บทนำ
น้ำเสียงอ้อนวอนกึ่งขอร้องของมารดาที่พูดตอกย้ำคำเดิมๆ พร้อมกับร่างที่ยืนอยู่ข้างเตียงซึ่งเห็นชัดเจนก่อนหน้าค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา จนพิมพกานต์ต้องผุดลุกขึ้นนั่งพร้อมกับร้องเรียกเสียงหลง
“แม่!”
ข้างเตียงที่เมื่อครู่มีร่างอวบท้วมยืนอยู่บัดนี้หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ราวกับเรื่องเมื่อครู่คือความฝันหรือไม่เธอก็ตาฝาดไป หญิงสาวยกมือขึ้นขยี้ตาพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
หรือเมื่อกี้เธออาจจะฝันไป แต่ฝันอะไรจะเหมือนจริงถึงเพียงนี้
ครั้นเหลียวมองนาฬิกาหัวเตียง...เพิ่งจะตีห้าครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาตื่นปกติของเธออยู่แล้ว ร่างสูงระหงในชุดเสื้อยืดตัวใหญ่จึงก้าวลงจากเตียง ไปยืนตรงตำแหน่งที่เมื่อครู่เห็นร่างของมารดายืนอยู่ วูบหนึ่งภาพที่เห็นพลันหวนกลับเข้ามาในความคิดคำนึงจนเธออดวิตกกังวลไม่ได้ แม้จะบอกกับตัวเองว่าตาฝาดหรือเป็นความฝันก็ตามที
ความรู้สึกแปลกๆ ระคนหวาดหวั่นบางอย่างแทรกเข้ามาในใจจนขนอ่อนที่แขนพากันลุกชัน ต้องรีบสลัดความรู้สึกดังกล่าวออกไปโดยเร็วก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำ ซึ่งน้ำเย็นๆ จากฝักบัวช่วยให้สมองของพิมพกานต์รู้สึกปลอดโปร่งขึ้น พลอยทำให้ลืมเรื่องที่กำลังวิตกกังวลไปได้ชั่วขณะ
บท 1
“น้องแพง น้องแพง”
เสียงอ่อนโยนคุ้นหูที่ได้ยินแว่วๆ ปลุกพิมพกานต์ที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขอยู่บนเตียงหนานุ่มปูด้วยผ้าลายดอกไม้สีหวานในห้องนอนที่เย็นฉ่ำด้วยแอร์คอนดิชัน ภายในคอนโดมิเนียมหรูหราย่านใจกลางเมือง ต้องพลันตกใจตื่นก่อนจะหยีตามองไปยังที่มาของเสียง แล้วดวงหน้าสะสวยที่ยังคงงัวเงียก็เผยรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจปะปนประหลาดใจ เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาคือร่างอวบท้วมของนางพิมพ์พรผู้เป็นแม่ในชุดสีขาวสะอาด ซึ่งเป็นชุดที่เจ้าตัวมักจะแต่งถือศีลในวันพระ ยืนส่งยิ้มให้อยู่ข้างเตียง
“แม่...มาได้ยังไงจ๊ะ”
คนยังอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นเอ่ยถาม แม้จะยังงุนงงว่าจู่ๆ มารดาที่ควรจะอยู่บ้านสวนที่จังหวัดจันทบุรี เหตุไฉนจึงมายืนอยู่ตรงข้างเตียงของตนเอง แต่อารามดีใจนั้นมีมากกว่า เพราะช่วงนี้เธอไม่ค่อยมีเวลากลับบ้านนัก
คนที่ยืนส่งยิ้มให้ไม่ตอบคำถาม แต่กลับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนแกมขอร้อง
“น้องแพง...กลับไปอยู่บ้านเรานะลูก กลับไปอยู่บ้าน...เรา”
“กลับบ้าน! แม่ก็รู้ว่าแพงต้องทำงานนี่จ๊ะ”
พิมพกานต์ตอบด้วยความรู้สึกงุนงงที่ทวีขึ้นเป็นลำดับ เพราะเท่าที่ผ่านมาไม่เคยเลยสักครั้งที่มารดาจะพูดกับเธอเช่นนี้ อีกฝ่ายรู้ดีว่าเธอกำลังสนุกและมีความสุขจากหน้าที่การงานที่กำลังไปได้สวยในตำแหน่งเลขานุการของประธานบริษัท แคปิตอล คูล โลจิสติกส์ จำกัด บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์อันดับใหญ่ต้นๆ ของประเทศ ที่เธอสอบเข้าทำงานได้เมื่อสองปีที่แล้ว
“กลับไปอยู่บ้านเรานะลูก กลับบ้าน...เรา”
น้ำเสียงอ้อนวอนกึ่งขอร้องของมารดาที่พูดตอกย้ำคำเดิมๆ พร้อมกับร่างที่ยืนอยู่ข้างเตียงซึ่งเห็นชัดเจนก่อนหน้าค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา จนพิมพกานต์ต้องผุดลุกขึ้นนั่งพร้อมกับร้องเรียกเสียงหลง
“แม่!”
