อยเนื้อต่ำไว้ภายใน
“เธอจะอธิบายเรื่องนี้ยังไง” มือหนาชูสิ่งที่อยู่ในมือให้มัทนิภาดู
คนต้องอธิบายทำหน้าฉงน เธอไม่เข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในมือเขามันคืออะไร “อะ...อะไรคะ?”
“แล้วเธอคิดว่ามันคืออะไรละ” เขาไม่ตอบแต่เลือกที่จะสวนคำถามกลับคืน
“ฉันไม่รู้” เธอไม่รู้ว่าที่อยู่ในมือเขามันคืออะไร แล้วมันมาจากไหนเอามาให้เธอดูทำไมกัน
“จะไม่รู้ได้ยังไง ได้เมื่อสิ่งนี้มันอยู่ในกระเป๋าเธอ!” เสียงเข้มขบลอดไรฟันออกมา ทั้งยังปามันลงบนหน้าตักของมัทนิภา
“.....” หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังดวงหน้าของแพลทินัม แววตายามนี้ที่เขาเคยใช้มันมองมาที่เธอมันเปลี่ยนแปลงไป มิใช่มิตรภาพและความเชื่อใจ มีเพียงแต่ความเกลียดชังที่หยิบยื่นให้กัน
“ออกไป ออกไปก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหวพลั้งมือฆ่าเธอเสียก่อน” เพราะอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดขึ้นมันไม่อาจจะรอฟังเหตุผลอะไรได้อีกต่อไปแล้ว หลักฐานมันก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าใครเป็นคนทำ
“คุณแพทฉัน...” เธอจำได้ว่าเคยเห็นซองยานี้แวบๆ เมื่อครั้งที่ฟ้ารดาทำของหล่นออกจากกระเป๋าก่อนที่จะตรงไปที่ร้านอาหาร หน้าซองยาและตัวอักษรมันระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามันคือนิดเดียวกัน แต่ยังไม่ทันจะได้อ่านให้ละเอียดเพื่อนสาวก็ลนลานรีบหยิบไปเสียก่อน
“ออกไป!” คราวนี้มันเสียงมันสะท้านดังก้องไปทั้งห้องจนคนที่นั่งอยู่พยายามจะอธิบายต้องสะดุ้งโหยง
“ฉันอธิ...”
“ฉันจะไม่พูดเป็นครั้งที่สาม ถ้าเธอยังไม่ลุกออกไป ฉันเองก็จะไม่รับประกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น”
เช่นนั้นแล้วคนที่อยากจะอธิบายก็ต้องจำใจค่อยๆขยับพากายอ่อนล้าลงจากเตียงไป หากจะพูดตอนนี้มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร ผ้าห่มที่พันคลุมรอบกายแม้ว่ามันจะช่วยปกปิดไว้จนเกือบมิดแต่ทว่าความอายมันก็ยังมีมากล้นนัก
เรียวขาก้าวแตะพื้นแม้ว่ามันจะสั่นเทาแค่ไหน แต่เธอก็ต้องกัดฟันฝืนเดินต่อไปยังกองเสื้อผ้าเอามากอดไว้ ยามหันหลังให้เขาน้ำตาใสมันก็ร่วงเผาะออกมาสาวเจ้ายกมือขึ้นปาดมันทิ้งก่อนจะพากายบอบช้ำเดินเข้าห้องน้ำไป
เพียงไม่นานร่างของหญิงสาวก็ก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำ สายตาคู่เศร้ามองหาคนตัวโตเพื่อหวังจะอธิบายเรื่องราวอีกรอบ แล้วก็พบว่าเขากำลังยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงห้องและเธอไม่ลังเลเลยที่จะเดินเข้าไปหาเขาอีกครั้ง
“คุณแพท...”
ชายหนุ่มลูกครึ่งที่ยื่นอยู่หน้าระเบียงหันกลับมาด้วยแววตาขุ่นเคือง “จะเรียกร้องอะไร”
“ฉันอยากอธิบายเรื่องนั้น”
“....” แพลทินัมพยายามจะขบอารมณ์ที่สุดแม้ว่ามันจวนจะระเบิดแล้วก็ตาม
“ยาอันนั้นมันไม่ใช่ของฉันค่ะ ฉันไม่รู้ว่า...”
“ไหนหลักฐาน เธอมีอะไรมายืนยันไหม”
“....”
“ฮึ! ไม่มี อย่างนั้นก็กลับไป ออกไปสักที!”
“....” ไม่มีคำใดจะเอ่ย เธอไม่มีหลักฐานดั่งที่เขาว่าจริงๆ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการถอยทัพกลับไปและหวังว่าเรื่องราวแบบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นอีก และเธอคงจะไม่ได้พบเขาอีกแล้ว ไม่มีแล้วแม้แต่แววตาแห่งมิตรภาพ...
กายสาวร้าวระทมเดินถอยออกมา แต่พลันเมื่อมือที่จะเปิดประตูห้องนอนเขาออก ก็มีเสียงทุ้มวิ่งเข้ามาทิ่มแทงให้เจ็บปวดเป็นครั้งที่สอง
“อย่าหวังจะถามหาความรับผิดชอบจากฉัน...ลืมคำที่ฉันเคยพูดซะ เธอจะไม่มีวันได้มันเพราะไอยานรกนั่น” แพลทินัมเอ่ยด้วยความโกรธจัด
มัทนิภามองเขาด้วยสายตาตัดพ้อก่อนที่จะเดินจากไป...
หลังจากวันนั้นมัทนิภาก็เป็นไข้อยู่ราวๆสามวันเห็นจะได้ ยามที่หายป่วยก็ไปขอดูกล้องวงจรปิด แต่ทว่าในวันนั้นกล้องเกิดการขัดข้องพอดีไฟล์ที่รวบรวมหายไปหมด หากจะกู้คืนก็คงจะต้องใช้เวลา
มัทนิภาจึงตัดสินใจไปถามเอาความจริงกับฟ้ารดา และสิ่งที่ทำให้ตกใจคือเพื่อนเธอยอมรับว่าทำจริงๆ ทั้งยังกล่าวโทษว่าทุกอย่างเป็นเพราะเธอที่ทำให้มันผิดแผนไปหมด ท่าทีที่เปลี่ยนไปของฟ้ารดามันราวฟ้ากับเหว จากคนที่ใสซื่ออ่อนหวานแปรเปลี่ยนเป็นหญิงร้ายในทันตา
และในวันนั้นไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าเธอกับฟ้ารดาคงจะตัดขาดสะบั้นความสัมพันธ์ต่างคนต่างไป ไม่มีแล้วเยื่อใยที่เคยให้กัน เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างฟ้ารดาจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้
ความสัมพันธ์ที่มีมันมีแต่ความจอมปลอมทั้งนั้น หากจะให้ยอมรับความจริง เธอก็เสียดายเวลาที่เคยได้ใช้ร่วมกันมา มันมีเรื่องราวมากมายที่เป็นความทรงจำดีๆ แต่จะทำเช่นไรได้ในเมื่อทุกอย่างมันต้องมาถึงทางตันและจุดจบ
การใช้ชีวิตอย่างเงียบๆคล้ายว่าจะไม่ใช่สิ่งที่เธอเป็น เพื่อนร่วมงานที่สนิทกันก็นึกแต่กังวลว่าไปเจอเรื่องราวอะไรมาเพราะตอนนี้ก็ปาไปเกือบจะสองเดือนแล้วแต่มัทนิภาก็ยังเศร้าสร้อยเหงาใจอยู่เลย
“มัท แกเป็นอะไร ทำไมหมู่นี้ไม่ร่าเริงเลย” ศิวะเพื่อนหนุ่มแต่ใจสาวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันมีเรื่องให้ต้องคิดนิดหน่อยน่ะ” เงยหน้าจากกองงานที่กำลังตรวจให้เด็ก หันมาตอบเพื่อนพลางส่งยิ้มไปให้
“โอ้ย! ฉันละปวดหัว แกเลิกทำหน้าหงอยเป็นหมาสักทีได้ไหม เห็นแล้วมันไม่จอยเลยอ่ะ”
“เอาน่า อีกแปบเดียวก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว”
“ตอนไหนละยะ นี่จะปาไปเกือบสองเดือนแล้วนะ...งั้นเอาอย่างนี้ดีกว่าคืนนี้ไปเที่ยวกัน”