ข้างเตียงที่เมื่อครู่มีร่างอวบท้วมยืนอยู่บัดนี้หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ราวกับเรื่องเมื่อครู่คือความฝันหรือไม่เธอก็ตาฝาดไป หญิงสาวยกมือขึ้นขยี้ตาพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
หรือเมื่อกี้เธออาจจะฝันไป แต่ฝันอะไรจะเหมือนจริงถึงเพียงนี้
ครั้นเหลียวมองนาฬิกาหัวเตียง...เพิ่งจะตีห้าครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาตื่นปกติของเธออยู่แล้ว ร่างสูงระหงในชุดเสื้อยืดตัวใหญ่จึงก้าวลงจากเตียง ไปยืนตรงตำแหน่งที่เมื่อครู่เห็นร่างของมารดายืนอยู่ วูบหนึ่งภาพที่เห็นพลันหวนกลับเข้ามาในความคิดคำนึงจนเธออดวิตกกังวลไม่ได้ แม้จะบอกกับตัวเองว่าตาฝาดหรือเป็นความฝันก็ตามที
ความรู้สึกแปลกๆ ระคนหวาดหวั่นบางอย่างแทรกเข้ามาในใจจนขนอ่อนที่แขนพากันลุกชัน ต้องรีบสลัดความรู้สึกดังกล่าวออกไปโดยเร็วก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำ ซึ่งน้ำเย็นๆ จากฝักบัวช่วยให้สมองของพิมพกานต์รู้สึกปลอดโปร่งขึ้น พลอยทำให้ลืมเรื่องที่กำลังวิตกกังวลไปได้ชั่วขณะ
หลังแต่งกายเสร็จเรียบร้อย ร่างสูงสมส่วนในชุดกระโปรงสีขาวลายจุดดำแขนในตัวยาวเหนือเข่า อวดช่วงขาเรียวสวย ก็เดินไปทรุดนั่งลงบนสตูลหน้ากระจกเงาบานใหญ่ หยิบตลับแป้งราคาแพงมาแตะแต้มเบาๆ จนทั่วใบหน้า...นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งของหญิงสาวที่แม้จะเกิดเป็นลูกสาวชาวสวน แต่กลับมีผิวหน้าที่เนียนกระจ่างใสจนไม่ต้องใช้ครีมรองพื้นช่วยให้มากเรื่อง จากนั้นก็หยิบลิปสติกสีชมพูอ่อนมาวาดฉับที่ปากแล้วเม้มสองครั้งเป็นอันเสร็จสิ้น คิ้วเรียวทั้งคู่ที่เรียงตัวสวยอยู่แล้วไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เอาแปรงเล็กๆ ปัดๆ เป็นอันใช้ได้
พิมพกานต์ลุกขึ้นยืน พลางมองตัวเองในกระจกเงาที่กำลังสะท้อนภาพหญิงสาวร่างสูงเพรียวได้สัดส่วน ดวงหน้าเรียวรูปไข่มีเครื่องหน้ารับกันราวปั้นแต่ง ถูกล้อมกรอบด้วยผมยาวหยิกสลวยที่ไม่เคยผ่านการดัดแต่อย่างใด แต่เป็นผมที่หยิกตามธรรมชาติซึ่งใครต่อใครเห็นต่างก็ชื่นชมนักหนา ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ชอบใจเท่าไหร่...เพราะเป็นสิ่งตอกย้ำให้นึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีต
เมื่อนึกถึงตัวเองในวัยแรกรุ่น...รูปร่างผอมสูงมีผมหยิกจนจับตัวเป็นขอด ซ้ำฟันเหยินก็ผุดซ้อนขึ้นมาในมโนภาพ สมัยเรียนมัธยมปีที่สี่เธอขี้ริ้วขี้เหร่จริงๆ ถ้าไม่ตัดสินใจดัดฟันตั้งแต่ตอนนั้น หน้าตาคงไม่เป็นอย่างในปัจจุบันเป็นแน่แท้ แล้วภาพเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นความทรงจำที่เธอไม่เคยลืมเลือนก็วาบเข้ามาราวกับสั่งได้ จนต้องรีบขับไล่ภาพดังกล่าวออกไปโดยเร็ว คว้ากระเป๋ายี่ห้อดังที่แขวนอยู่ขึ้นสะพายที่ไหล่ ก้าวเดินออกไปจากห้องนอนตรงไปยังห้องครัวแบบทันสมัยที่มีอุปกรณ์พร้อมสรรพแต่แทบไม่เคยได้ใช้งาน นอกจากกาน้ำร้อนสำหรับชงกาแฟและเครื่องปิ้งขนมปังเท่านั้น เพราะทั้งสองอย่างคืออาหารเช้าสำหรับเธอ ส่วนมื้อเย็นไม่ค่อยเน้นนักตามแบบฉบับหญิงสาวในยุคนี้ ที่มักจะเน้นรักษาหุ่นกันมากกว่าการรักษาสุขภาพ