“ไม่เอาหรอก ขี้เกียจไป” อารมณ์ในตอนนี้ไม่อาจจะทำให้เธออยากจะไปไหน นอกจากจะไม่สนุกแล้วอาจจะทำให้บรรยากาศมันก่อยเสียด้วยซ้ำ
“ถือซะว่าไปเปิดหูเปิดตาเถอะนะ ฉันขอร้อง” ศิวะทำตาแป๋วๆ ส่งสายตาอ้อนวอนเพื่อนสาว
มัทนิภานึกตลกในท่าทางของเพื่อนจนอดยิ้มออกมาเสียมิได้ “โอเคๆ ก็ได้” สุดท้ายเธอก็แพ้ทางความขี้อ้อนนี้
“แกรับปากแล้วนะ ห้ามกลับคำด้วย ไม่อย่างนั้นฉันจะปรับเป็นสิบเท่าเลย”
“รู้แล้วน่า ไปๆแกไปสอนได้แล้ว”
“โอเค ไปละนะ”
ตกเย็นมัทนิภากลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่า ระยะทางกลับบ้านและโรงเรียนที่เธอบรรจุอยู่ไม่ไกลมาก ถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้ในสิ่งที่เลือกไว้
ประมาณสักสองเกือบสามทุ่ม ศิวะก็ขับรถเข้ามารับมัทนิภาที่คอยอยู่ที่บ้าน จากนั้นก็ตกลงว่าจะพากันไปสังสรรค์นั่งชิลกัน แต่ระหว่างทางศิวะดันมีที่ที่ต้องไปเสียก่อน
“ไปด้วยกันเถอะ ฉันเข้าไปไม่นานไปเป็นเพื่อนกัน” สถานที่ตรงหน้าคือคลับหรูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองศิวิไลซ์ ศิวะเข้ามาที่นี่ระหว่างจะไปสังสรรค์หาอะไรกินกับมัทนิภา เห็นว่าจะเข้ามาเอาเอกสารบางอย่างกับรุ่นพี่ที่รู้จักกันที่โทรศัพท์เข้ามาหลังจากออกรถได้ไม่ถึงห้านาที
มัทนิภาพยักหน้าแล้วก็เดินตามเข้าไป คงไม่เสียหายอะไรนักหากจะเดินเข้าสถานที่แห่งนี้ เพราะเกรงว่าจะยืนรอก็คงจะโดนยุงหามไปก่อนแน่ๆ
ยามที่เดินเข้ามาแสงและเสียงก็สาดส่องและดังอึกทึกครึกโครมไปทั่ว แสงหลากสีที่ส่องมา ทั้งยังดับๆติดๆชวนให้คนเดินเข้ามาเวียนหัวจวนจะอาเจียนออกมานัก ไม่รู้ว่าคิดกันยังไงถึงได้เอาไฟพวกนี้มาติดไว้
“แปบนะมัท รออยู่ตรงนี้ก่อน”
“อืม” มัทนิภาตอบขณะยืนรออยู่ที่หน้าห้องๆหนึ่ง ในขณะที่ศิวะเดินเข้าไปข้างใน ระหว่างรอสายตาหญิงสาวก็กวาดมองไปทั่วไม่รู้ทิศทาง สนใจกับสิ่งรอบข้างไปเกือบหมดเพราะน้อยครั้งที่เธอจะก้าวเดินมายังสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่ชอบสังสรรค์เพียงแค่เธอไม่ชอบสถานที่แบบนี้เพราะมองไปทางไหนมันก็ลายตาไปหมด
‘ตุบ’
“โอ้ย!” เสียงร้องดังออกมาน้อยเพราะคล้ายว่ามีใครเดินเข้ามากระแทกจนเธอก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่
“เป็นอะไร...คุณแพท” ตกใจเสียยิ่งกว่าอะไร ไม่คิดว่าจะมาเจอแพลทินัมเอาเสียที่นี่แถมสภาพเขาในตอนนี้ยังดูไม่ได้ เรียกได้ว่าเมาเละเทะ
“งาย...ม่ายคิดว่าจะเจอเธอที่นี่” คนตัวโตที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่เอ่ยทักถาม
“คุณเมาแล้วกลับบ้านเถอะค่ะ”
“ทำมาย หาเหยื่อรายใหม่อยู่เหรอ” แม้ว่าจะเมานัก แต่เขาก็ยังพอประคองสติได้และรับรู้ดีว่าคนตรงหน้านี้เป็นใคร ในตอนแรกตัดสินใจจะกลับขึ้นไปด้านบนที่เป็นห้องพักให้สำหรับนักท่องราตรีที่อาจจะหอบสังขารกลับไม่ไหวเช่นเขาได้อิงนอน แต่แล้วสายตาก็พลันเห็นสาวเจ้าเข้าเสียก่อน
“ฉันมาทำธุระ” แม้จะโกรธที่เขาพูดจาแบบนั้น แต่เธอก็คงสำนวนที่ว่า ‘อย่าถือสาคนบ้าอย่าว่าคนเมา’ เอาไว้ ในใจท่องพุทโธ พุทโธ
“หึ แอบเอายานรกนั่นมาจับเหยื่อรายใหม่ละสิไม่ว่า” ทั้งความคิดและแววตาที่เขามองเธอมันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจนมัทนิภาสัมผัสได้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ชายคนนี้คงจะเกลียดเธอแล้วสินะ แต่ทำไมหัวใจเธอมันยังรักเขาเล่า
“คุณกลับบ้านเถอะค่ะ เมาขนาดนี้คุยกันไปก็คงจะไม่รู้เรื่อง” ว่าพลางทำท่าเดินหนีแต่ทว่ามือหนาดันดึงแขนเธอไว้พร้อมยังกระชากเข้ามาหาตัว ลมหายใจอุ่นๆของเขารดลงที่ต้นคอสร้างความตื่นเต้นปนตื่นกลัวให้เธอนัก
“ฮึ ฉันเกลียดเธอ” จู่ๆแพลทินัมก็เปล่งคำพูดนั้นออกมา แม้ว่าวาจามันจะไม่ดัง แต่กระนั้นมันก็สะท้านไปทั้งทรวงของคนฟัง ราวกับว่ามีก้อนหินก้อนใหญ่หล่นมาทับและมีคนถือค้อนปอนด์อันยักษ์มาทุบซ้ำให้มันเจ็บอีกครา
แพลทินัมพูดเสร็จก็ผละตัวออก ก่อนจะเดินหมุนตัวกลับไปยังห้องที่จองไว้
“ฉันทราบค่ะ” เธอจะรับรู้มันไว้ สายตาที่วาววับไปด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่ออยู่ดวงตา แต่มันยังคงไม่ไหลออกมาตอกย้ำความอดสูของเธอ ที่ตอนนี้คล้ายว่ามันจะมีมากเสียจนน่าละอายใจ
‘ปัก’ แต่ทว่าเสียงชนอะไรสักอย่างดังขึ้นเรียกความสนใจให้มัทนิภาหันกลับไปดู แล้วเธอก็ได้เห็นว่าเสียงนั้นไม่ได้มาจากคนอื่นคนไกลเพราะเสียงนั้นมันมาจากแพลทินัมที่ตอนนี้กำลังพยุงตัวขึ้นมือเรียวหนาคลำยันกำแพงไว้นั่นเอง
มัทนิภารีบเข้าไปประคองเขาขึ้น แต่ดูท่าว่าสติชายหนุ่มจะเริ่มหายไปหมดแล้ว แล้วแบบนี้เธอจะพาเขาไปไหนกัน ตัวก็ไม่ใช่เล็กๆ ก็เข้าใจแหละว่าเป็นลูกครึ่ง แต่ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไปมันถึงได้ใหญ่และบึกบึนขนาดนี้
ขณะเดียวกันก็มีชายคนหนึ่งที่เธอคุ้นตาและเห็นว่าอยู่กับแพลทินัมตลอดเดินเข้ามาใกล้
“โอ้วนาย ทำไมเมาแบบนี้ครับเนี่ย” ไดม่อนที่เพิ่งมาเอ่ยทักผู้เป็นนายที่โดนห้อยประคองอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งแสนคุ้นตา ก่อนจะประคองแพลทินัมมาไว้ที่ตนเองแทน
“ท่าจะเมาหนักค่ะ ฉันว่าคุณพาเขากลับบ้านเถอะ”
“นายคงจะจ้องห้องไว้ที่นี่แหละล่ะครับ รบกวนคุณช่วยอีกแรงได้ไหมครับ”
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีว่าฉันต้องไปทำธุระต่อ”