พิมพกานต์เดินไปชงกาแฟแล้วหยิบขนมปังปิ้งที่ส่งกลิ่นหอมน่ากินใส่จานใบเล็ก แล้วถือไปนั่งยังมุมรับแขกที่มีโซฟานุ่มรูปมือสีแดงสดตัวเก๋ตั้งอยู่ หลังจากได้ดื่มกาแฟหอมกรุ่นเข้าไปอึกใหญ่ ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าก็บังเกิดขึ้น หญิงสาวเกือบจะตัดสินใจหยิบสมาร์ตโฟนในกระเป๋าขึ้นมาแล้วกดโทร. ไปหามารดาที่บ้าน แต่ก็เปลี่ยนใจ คิดว่าถึงที่ทำงานแล้วค่อยโทร. ก็ได้
ตลอดระยะเวลาร่วมสองปีนับตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี กระทั่งโชคดีสอบเข้าทำงานที่บริษัทโลจิสติกส์แห่งนี้ได้ หญิงสาวกลับบ้านไปหามารดาแทบจะนับครั้งได้ เพราะทั้งงานรวมทั้งอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างดึงเวลาของเธอไปจนหมด คงมีอีกฝ่ายเท่านั้นที่โทร. มาหาอย่างสม่ำเสมอ
ใจก็ได้แต่คิดว่าเดี๋ยวค่อยกลับ บ้านอยู่แค่นี้เอง เดี๋ยวค่อยโทร. หา...แต่ไม่เคยได้ทำเลยสักครั้ง แต่เธอตั้งใจไว้แล้วว่าวันหยุดยาวที่จะถึงนี้คงต้องกลับไปบ้านสักครั้ง
ดวงตาคู่สวยเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ครั้นเห็นว่าถึงเวลาควรเดินทางไปทำงานได้แล้ว เจ้าของร่างสูงเพรียวก็ผุดลุกขึ้น คว้ากุญแจรถที่แขวนอยู่ ออกจากห้องพักตรงไปยังลานจอดรถ แล้วพาเจ้ามินิคูเปอร์สีแดงสดแล่นตะบึงไปยังอาคารแคปิตอลเฮาส์บนถนนรัชดาภิเษกตัดใหม่ ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
พิมพกานต์กดลิฟต์ขึ้นมายังชั้นเก้าซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท ทันทีที่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่คุ้นเคยกันดีเห็นเธอ ก็บอกเธอด้วยสีหน้าตื่นๆ
“คุณแพงคะ มีผู้หญิงชื่อพรเพ็ญโทร. มาบอกให้โทร. กลับไปหาด่วนค่ะ”
“ให้แพงโทร. กลับด่วนหรือคะ” พิมพกานต์เอ่ยถามน้ำเสียงงงๆ
พรเพ็ญที่ถูกเอ่ยถึงเป็นน้องสาวของมารดาซึ่งเป็นน้าสาวของเธอ แต่หญิงสาวสงสัยว่าทำไมเจ้าตัวไม่โทร. เข้ามือถือ เหตุใดจึงโทร. เข้าบริษัท ทว่าความสงสัยดังกล่าวก็มีอันต้องพับเก็บไว้ก่อน เมื่อเหลือบเห็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีในชุดสูทหรูเรียบกริบสีดำเดินฉีกยิ้มกว้างเข้ามา มีลิลลี่สีชมพูช่อใหญ่อยู่ในอ้อมแขน
“สวัสดีครับ ผมแวะเอาดอกไม้สวยๆ มาให้คนสวยๆ อย่างคุณแพงครับ”
คนได้ดอกไม้ช่องามแต่เช้ายิ้มนิดๆ “ขอบคุณมากค่ะคุณนนท์ ไม่เห็นต้องลำบากซื้อมาเลยค่ะ”