“ไม่เป็นไรครับ” ไดม่อนยิ้มก่อนจะพาแพลทินัมเดินไป
“นายเดินดีๆสิ ตัวก็ใหญ่ไม่ใช่เล็กๆ แล้วนี้ยังดื่มจนเมาเละแบบนี้อีก” ไดม่อนประคองแพลทินัมไปแกมบ่นอุบไป พร้อมท่าทางยังทุลักทุเลอีก เขากับคนเป็นนายสนิทกันมากชนิดที่ว่าสามารถพูดเล่นกันได้ แต่ในความพูดเล่นกันได้นี้มันก็ต้องอยู่ในขอบเขตไม่มากจนเกินพอดี
“เดี๋ยวฉันช่วยค่ะ” เห็นทั้งสองที่ดูท่าแล้วน่าจะพากันล้มหงายเป็นแน่ก่อนจะถึงห้องพักแพลทินัม เธอจึงตัดสินใจเข้ามาช่วย หากปล่อยไว้ไม่รู้ว่าคืนนี้จะถึงหรือเปล่า
“ขอบคุณครับ” ไดม่อนเอ่ยตอบ พลางทั้งสองก็พากันขนร่างหนาของแพลทินัมไปยังห้องที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
‘ตุบ’ แพลทินัมถูกบ่อยลงเตียง ไดม่อนและมัทนิภาช่วยกันจัดแจงท่าทางให้เขาได้นอนสบายขึ้น เสร็จแล้วจึงนึกขึ้นได้หันว่ายังไม่ได้ทักทายหญิงสาวอย่างเป็นทางการเลย
“อ่อ ลืมเลย ผมไดม่อนครับ” แม้ว่าจะได้เจอกันหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้แนะนำตัวกับผู้หญิงตรงหน้าเลยสักครั้ง
“มัทนิภาค่ะ เรียกว่ามัทเฉยๆก็ได้ค่ะ” สาวเจ้ายิ้มตอบ
“ถ้าอย่างนั้นคุณมัทเรียกว่าพี่ก็ได้ครับ ดูเป็นกันเองดี แล้วดูเหมือนว่าเราจะเคยเจอกันบ่อยด้วย ใช่ไหมครับ”
“อ่อค่ะ พอดีว่ามัทเข้าไปหารุ่นพี่ที่โรงเรียนวราลีบ่อยๆน่ะค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะพี่ไดม่อน เรียกมัทแค่มัทก็พอค่ะไม่ต้องมีคงมีคุณหรอก” เธอยิ้ม
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น มัทขอตัวก่อนนะคะ”
“เราออกไปพร้อมกันก็ได้ พอดีว่าพี่ต้องรีบออกไปข้างนอก ทางโรงเรียนแจ้งมาว่าเหมือนขโมยเข้าไปขโมยของในโรงเรียน ลำพังจะให้นายไปตอนนี้ก็คงจะไม่ได้เสียแล้ว” ที่มาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้แหละ ทางโรงเรียนวราลีพิทยาคารแจ้งมาว่ามีขโมยแอบลักลอบเข้าไปขโมยของภายในนั้น
เมื่อได้รับข่าวแล้วโทรหาแพลทินัมเจ้าตัวก็ไม่ยอมรับสาย จำได้ว่าเมื่อครั้งแยกกันล่าสุดเจ้านายหนุ่มบอกว่าจะมาที่แห่งนี้ตนจึงตามมาถูก
มัทนิภาและไดม่อนเดินออกมาพร้อมกัน แต่ทว่ายามนี้มือของมัทนิภากำลังล้วงควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อโทรหาศิวะก็ดันหาไม่เจอ สงสัยอาจจะร่วงลงตอนที่ช่วยหามแพลทินัมไประหว่างทางเป็นแน่
ดังนั้นเธอจึงต้องไปดูที่ต้นทางที่เจอกัน แต่กระนั้นเมื่อมาถึงก็ไม่พบ ไดม่อนที่เดินมาด้วยเห็นท่าทีที่ร้อนรนของมัทนิภาก็ร้องถาม
“มีอะไรหรือเปล่ามัท”
“พอดีว่าโทรศัพท์มัทหายไปไหนไม่รู้ค่ะ เดินมาหาทางนี้ก็คิดว่าจะมี แต่ดันไม่มีเสียได้”
“ไปดูที่ห้องนายไหม เผื่อว่าจะหล่นไว้”
“มัทไม่กล้าเข้าไปหรอกค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก พี่ว่านายน่าจะหลับเป็นตายไปแล้วละ นี่คีย์การ์ด” ไดม่อนส่งคีย์การ์ดให้พร้อมยิ้มให้ด้วย
“แล้วพี่ไดม่อนไม่เข้าไปด้วยกันหรือคะ”
“โทษทีนะ พี่ต้องรีบแล้วละ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” มัทนิภายิ้มส่งในขณะที่ไดม่อนก็เดินเลี่ยงออกไป และเพียงแค่เสี้ยววินาทีศิวะก็โผล่ออกมาหลังจากทำธุระเสร็จพอดี
บทล่าสุด
#28 บทที่ 28 นิยามของคำว่า 'รัก'
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#27 บทที่ 27 ความรักที่หวนคืน
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#26 บทที่ 26 ของขวัญชิ้นสำคัญ
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#25 บทที่ 25 หัวใจแทบสลาย
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#24 บทที่ 24 สืบหาความจริง
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#23 บทที่ 23 ร่มคันนั้น... และสิ่งที่เติมเต็ม
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#22 บทที่ 22 เหตุร้าย
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#21 บทที่ 21 คนที่ไม่สำคัญ
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#20 บทที่ 20 ดวงใจที่เคลื่อนไหว
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026#19 บทที่ 19 คลื่นหัวใจ
อัปเดตล่าสุด: 1/21/2026
คุณอาจชอบ 😍
I’m evil guy ปีศาจตัวร้ายพ่ายรัก
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
เด็กดื้อคนโปรด (ของมาเฟีย) BAD
หนุ่มหล่อ ลูกชายมาเฟียตระกูลใหญ่ผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถูกผู้หญิงหลายคนตราหน้าว่าไร้หัวใจ ถึงอย่างนั้นเพราะความหล่อก็ยังมีผู้หญิงอีกมายมายที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขา
แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารังเกียจและไม่อยากเจอหน้าถึงแม้เธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันมีค่าในสายตาของเขา
“อยากเป็นเมียฉันมากไม่ใช่หรือไง ฉันกำลังจะสนองให้เธอเป็นอยู่นี่ไง แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียแต่ง อย่าคิดหวังสูงเกินไป!!”
มิลิน
เธอถูกคนที่ตัวเองแอบรักมาตั้งแต่เด็กรังเกียจเพียงเพราะเขาคิดว่าแม่เธอคือเมียน้อยของพ่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่สนใจใยดีอะไรเธอเลย แต่เธอก็ยังรักเขาหมดหัวใจ
ทั้งที่คิดว่าหากยอมยกร่างกายให้เขาแล้วจะได้ความรักกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความเกลียดชัง
ลิขิตรักนายสุดหื่น
เรื่องย่อ....