“ไม่ลำบากหรอกครับ ผมไม่ชอบฝากใครเอามาส่งเหมือนคนอื่น อยากเอามาให้ด้วยตัวเองมากกว่า คุณแพงจะได้นึกถึงผมเป็นคนแรกแต่เช้าไงล่ะครับ”
นนทวัชร...นักธุรกิจหนุ่มด้านนำเข้ารถยนต์พูดพลางคลี่ยิ้มหวาน พร้อมส่งสายตาสื่อความหมายเป็นนัยๆ ไปให้สาวสวยตรงหน้าที่เขากำลังสนใจจากการพบกันในงานเลี้ยง ความสวยบวกกับท่าทางฉลาดเฉลียวของอีกฝ่ายเข้าตาผู้ชายอย่างเขาเข้าอย่างจัง เพราะผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งฉลาดนั้นหาได้ยากเต็มทีในสมัยนี้
คนที่ได้รับสายตาสื่อความนัยอย่างพิมพกานต์ชำเลืองมองหน้าคนพูดแล้วยิ้มหยันในใจ ผู้ชาย...เวลาอยากได้อะไรมักจะทุ่มเทเช่นนี้เสมอ ดอกไม้ราคาแพงหลากหลายชนิด รวมทั้งของขวัญเลอค่าต่างๆ ที่ชายหนุ่มผู้นี้สรรหามาให้ แม้จะรู้สึกปลื้มปริ่มตามประสาผู้หญิง ยามได้รับสิ่งของจากนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังมีชื่อเสียงอย่างนนทวัชร ทว่าใช่จะไม่รู้ว่าคงไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวกระมังที่ได้รับ คาดว่าหญิงสาวคนอื่นก็คงได้รับเหมือนเธอด้วยเช่นกัน เพราะเดี๋ยวนี้ข่าวคราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลับเฉพาะหรือข่าววงในแค่ไหนก็ตาม ต่างขุดคุ้ยออกมาแฉให้รู้กันในแวดวงโซเซียลเน็ตเวิร์กแทบทั้งสิ้น
เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่หญิงสาวยังไม่ตกลงปลงใจกับใครในตอนนี้ ทั้งที่มีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาขายขนมจีบ ก็เพราะเธอมีบิดาเป็นคนเจ้าชู้ ที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่มารดาจนถึงขั้นต้องหย่าขาดจากกัน เธอยอมรับว่าเกลียดคนเจ้าชู้เป็นที่สุด
“แบบนี้คงมีสาวๆ นึกถึงหน้าคุณนนท์กันหลายคนแน่เลยค่ะ” พิมพกานต์แกล้งพูดแหย่
“สาวคนไหนคงไม่ทำให้ผมนึกถึงได้เท่ากับคุณพิมพกานต์หรอกครับ” นนทวัชรพูดหยอดกลับทันควัน “แต่ตอนนี้ผมคงต้องของตัวเข้าออฟฟิศก่อน ถ้าไม่ติดว่าจะต้องเข้าประชุมเรื่องงานสำคัญ คงจะต้องอยู่ต่อขอดื่มกาแฟกับคุณแพงแล้วละครับ”
“เชิญค่ะ”
หลังจากรอจนนนทวัชรผละไปแล้ว พิมพกานต์คิดจะเดินออกไปซื้อเค้กเจ้าอร่อยที่ร้านกาแฟชื่อดังซึ่งอยู่ชั้นล่างของตัวอาคารมากินเสียหน่อย เพราะขนมปังปิ้งที่กินมาจากคอนโดที่พักไม่อยู่ท้องสักเท่าไหร่ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดิน เสียงเตือนของประชาสัมพันธ์สาวที่เคาน์เตอร์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
บทล่าสุด
#139 บทที่ 139 139
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#138 บทที่ 138 138
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#137 บทที่ 137 137