“คุณอัสลาน… คุณออกไปห่างๆฉันหน่อยได้ไหม…ห้องครัวนี่มันก็กว้างมากเลยนะคุณ ทำไมคุณต้องมาใกล้ฉันขนาดนี้ด้วย…”
“ก็ผมอยากจะดูว่าคุณใส่ยาเสน่ห์อะไรลงไปในอาหารหรือเปล่า เพราะช่วงนี้ผมรู้สึกโหยหาคุณตลอดเลย…”
“ใครจะบ้ามาใส่ยาเสน่ห์ให้คุณกินล่ะ แค่นี้ฉันก็แทบไม่ได้นอนแล้ว… ขืนใส่ยาเสน่ห์ให้คุณกิน ฉันไม่นอนแกผ้าให้คุณเอาทั้งวันเลยเหรอ…”
“หึๆ…ก็คุณมันน่ามั่นเขี้ยวนิ จะจับจะตบตรงไหนก็แน่นไปหมดเลย…แถมกลิ่นตัวก็หอมไปยันหอยเลย…อืม…พูดไปแล้วขอผมดมให้ชื่นใจหน่อยสิ วันนี้ทำงานมาโคตรเหนื่อยเลย…”
“อื้อ…คุณจะทำอะไรน่ะคุณฮัสลาน นี่มันในห้องครัวนะคุณ…เดี๋ยวพวกแม่บ้านเดินเข้ามาจะทำยังไงคะ…ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ จะมาดมอะไรตรงนี้”
“ก็ผมอยากดมตอนนี้ไงคุณ…เห็นหน้าคุณแล้วผมก็รู้สึกเสี้ยนจนทนไม่ไหวแล้วเนี่ย…ขอผมดมให้ชื่นใจหน่อยเถอะ”
“อ้ะ….คุณอัสลาน….อื้อ….ทำไมคุณมันหื่นแบบนี้เนี่ย….เอามือของคุณออกไปนะ เดี๋ยวคนมาเห็น….อ้ะ…ซี๊ด…อ่าส์….”
ขย่มรักมาเฟีย
"ความทรงจำบ้าบออะไรของคุณ ฉันไม่อยากจะทบทวนอะไรทั้งนั้น ออกไปห่างๆฉันเลยนะ...อื้อ...ปล่อยฉันสิ ไอ้มาเฟียบ้า...จะมายุ่งกับฉันทำไมห้ะ!...."
"ไม่ยุ่งกับเมีย...แล้วจะให้ไปยุ่งกับหมาแมวที่ไหนล่ะหึ...ไม่ได้เจอตั้งนาน...คิดถึงดุ้นของผมไหม...อยากจะอม...อยากจะเลียเหมือนที่เคยทำหรือเปล่า...."
"ไม่....ถ้าคุณเสี้ยนมากนักก็ไปเอากับผู้หญิงของคุณสิ..ผู้หญิงพวกนั้นเขาเต็มใจทำให้คุณแบบถึงอกถึงใจ คุณจะมาบีบบังคับฉันให้เสียแรงทำไม"
"ก็ผู้หญิงพวกนั้นมันไม่ตื่นเต้นเหมือนกับคุณนิ....ผมชอบใช้แรง...โดยเฉพาะกับคุณ....ชอบเยแรงๆ....ตอกแบบจุกๆ และที่สำคัญผมชอบตอนที่คุณครางเหมือนคนกำลังจะตายตอนที่ผมกำลังเอาคุณ"
"ใครโดนคุณเอาก็ต้องครางเหมือนจะตายกันทั้งนั้นแหละ ใหญ่เกินบ้านเกินเมืองซะขนาดนั้น ไปผู้หญิงเอาพวกนั้นไป อย่ามายุ่งกับฉัน...อื้อ...ปล่อยฉันสิ"
"ทำไมชอบไล่ให้ผมไปเอาคนอื่นนักหึ....ไม่เข้าใจเหรอว่าผมจะเอาคุณ....ผมชอบหอยฟิตๆของคุณมากกว่า...ผมหลง...ผมคลั่งไคล้...และผมก็อยากจะได้มันอีก...หลายๆครั้ง....ซ้ำแล้วซ้ำเล่า....จนกว่าหอยน้อยๆของคุณมันจะรับไม่ไหว...อืม....ไม่ได้เอามานานแล้ว....คุณให้ใครมาซ้ำรอยผมหรือเปล่า...."
ร้ายซ่อนรักฉบับโหด
เขา ริกกี้ ชีวิตที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ หัวหน้าทีม RED SUN ผู้ซ่อนรอยร้าวไว้ใต้ใบหน้าแสนเลือดเย็น ความหื่นร้ายของเขาสยบผู้หญิงได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้น...
ปัง!!