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#136 บทที่ 136 136
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#135 บทที่ 135 135
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#134 บทที่ 134 134
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#133 บทที่ 133 133
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#132 บทที่ 132 132
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#131 บทที่ 131 131
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026#130 บทที่ 130 130
อัปเดตล่าสุด: 1/27/2026
คุณอาจชอบ 😍
พี่ชายที่รัก
จนหัวใจและร่างกายของฉันมันบอบช้ำ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่รักดีเผลอรักพี่ชายคนนี้ จนหมดใจ
หยุดเสือ
จนต้องมาเจอกับผู้หญิงที่ไม่สนใจเขาอย่างเธอ ความอยากเอาชนะจึงเริ่มต้นขึ้น ทำให้เขาและเธอต้องเข้าไปพัวพันกันในเกมส์หยุดเสือนี้
So Sick รักษาหัวใจนายเจ้าเล่ห์
"ฉันไปทำเธอตอนไหน?"
"ตอนไหนเหรอ ก็เมื่อคืนไงไอ้คนทุเรศ!"
"เมื่อคืนฉันเมาเละ อย่ามาใช้มุกตื้น ๆ จับฉันมันไม่สำเร็จ"
"จับบ้าอะไรฮะ ฉันโดนข่มขืนฉันเสียหายนะไอ้ชั่ว"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ"
"เมาเหมือนหมาแล้วจำไม่ได้ว่าข่มขืนผู้หญิงเหรอ!"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ!"
"ก็บอกว่าทำไงวะ!!"
Dangerous Engineering เขตรักอันตราย นายวิศวะ
“หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่
ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ
“ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป
ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน
“มโนล้วน ๆ เลยนะมึง” พี่เคลิ้มเขาส่ายหัวใส่ฉัน แล้วจากนั้นเขาก็ขับรถออกจากข้างทางที่อยู่ข้างบ้านหลังใหญ่ที่เขาเดินหายเข้าไป
“เดี๋ยวนิ่มจะดูแลให้ดีเลยนะจ๊ะ” ฉันฉีกยิ้มใส่พี่เคลิ้ม
ก็ตอนนี้พี่เขาอกหัก ฉันก็แค่อยากเห็นพี่เขายิ้มก็แค่นั้น
“เรื่องของมึง เพราะกูไม่สนใจ มึงจะทิ้งก็ได้นะถ้ามันเกะกะลูกตามึง หรือจะให้กูโยนทิ้งตอนนี้ก็ได้นะ”
“อย่ามายุ่งกับของนิ่มนะ! ตอนนี้มันเป็นของนิ่มแล้ว พี่ห้ามยุ่ง”
“มโนอะไรก็มโนไป แต่อย่ามโนว่ากูเป็นผัวมึงก็พอ เพราะมันเป็นไปไม่ได้”
“ชิ! คิดว่านิ่มอยากเป็นเมียพี่หรือไง ฝันไปเถอะ นักเลงอย่างพี่เคลิ้ม นุ่มนิ่มไม่เอามาเป็นผัวหรอก ปวดหัวเรื่องผู้หญิงที่เยอะอย่างกะฝูงวัวฝูงควาย แล้วนิ่มก็ไม่มีปัญญาวิ่งหนีคู่อริพี่ด้วย นิ่มอ้วน นิ่มเหนื่อย”
“มึงมโนไปไกลแล้วนะอ้วน หยุดต่อมมโนมึงเดี๋ยวนี้”
ดวงใจธาม
‘ขวัญจิรา’ จำเป็นต้องสวมบทภรรยาของ ‘ธาดา’ ตามคำขอร้องของเพื่อนรักที่พ่วงตำแหน่งนายจ้าง การเดินทางมาอยู่ใกล้เขาอีกครั้งทั้งที่เกลียดขี้หน้ากันจึงเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ใครอีกคนกลับเฝ้ารอการมาถึงของเธออย่างใจจดใจจ่อ พยายามทำทุกอย่างให้เธอเห็นว่าเขาในวันนี้กับเขาในอดีตนั้นแตกต่างกันแค่ไหน และพยายามทำให้เธอรู้...ว่าในหัวใจของเขานั้นมีใครซ่อนอยู่
ธาดา - คำสัญญาไร้สาระของคุณยายทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก จึงจำเป็นต้องดึงเธอคนนั้นให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในครั้งนี้ เขาจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอมาอยู่ใกล้ หลังจากปล่อยให้เวลาผ่านมานาน นานจนไม่กล้าปล่อยให้เธออยู่ไกลจากสายตาไปได้อีก
ขวัญจิรา – เธอไม่ได้เต็มใจมาช่วยเขาเพราะคิดเสมอว่าเขากวนประสาทและไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย แต่เมื่อได้อยู่ใกล้ ได้ลองเปิดใจมองเขาในมุมใหม่ๆ สิ่งที่เคยคิดไว้กลับตรงข้ามไปเสียทุกอย่าง เพราะนอกจากเขาจะดีกับเธอมากแล้ว ยังขยันทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเธอแปรเปลี่ยนไปเสียเหลือเกิน
มลทินรักภรรยาไร้ค่า
เธอถูกส่งมาแทนที่พี่สาวในคืนแต่งงานพร้อมคำดูถูกว่าเป็นเพียง ภรรยาไร้ค่า
เขาแต่งงานเพื่อรักษาหน้าไม่เคยคิดจะรัก ไม่เคยคิดจะผูกพัน แต่เด็กในท้องของเธอ…
กลับกลายเป็นสายใยที่เขาตัดไม่ขาด
จากผู้ชายที่เย็นชาไร้หัวใจสู่พ่อที่กลัวแม้แต่จับลูกแรงเกินไปจากผู้หญิงที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก
สู่คนที่ทั้งบ้านยอมรับว่าขาดไม่ได้
คลั่งรักแค่เธอ (มาวิน X อบิเกล)
ปากบอกไม่รักไม่ชอบ แค่ของเล่นที่ยังไม่เบื่อแต่ตามติดเป็นเงาแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรกัน
บ่วงรักสัมพันธ์ร้าย 25+
'เขา' เกลียดเธอเข้าไส้ เพราะ 'เธอ' คือลูกสาวของคนที่ทำให้แม่ของเขาตาย
และเธอคือคนที่เขาเข้าใจว่าเป็น 'น้องสาว' มาทั้งชีวิต แต่เป็นน้องสาวที่แสนเกลียดชังมาตั้งแต่เด็ก
มาวิน พี่รหัสโคตรหล่อ | Brother Love
หวงรักเมียวัยเยาว์
และทุกอย่างเป็นความลับ!!!
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
พยาบาลที่รักของนายจอมเหวี่ยง
"แหม ผู้ชายเพอร์เฟกต์ดูแลตัวเองได้มันจืดชืดจะตายค่ะ มะลิชอบดูแลคนไข้ดื้อๆ ปากแข็งแบบคุณคิรินมากกว่า... ท้าทายดี!"
ใครจะไปคิดว่า 'คิริน' ท่านประธานจอมเหวี่ยงที่เอาแต่ขังตัวเองในห้องและไล่พยาบาลออกเป็นว่าเล่น จะต้องมายอมสิ้นฤทธิ์ให้พยาบาลจบใหม่หน้ามึนอย่าง 'มะลิ'
จากที่ตั้งป้อมเกลียดชัง ทำไปทำมา... กำแพงที่กั้นไว้กลับพังทลายไม่มีชิ้นดี
และจากคนไข้ปากร้ายที่เอาแต่ไล่ตะเพิดเธอในวันนั้น กลายเป็นคนไข้สายรุกที่ขยันชวนพยาบาลส่วนตัวทำ 'กายภาพบำบัด' บนเตียงทุกคืนไปซะได้