ใครจะคิดว่าในโลกนี้ยังมีคนโง่เอาตัวเข้าไปบังกระสุนให้คนอื่นโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ทว่า เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในวันนั้นกลับเป็นเหมือนด้ายแดงผูกโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน
โซ่สวาทร้อนรัก
“มันเรื่องของฉัน ตัวฉันของฉันนมก็นมของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่ง”
“ก็สิทธ์ของความเป็นผัวคนแรกของคุณไง นมคุณน่ะเป็นของผม ทั้งตัวคุณก็เป็นของผม...เข้าใจไหม? ”
คาเรน เซนโดริก อายุ 32 ปี
หนุ่มลูกครึ่งอเมริกา-อาหรับ ที่มีบุคลิกสุขุมเยือกเย็น เจ้าเล่ห์แสนกล และยังเป็นCEO บริษัทไอทีอินเตอร์เนชั่นกรุ๊ปชื่อดังในอเมริกาที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ในแต่ละวันจะมีสาวๆมาคอยปนเปรอสวาทให้เขาในทุกค่ำคืน และในที่สุดเขาก็จัดการเหยื่อสาวผิดคน เพราะคิดว่าเธอคือคนที่ลูกน้องหามา จึงใช้เงินปิดปากเธอให้จบเรื่อง แต่ใครจะคิดว่าเขาต้องมาเจอกับเธออีกครั้ง
ทับทิม รินลดา ชลวัตร อายุ 25 ปี
สาวแว่นช่างเพ้อ ที่มีความสามารถรอบด้าน พ่วงด้วยวาจาอันจัดจ้านไม่ยอมใคร จนถูกคัดเลือกให้ไปดูงานที่ดูไบ ต้องมาเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสาวสวยสุดมั่นสำหรับงานครั้งนี้ แต่พอไปถึงเธอกลับถูกซาตาน พรากพรหมจรรย์ไปตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง และซาตานคนนั้นก็ดันเป็นเจ้าของบริษัทที่เธอทำงานอยู่ แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อต้องเจอกับเขาอีกครั้ง
เมียขัดดอก
"คุณหมอคะฉันขอร้องล่ะคุณหมอช่วยแม่ฉันด้วยเถอะนะ" หญิงสาวขอร้องอ้อนวอนถึงขั้นยกมือขึ้นมากราบไหว้
"ทางเราช่วยได้เท่าที่ช่วยจริงๆ" ถ้าเขาทำแบบนั้น โรงพยาบาลของเขาอาจจะถูกฟ้องได้ ซึ่งมันไม่เป็นผลดีเลย และมันก็ไม่คุ้มกับการเสี่ยง
"ฉันขอร้องล่ะค่ะ จะให้กราบเท้าฉันก็ยอม"
"คุณอย่าทำแบบนี้เลย"เขารีบพยุงร่างของหญิงสาวที่กำลังจะคุกเข่าลงตรงหน้าให้กลับขึ้นมายืนใหม่อีกครั้ง
"คุณจะให้ฉันทำอะไรก็ได้ ฉันเคยเรียนหมอมาค่ะ ฉันคงพอช่วยงานคุณได้ไม่มากก็น้อย" เพราะเธอเคยเรียนมาด้านนี้ก็เลยรู้ว่าใครที่สามารถจะช่วยแม่ของเธอได้ และก็รู้ด้วยว่ามันเสี่ยงมากถ้าจะทำแบบนี้
"คุณก็เคยเรียนหมอมา คุณก็คงจะรู้ผมคงช่วยไม่ได้"
"ถ้าเปลี่ยนจากช่วยงานเป็นเอาร่างกายของฉันแลกเปลี่ยนได้ไหมคะ"
"คุณพูดอะไร"
"ถ้าคุณหมอยอมช่วยผ่าตัดให้แม่ฉันฉันจะยอมมอบร่างกายให้คุณค่ะ" เธอมีคนที่จะมาบริจาคอวัยวะแล้ว เหลือแค่การผ่าตัดเท่านั้น..
พิษรักคุณหมอ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเอง
สปอยล์เนื้อหาบางส่วน
“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน
โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด













