บทนำ
บท 1
บทที่ 1
แพะรับบาป
เรียวเท้าของหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังเดินและก้าวเข้าไปในพื้นที่หลังกำแพง หลังจากศาลพิพากษาจำคุกเธอเป็นเวลาห้าปีข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวและลักพาตัว หลักฐานทุกอย่างมันแสดงอย่างชัดเจนว่าเธอนั้นคือผู้กระทำผิดจริง ๆ ทั้งที่จำเลยเช่นเธอหาได้รู้เรื่องอะไรด้วย และมันเป็นเพราะความจนที่ไม่อาจจะ ไปหาทนายฝีมือดีมาต่อสู้กับอัยการชั้นสูงของตระกูลผู้ลาภมากดีได้
สุดท้ายแล้ว...
เธอก็ต้องตกเป็นแพะรับบาปอย่างจำยอมใจ...
กุญแจมือที่เคยเห็นใช้จับผู้ร้ายในโทรทัศน์ยามนี้มันมาประดับติดอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้างของเธอ ชุดนักโทษหญิงที่เคยเห็นตามละครซีรี่ส์แนวสืบสวนสอบสวนตอนนี้มันก็มาอยู่บนร่างเธอ
วินาทีนี้...เธอนั้นขึ้นชื่อว่า...คือนักโทษ
...อย่างเต็มตัวแล้ว
“แค่ห้าปีเองจ้ะ เดี๋ยวหนูก็กลับมาแล้ว” คำพูดและท่าทางที่เผยออกมาของเธอนั้นมันเข้มแข็งนัก แต่ทว่าใครจะไปรู้เล่าว่าภายในของเธอนั้นมันกำลัง ร่ำไห้อย่างสุดแสนจะทรมาน
เส้นทางของชีวิตที่กำลังจะไปได้สวยมันต้องพังทลายลงราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือความฝัน...หาใช่ความจริงที่เธอต้องเผชิญ
คนเป็นแม่ยามที่เห็นลูกกำลังจะก้าวเดินเข้าสู่พื้นที่ที่เต็มไปด้วยอดีตผู้คนที่โหดร้าย ไม่ว่าจะเป็นรักจี้ชิงปล้น หัวใจนั้นมันก็แทบจะสลาย หากเป็นว่าชะตาฟ้ากำหนด ทำไมถึงต้องลิขิตให้ชีวิตของลูกเธอต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ด้วย...พระเจ้าทรงไม่เห็นใจกันบ้างเลยหรือ
“แม่จะรอหนูนะลูก แม่จะรอ ฮือ ๆ ...” พูดไปมันก็จะขาดใจน้ำตานั้นไหลอาบแก้มเหี่ยวทั้งสองข้าง ใช่ว่าตลอดเวลาห้าปีจะไม่สามารถพบหน้าลูกได้ แต่การที่เธอทนเห็นลูกของตัวเองต้องหมดอนาคต หมดเส้นทางการใช้ชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดาและหมดความฝัน...สิ่งเหล่านั้นแหละคือสิ่งที่ทนไม่ได้มากที่สุด...
“ไม่ต้องร้องนะ แม่ยังมาหาหนูได้ยามที่คิดถึง อีกไม่นานเราจะได้อยู่ด้วยกันนะจ๊ะ” สาวเจ้าพูดแก่มารดา ก่อนที่ผู้คุมที่อยู่ใกล้จะกระซิบบอกว่ามันใกล้หมดเวลาแล้ว ต่อจากนี้เธอจะต้องเดินก้าวข้ามโลกภายนอกเข้าไปสู่อีกโลกเสีย
“พี่ฝากเราดูแลแม่ด้วยนะ” คราวนี้เธอหันไปบอกกับน้องชายวัยสิบเจ็ดปีของเธอ ตอนนี้เขากำลังเข้าวัยรุ่นอย่างเต็มตัวเลยล่ะ ทุกครั้งที่เห็นหน้าน้องชายเธอนั้นจะเฝ้าฝันว่าสักวันเธอจะเรียนจบแล้วหางานดี ๆ ทำ เอาเงินมาเลี้ยงน้องเลี้ยงแม่
ส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบสูง ๆ อย่างที่เธอเองก็ฝันไว้เหมือนกัน... แต่สุดท้าย...มันก็จบลงแล้ว การเรียนของเธอที่อีกเพียงไม่ถึงสองปีก็จะสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี...
มันจบลงแล้ว
“ครับ” เด็กชายวัยรุ่นแววตาเศร้าหมองยามที่เห็นพี่สาวที่เป็นเสมือนแม่คนที่สองของเขา ต้องเดินย่างก้าวเข้าเรือนจำไป มันทำให้หัวใจของเด็กชายที่เกเรสารพัดอย่างเช่นเขานั้นต้องกระตุกวาบและสวนทางสะท้อนความโกรธเคืองกับ คนที่มันใส่ร้ายพี่! ในสมองเฝ้าคิด ทุกอย่างที่เป็นแบบนี้มันเป็นเพราะความจนเหรอ ความจนที่ไม่อาจจะสามารถจ้างทนายความฝีมือดีมาสู้คดีเพื่อคนที่เขารักได้!
สิ้นประโยคสุดท้าย หญิงสาวก็ถูกคุมตัวเข้าไปทันที ร่างของหญิงสาว ที่เดินลับจากไปไกล มันทำให้มารดานั้นร้องไห้ปานขาดใจ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะดับสิ้นและล้มลงไปในที่สุด...
6 ปีต่อมา...
ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร พืชพันธุ์ทางการเกษตรมากมายที่ถูกปลูกร่ายล้อมรอบ ‘ไร่ภูพิมาน’ ที่กินพื้นที่มากกว่าสองพันเจ็ดร้อยกว่าไร่ เรียกได้ว่า ไร่แหล่งนี้เป็นแหล่งส่งของออกพืชพันธุ์ทางการเกษตรอาทิ ชา สตอเบอร์รี่ องุ่นหรือแม้แต่พืชพันธุ์ชนิดของดอกไม้อย่างกุหลาบขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ที่ถูกล้อมคอกเอาไว้เพื่อทำประโยคในด้านต่าง ๆ
อาทิ แพะและโคนมที่เอาไว้รีดนม หรือจะเป็นเจ้าแกะตัวสีขาวขนปุกปุยที่เอาไว้ตัดขนขายทำเครื่องห่มกายและสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายที่สร้างประโยคและรายได้ให้กับไร่แห่งนี้อย่างมหาศาล
ซึ่งหากมองจากฟากฟ้าในยามค่ำคืนของคืนนี้จะเห็นได้ว่าไร่แห่งนี้กำลังมีงานเลี้ยงใหญ่ที่ถูกจัดขึ้น ทั้งเสียง สี แสง มันประดับประดาทั่วพื้นที่ภายในไร่ แสนจะสร้างความครื้นเครงให้กับคนงานในไร่นักเพราะในวันนี้คือวันสำคัญ วันหนึ่งของหลานเจ้าของไร่ ข้าวของ และอาหารถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างมากมาย แขกเครือทั้งในและนอกไร่ก็ต่างพากันเข้ามาร่วมยินดีกับเจ้าเด็กชายตัวน้อยน่ารักในวัยหกขวบ
“สุขสันต์วันเกิดนะครับหลานลุง” เสียงทุ้มเข้มของผู้เป็นลุงเอ่ยบอกหลานตัวน้อยที่กำลังสนุกสนานตามวัยกับเพื่อนของเจ้าตัว มือเรียวหนาก็ลูบศีรษะทุยอย่างเอ็นดู
“ขอบคุณฮะ ลุงไฟ” เจ้าตัวน้อยหันมาส่งยิ้มน้อยน่ารักให้คนเป็นลุงก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณและก็วิ่งไปเล่นกับเพื่อนต่อ ลุงหนุ่มอย่าง แพทริค พชรวิโรจน์กิจ ก็มองตามด้วยความเอ็นดูและรักใคร่
ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งลงกับน้องสาวต่างมารดาที่กำลังนั่งเฉยชมมอง เด็กเล็กเด็กน้อยวิ่งไล่กัน “วันเกิดตาพีททั้งที ทำไมไม่ไปสนุกเสียหน่อยละยัยพัด”
“แค่พัดนั่งดู พัดก็มีความสุขแล้วล่ะค่ะ”
“จริงหรือ แต่ดูสีหน้าเรา พี่ว่าไม่ค่อยจะสู้ดีสักเท่าไหร่เลยนะ”
“พัดอดกังวลคิดถึงเรื่องวันนั้นไม่ได้ค่ะพี่ไฟ” คนพูดอย่าง พัดชา พชรวิโรจน์กิจ ยังจดจำวันเหล่านั้นได้ดี วันที่เธอเองแทบจะขาดอากาศหายใจ
“เรื่องมันผ่านมานานแล้วนะพัด จะยังคิดถึงมันอยู่ทำไม” เหตุการณ์แม้ว่ามันจะผ่านมานานแล้วแต่เขาเองก็ลืมไม่ลงเหมือนกัน
“ทุกครั้งในวันเกิดตาพีทมันทำให้พัดนึกถึงวันนั้น” วันแรกที่ลูกชายเธอลืมตาดูโลกใบใหม่มันคงจะเป็นวันที่น่าจดจำที่สุดแต่ทว่าในวันนั้นมันก็คือวันที่เลวร้ายที่สุดเช่นกัน
“ลืมมันไปเถอะ คิดมากไปก็มีแต่จะทำให้รกหัวสมอง” ในวันที่ศาลตัดสินจำคุกผู้หญิงคนนั้นเขายังคิดว่ามันยังน้อยไปสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจิตใจของผู้หญิงคนนั้นมันเกิดมาเป็นคนได้ยังไง เพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกก็กล้าที่จะลักพาตัว!
“ค่ะ แล้วนี่พี่เคทไม่ได้มางานด้วยเหรอคะ พัดไม่เห็นเห็นเลย”
“อยู่สังสรรค์กับคนอื่นอยู่ตรงโน้นนั่นแหละ” สีหน้าและแววตาของคนตัวโตก็เปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงศราลี ลูกสาวเจ้าของไร่ศิรารักษ์เพื่อนคนสนิทของแพทริคที่เขาเองก็ไม่อยากจะเป็นเพื่อนสนิทด้วยเสียสักเท่าไหร่
“แล้วพี่ไฟไม่ไปสังสรรค์กับเขากันหน่อยหรือคะ”
“ไม่ละ พี่ว่าจะเข้าไปดูบัญชีของเดือนนี้ต่ออีกสักหน่อย”
“นี่ก็เลิกงานแล้ว พัก ๆ บ้างเถอะค่ะ”
“ได้ที่ไหนละ ช่วงนี้กำลังส่งผลผลิตได้ดี พี่ไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด” แพทริคว่าก่อนเขาจะยืนเต็มความสูงด้วยความสง่าผ่าเผย ชายผู้นี้เป็นหนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมันวัยสามสิบห้าปี แม้ว่าจะมีใบหน้าที่ออกหนุ่มนอกชัดเจนแต่ใครจะไปรู้ว่าเขาอยู่ที่ไทยมาตั้งแต่เกิดจะไปต่างประเทศก็เพียงแค่บินไปเรียนแล้วก็กลับมา
ตอนนี้แพทริคดำรงตำแหน่งสูงสุดของไร่ภูพิมานเขาจัดการและบริหารมันได้อย่างเป็นระบบ การค้าขายหรือแม้แต่การส่งออก ทุกขั้นตอนชายหนุ่มจะตรวจสอบมันด้วยตนเอง
ทุกอย่างที่ส่งออกจากไร่ภูพิมานได้รับความเชื่อถือในระดับประเทศและนอกประเทศ เหตุนี้จึงทำให้ชายหนุ่มเป็นที่เลื่องลือในแวดวงสังคม สาวน้อยใหญ่ต่างอยากจะได้เขามาครอบครองกันทั้งนั้นเพราะนอกจากฝีมือจะเก่งฉกาจด้านการบริหารงานแล้ว รูปลักษณ์เขาก็ไม่เป็นสองรองใคร
ใบหน้าที่งดงามราวเทพบุตรเดินดินกับรูปร่างที่มีมวลมัดกล้ามแข็งแรงราวกับเดวิดก็ไม่ปาน สีผิวที่กร้านแดดหน่อย ๆ เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ทำให้หลาย ๆ บริษัทอยากจะลงทุนเพราะก็อยากจะฝากฝังลูกสาวมาให้ แต่มีหรือที่แพทริคจะสนในเมื่อเขามีหญิงที่หมายปองแล้ว แต่คล้ายว่าหญิงที่หมายปอง คนนั้นจะมิได้คิดเช่นเดียวกับเขาน่ะสิ
“จ้า พ่อคนหายใจเข้าออกเป็นงาน”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อนนะ อย่าเศร้าให้มากละเดี๋ยวจะหมดสนุกเสียก่อน” แพทริคเอ่ยบอกน้องสาวต่างแม่ ก่อนที่เขาจะเดินหายเข้าไปในบ้านเรือนไม้ หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม
“ยังหางานไม่ได้อีกหรือม่าน” นางวิรัญญากลับมาจากทำงานเอ่ยถาม ลูกสาวคนโตที่กำลังนั่งหางานในโทรศัพท์อยู่พร้อมข้าง ๆ กายก็มีหนังสืออีกมากมายหลายฉบับเอาไว้เสาะหาเผื่อเขาจะมีลงประกาศตำแหน่งงานเอาไว้บ้าง
“ยังเลยค่ะ หนูยื่นใบสมัครไปก็ยังไม่มีที่ไหนตอบรับเลย” เสียงใส ๆ ของหญิงสาวนางหนึ่งนามว่า วิรังรอง ประภามาส ที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการหางานทำหลังจากที่เธอต้องออกจากการเป็นแม่บ้านที่โรงแรมแห่งหนึ่งหลังจากโรงแรมประกาศว่าจะปิดตัวลงเนื่องจากเศรษฐกิจของโรงแรมไปได้ไม่ค่อยจะดีนัก
“ให้แม่ช่วยหาไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ นั่งหาไปเรื่อย ๆ น่าจะมีสักที่ที่เปิดรับอยู่บ้าง” แม้จริง ๆ มันจะแสนยากราวกับงมเข็มในมหาสมุทรก็ไม่ปาน
“แต่ป้าใจแกฝากมาบอกอยู่น้า ว่ามีที่หนึ่งรับสมัครงานพอดีเห็นว่าไปสมัครก็จะได้งานเลยนะ เห็นทีแบบนี้คงต้องปฏิเสธความหวังดีของแกแล้วละ ว่าไหมม่าน” นางวิรัญญาว่าพลางกลั้วยิ้ม
“จริงหรือคะแม่” สีหน้าและแววตาของวิรังรองดีใจเป็นพิเศษเมื่อได้ยินว่ามีที่หนึ่งรับสมัครงาน ทั้งยังรับเข้าทำงานอย่างแน่นอน เป็นแบบนี้แล้วใครจะ ไม่สนใจเล่า
“จริงสิ คิดว่าแม่จะโกหกหรือยังไงละ”
“ป้าใจแกว่ายังไงบ้างคะ หนูอยากจะไปสมัคร” ตั้งแต่ออกเรือนจำมาเมื่อปีที่แล้ววิรังรองก็ทำงานไปด้วยและเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยเธอเป็นแบบเปิดที่สามารถอ่านเองและไปสอบตามที่เขากำหนดไว้ ซึ่งแบบนี้มันสะดวกสำหรับเธอดี ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับใครมาก ทั้งยังทำงานหาเงินไปด้วยได้อีก
“แม่ได้ยินมาว่าเป็นงานในไร่นะ แต่อยู่ตั้งเชียงรายนู้นแน่ะ ไร่อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ แม่จำไม่ได้แล้ว”
“แบบนี้ถ้าหนูไปสมัครก็ต้องอยู่ที่โน้นเลยสิ แล้วป้าใจแกรู้ได้ยังไงคะว่าเขารับสมัคร”
“เห็นว่าแกมีคนรู้จักทำงานอยู่ที่นั่น เขาว่าได้เงินดีด้วยนะ แล้วเห็นว่าช่วงนี้ม่านกำลังหางานอยู่พอดี ป้าใจแกก็เลยฝากแม่มาบอก ใจจริงแม่ก็ไม่อยากให้ไปหรอกเพราะมันไกล แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเลยลองมาบอกดู” หัวอกคนเป็นแม่ต่อให้ลูกจะเติบโตจนเต็มวัยเพียงใด แต่จิตใจดวงนี้ก็ยังห่วงหาอาทรอยู่เสมอ
“แต่อยู่ตั้งเชียงราย คนแถวนั้นก็น่าจะมี ทำไมมาถามหาเอาไกลจังเลย”
“คนแถวโน้นเขาก็หา ๆ อยู่นะ เห็นว่ารับหลายคนอยู่”
“อ่อ...ถ้าหนูจะลองไปแม่จะว่าไหมคะ” วิรังรองตัดสินใจ หากเธอจะไปมันก็คงจะไม่เสียหาย แต่ที่กังวลก็คงจะเป็นเรื่องระยะทางนี่แหละ จากที่ที่เธออยู่ไปกลับเชียงรายถือว่าไกลใช้ได้เลยนะ
“โอ๊ย แม่จะไปว่าอะไรเราได้ มันไกลก็จริงแต่ถ้าเราอยากไปก็ไปเถอะ”
“รักแม่ที่สุดเลย เดี๋ยวหนูขอไปหาป้าใจเสียหน่อย จะไปขอข้อมูลอื่น ๆ ด้วย” หญิงสาวยิ้มแย้มดีใจ
“เอาสิ แต่แม่ก็ไม่แน่ใจนักนะว่าป้าใจแกจะรู้อะไรมากหรือเปล่า”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ว่าแล้ววิรังรองก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปหาป้าใจ ป้าข้างห้องทันที เธอดีใจจนเนื้อแทบเต้นเมื่อรู้ว่ากำลังจะมีงานมาให้ทำ ทั้งเงินเดือนยังดีอีกต่างหาก ระดับเธอแล้วมีหรือที่จะไม่รับเอาไว้
“ป้าก็รู้เท่าที่แม่หนูบอกนั่นแหละม่าน คนทางนู้นเขาฝากมาบอกอีกทีเพราะเห็นว่าคนที่รู้จักกันก็จะขึ้นเหนือไปทำงานที่โน้นนั่นแหละ เลยฝากมาบอกเผื่อมีคนสนใจจะไปด้วย” ป้าใจตอบขึ้นหลังจากหญิงสาวรุ่นลูกรุ่นหลานเดินมานั่งลงแล้วถามไถ่ถึงข้อมูลการทำงาน
“หรือคะ แล้วแบบนี้ถ้าหนูสนใจจะติดต่อใครได้บ้างล่ะป้า”
“ฝากป้ามาก็ได้เดี๋ยวบอกให้ แต่ไปจริง ๆ นะ”
“จริงค่ะ อยู่ที่นี่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้งาน ไปทำเอาที่โน้นก็ได้ ดีกว่าอยู่เฉย ๆ”
“ดีแล้ว ๆ เรามันต้นทุนไม่เหมือนคนอื่นเขา ป้าเองก็นึกเสียดายเวลา เมื่อห้าปีก่อนนะ”
“ชั่งมันเถอะค่ะ แค่คนรอบตัวหนูไม่มีใครรังเกียจที่หนูเคยอยู่ในที่ แบบนั้นมันก็ดีมากแล้ว ขอบคุณป้ามากนะคะ”
“เอาเถอะ ๆ เดี๋ยวว่ายังไงป้าจะเดินไปบอกแล้วกัน”
“จ้า”
วิรังรองดีใจที่แม้ว่าเธอจะออกมาได้เพียงปีกว่า ๆ แต่ทุกคนก็ทำราวกับว่ามันไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครพูดถึงมันอีก ทั้งยังรักและเอ็นดูเธอเสมอ แม้ว่าจะมีคนพวกนั้นที่ไม่เชื่อคำพูดเธอ แต่อย่างน้อย ๆ ในห้องเช่าเหล่านี้ก็มีคนที่ยังคอยช่วยและให้กำลังใจกันอยู่ตลอด
ภายในไร่ขนาดใหญ่ตอนนี้เจ้าของไร่กำลังหน้าขึงขังเพราะแดดที่ส่องมามันแสนจัดจ้านเหลือเกิน แม้จะมีหมวกใบใหญ่ประดับอยู่บนศีรษะทุยแต่กระนั้นก็มิอาจจะทำให้ไอแดดจางน้อยลงไปได้
“เรื่องรับสมัครคนงานเป็นยังไงบ้าง” แพทริคถามหัสดีลูกน้องคนสนิทแถมยังพ่วงตำแหน่งผู้จัดการภายในไร่ ที่ต้องให้ความสนใจพนักงานที่จะเข้ามาใหม่ก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ไร่เขาจะต้องมีคุณภาพและประสิทธิภาพทั้งผลผลิตและแรงงาน ทุกสิ่งทุกส่วนล้วนเป็นสิ่งสำคัญ
“ไร่อัคราต้อนคนไปเยอะเหมือนกันครับ ตอนนี้เราเลยยังได้คนงานได้ ไม่ตรงเป้า”
“อยากได้นักก็ให้มันเอาไป ยังไงเราก็ต้องหาคนงานให้ได้เร็วเพราะฉันจะทดลองปลูกฮอปส์แล้ว” ฮอปส์ที่แพทริคว่า เป็นดอกไม้ของพืช Hop Humulus lupulus ซึ่งจะเป็นฐานหลักในรสขมและตัวแทนความมั่นคงในเบียร์
ฮอปส์ยังใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ในเครื่องดื่มอื่น ๆ และยาสมุนไพร ทั้งนี้ทั้งนั้นฮอปส์ยังขึ้นชื่อว่าเป็นพืชที่ปลูกออกดอกได้ยากในประเทศไทย เขาจึงอยากจะทดลองดู หากว่ามันจะไม่เสียหายอะไรนักซึ่งหากผลผลิตมันเป็นไปตามเป้าก็ถือว่าเขาสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง
“ครับ”
“ฝากนายด้วยล่ะ” แพทริคว่าจบเขาก็เดินขึ้นรถจิ๊บของตนเองไป ตรวจตรายังสถานที่อื่นในไร่ต่อ
แพทริคขับรถจิ๊บคู่ใจมาได้ไม่นานก็ไปจอดเข้าที่ต้นไม้ใหญ่ ที่มีลานกว้างไว้ให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจเวลาเหนื่อย ๆ หรือเครียด ๆ ได้
“มาถึงนี่คงจะไม่ได้คิดถึงไฟใช่ไหม” เสียงทุ้มทักทายหญิงร่างงามที่ยืนหันหลังอยู่ในที่แห่งนี้
“ไฟก็ว่าไป เคทแค่อยากมานั่งตากลมเย็นที่นี่น่ะ”
“ที่ไร่ตัวเองก็มี ไม่เห็นต้องถ่อมาไกลถึงไร่ไฟเลยนะ พูดมาตรง ๆ เถอะ”
“รู้ทันจริง ๆ เลยนะเราเนี่ย” เธอและแพทริครู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ยังเด็ก วิ่งเล่นด้วยกันเสียซะทั่วไร่วันดีคืนดีก็พากันหนีแอบไปกระโดดน้ำตกป๋อมแป๋ม กลับมาก็โดนตีจนก้นลายทั้งคู่ก็ยังพากันหัวเราคิกคัก ซึ่งด้วยความสนิทสนมเช่นนี้จึงทำให้เธอมักเล่าสารทุกข์สุขดิบให้เพื่อนหนุ่มได้ฟังอยู่บ่อย ๆ จึงไม่แปลกหากแพทริคจะรู้ทันในหลาย ๆ เรื่อง
“ว่ายังไงละ มีธุระอะไรหรือเปล่าฮึ” แพทริคถามซ้ำไปอีกครั้ง
“อยากมาหาตาพีทน่ะ ไม่อยากอยู่เฉย ๆ ที่ไร่ เดินเข้าไปก็โดนเขาไล่ออกมาให้อยู่แต่บ้านน่าเบื่อจะตาย เลยคิดมานั่งเล่นที่นี่ดีกว่า อีกอย่างไม่มีใครกล้ามาไล่ด้วย” ศราลีพูดพร้อมรอยยิ้มอันแสนสดใส
“สงสารคนไม่มีงานทำจังเลยนะ” แพทริคเย้าด้วยรอยยิ้มละมุน
“อย่าพูดแบบนั้นสิ เคทกำลังรอร้านกาแฟเสร็จอยู่นะจะมาว่า ว่าไม่มีงานได้ยังไง” ร้านกาแฟของเธอกำลังจะปรับปรุงเสร็จภายในไม่ถึงเดือน ระหว่างนี้จึงไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเสียเท่าไหร่ ได้แต่แวะไปดูร้านแล้วก็กลับบ้าน วนเวียนไปแบบนี้
“อยากเจอตาพีทก็คงจะเย็น ๆ โน้นแหละ ยัยพัดไปส่งที่โรงเรียนตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว”
“แบบนี้ก็มาเสียเที่ยวน่ะสิ”
“ก็อยู่รอทานข้าวเย็นพร้อมกันสิ”
“อยากอยู่อยู่หรอก แต่วันนี้พ่ออยากให้อยู่ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา”
“น่าเสียดายแย่เลยนะ” เขาว่า ใจจริงก็อยากให้ศราลีอยู่ทานข้าวด้วยกันทุกมื้อด้วยซ้ำไป
“ก็ใช่น่ะสิ เอาไว้วันหลังแล้วกัน ถ้าอย่างนั้นเคทไปก่อนนะจ๊ะพ่อเลี้ยงไฟรูปหล่อ” ศราลียกมือขึ้นมาจับที่ปลายคางของแพทริคเบา ๆ ก่อนจะขยับไปมา แม้ว่าสาวเจ้าจะไม่ได้คิดอะไรแต่คนที่โดนกระทำแบบนี้อย่างเขาก็ใจเต้นแรงเหมือนกัน
“อืม กลับดี ๆ ละ” แพทริคยืนส่งหญิงสาวนิ่ง ๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าในใจเขาตอนนี้มันกำลังเต้นโครมครามราวกับจะกระเด็นหลุดออกมาเสียให้ได้
“จ้า”
ศราลีไปแล้ว แต่คนตัวโตยังใจสั่นไม่หาย แม้ว่าจะรู้จักมักคุ้นกันมานานแต่สาวเจ้าไม่เคยมองเขาไปมากกว่าเพื่อนคนหนึ่งเลย คนอย่างแพทริคขึ้นชื่อว่าเก่งไปเสียทุกอย่างแต่ทำไมถึงได้มาตกม้าตายเรื่องความรักได้...
เวลานี้มันก็จวนจะถึงเวลาพักกลางวันแล้ว พัดชาที่มักจะทำหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำให้พี่ชายก็จะเอาอาหารใส่ปิ่นโตและขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจเอามาให้ถึงออฟฟิศและวันนี้ก็เป็นเหมือนดั่งทุกวัน
“พี่ไฟคะ พัดเอาข้าวมาให้ค่ะ” มือบางที่เปิดประตูออฟฟิศเข้ามาถามหาพี่ชาย แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบกลับ นึกสงสัย นี่ก็เที่ยงแล้วยังไม่กลับจากไปตรวจงานในไร่อีกหรือ
“พี่ชายคุณเขาไม่อยู่หรอก” สุ่มเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้คนที่ถือปิ่นโตอยู่ในมือต้องรีบหันไปมอง พร้อมกับก้าวถอยหลังไปอัตโนมัติ
“ถะ...ถ้างั้นฉันจะวางเอาไว้บนโต๊ะพี่ไฟ ฝากคุณบอกเขาด้วยนะคะ” เธอไม่อยากจะเผชิญหน้ากับหัสดีเลย เป็นไปได้ก็ไม่อยากจะเดินเฉียดกันด้วยซ้ำ เกรงว่าหัวใจมันจะช้ำ
“จะรีบไปไหนล่ะ มาแล้วคุณก็นั่งรอสักแปบนึงมันจะเป็นอะไรไป” ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ตัวหญิงสาวแต่กระนั้นเธอก็ถอยกายหนีเช่นเดิม จนเกิดไปสะดุดเข้ากับพรมที่ปูไว้ภายในห้อง
“ว้าย!” ยังดีที่หัสดีมารับสาวเจ้าไว้ได้ทัน เช่นนั้นคงจะได้ล้มลงไปกลิ้งอยู่บนพื้นแน่ ๆ
“ปะ...ปล่อยฉัน”
“ซุ่มซ่ามไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ” เขารับเธอมาไว้ในอ้อมแขนก่อนจะกระซิบลงที่ข้างหู
“เรื่องของฉัน ปล่อยฉันคุณดิน ว้าย!” ได้ยินว่าให้ปล่อยหัสดีก็ปล่อย แต่ปล่อยแบบไม่บอกไม่กล่าวเนี่ยน่ะสิ ทำให้พัดชาต้องร่วงลงไปก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น
“มันเจ็บนะ! ปล่อยมาได้”
“ก็บอกให้ปล่อยเองไม่ใช่เหรอ ผมก็ปล่อยแล้วนี่ไง”
“ใจร้าย” พัดชาลุกขึ้นเธอเจ็บระบมไปทั้งก้น ผู้ชายคนนี้ใจร้ายไม่เคยเปลี่ยนเลย
“ก็ไม่เคยใจดีมานานแล้ว” ชายหนุ่มว่าก่อนจะเดินผ่านร่างคุณแม่ยังสาวไป แต่กระนั้นก็ยังถอยมาอีกสองสามก้าวก่อนจะพูดต่อ
“แล้วปิ่นโตนั่นน่ะ เก็บไปเถอะนะพี่ชายคุณเขาไม่เข้ามากินหรอก” หัสดีว่าเสียงเรียบก่อนจะเดินตรงเข้าห้องทำงานของตัวเองไป
พัดชาได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินออกไปจากออฟฟิศนี้ทันที ปกติหากว่าแพทริคไม่ต้องการมื้อเที่ยงหรือจะเข้าไปกินในไร่เขาจะโทรมาบอกกัน แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น
อีกทั้งทุกครั้งที่เอาอาหารมาให้เธอจะไม่ได้เธอหัสดีนักเพราะเขาก็มักจะอยู่ในไร่ไม่ต่างจากพี่ชายเธอ นิสัยนิ่ง ๆ เย็นชา ๆ ของแพทริคและหัสดีนั้นมันเหมือนกันนัก ก็อย่างว่าไม่งั้นจะเป็นเจ้านายลูกน้องคนสนิทได้ยังไง
ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวจึงได้แต่ขับมอเตอร์ไซค์ของตัวเองกลับไปที่เรือนไม้ หลังใหญ่
วันนี้เป็นอีกวันที่วิรังรองยังคงนั่งรอความหวังจากสถานที่ต่าง ๆ ที่เธอไปลงชื่อในใบสมัครไว้ แต่กระนั้นรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีใครติดต่อกลับมา จะเหลือก็แต่งานที่ป้าใจเสนอมาให้เนี่ยแหละ ดูสิว่ามันจะเป็นเช่นไรบ้าง
“ป้าบอกเขาให้แล้วนะม่าน เห็นว่าจะเดินทางกันวันมะรืน” ป้าใจบอกแกหญิงสาวรุ่นลูกที่กำลังนั่งรอข้อมูลการสมัครงานจากตนอยู่
“มะรืนหรือ ทำไมถึงเร็วจัง” แม้จะดีใจที่เขาตอบรับ แต่ก็แอบตกใจ ไม่น้อยที่มันรวดเร็วขนาดนี้
“ทางนู้นเขารีบน่ะลูก กำลังอยู่ในช่วงจะทดลองพืชชนิดใหม่พอดี เลยอยากได้คนเร็ว ๆ”
“โอเคค่ะ หนูขอบคุณป้าใจมากนะคะ” วิรังรองนำเรื่องที่จะต้องเดินทางมาบอกมารดา ซึ่งนางวิรัญญาก็ตกใจที่จู่ ๆ ก็ไปเร็วมากขนาดนี้
“อย่างนั้นก็รีบไปเก็บของเถอะม่าน”
“จ้า” สาวเจ้าโผตัวเข้ามากอดมารดาหนึ่งทีก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องเช่าที่อยู่อาศัยร่วมกับมารดาและน้องชาย รวม ๆ แล้วก็สามคนซึ่งก็มีความสุข ทั้งยังมีเพื่อนข้างห้องอย่างป้าใจหรือคนอื่นก็มักจะพากันแลกเปลี่ยนรอยยิ้มกันอยู่เสมอ ที่แห่งนี้คือแห่งรวบรวมพลังชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้
ถึงวันที่วิรังรองต้องขึ้นเหนือไปพร้อมกับคนรู้จักของป้าใจ นางวิรัญญาก็มาส่งขึ้นรถถึงที่ ยืนโอบกอดกันอยู่นานก่อนจะขึ้นรถแล้วเคลื่อนตัวออกไป
ระยะทางจากตัวเมืองของเชียงรายไปถึงไร่ที่เธอต้องทำงานอยู่ก็ถือว่าไกลพอสมควร นอกจากจะเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวแล้ว ฝุ่นจากข้างทางก็เยอะ ใช่ย่อย จนเธอต้องหาผ้ามาปิดปากและจมูกเอาไว้
“นังหนูเอ็งแน่ใจนะว่าไหว”
“ไหวค่ะ หนักแค่ไหนหนูก็สู้อยู่แล้ว” วิรังรองหันมาตอบป้าคนหนึ่งที่มอง ๆ ดูก็น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของเธอ
“เอ็งนี่ดีนะ สมัยนี้ไม่ค่อยมีรุ่นราวคราวเดียวกับเอ็งเขามาทำงานแบบนี้กันหรอก” ป้าคนเดิมว่าต่อก่อนจะหันกลับไปเม้าท์มอยกับคนอื่นที่นั่งอยู่บนรถกระบะคันเดียวกัน
วิรังรองส่งยิ้มให้ป้าร่วมรถ ก่อนที่เธอจะทอดสายตามองออกไปนอกรถ ระหว่างทางมีทั้งป่าและพืชพันธ์ต้นหญ้าต่าง ๆ ขึ้นเต็มสวยงามไปหมดจนไม่อาจ ที่จะทำให้เธอละสายตาไปได้เลย
“ไร่ภูพิมานถึงแล้วครับ” เด็กบนรถตะโกนบอกป้า ๆ ลุง ๆ ที่อยู่บนรถคันเดียวกับเธอ ดูท่าแล้วทั้งคันรถนี้น่าจะลงที่เดียวกันแม้กระทั่งเธอเองก็ต้องลง ที่ไร่นี้เช่นกัน
แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อไร่นี้เหลือเกิน เหมือนกับว่าจะเคยได้ยินจากที่ไหน
“แม่หนูเอ็งลงมาได้แล้ว” ป้าคนเดิมเอ่ยทักเพราะไม่เห็นสาวเจ้าเดินลงมาเสียทีทั้ง ๆ ที่คนอื่นก็ลงมายืนกันเต็มไปหมดแล้ว
“จ้า” วิรังรองหลุดออกจากภวังค์ความคิด ก่อนจะเดินลงจากกระบะแล้วไปรวมกลุ่มกับคนที่เหลือ
“เดี๋ยวสักพักก็น่าจะมีรถของไร่ออกมารับ พวกลุงป้าก็รอกันตรงนี้นะ ฉันไปละ”
“เออ ขอบใจมากพ่อหนุ่ม”
“เราเป็นคนที่ป้าใจบอกมาใช่ไหม” ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยถามวิรังรองขณะที่กำลังยืนรอรถของไร่ภูพิมานมารับ เพราะก่อนจะมาถึงที่นี่ป้าใจที่เป็นคนรู้จักของตนก็ฝากวิรังรองมาแต่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเท่าไหร่
“ใช่ค่ะ”
“คิดยังไงมาทำงานไกลถึงนี่เลยละ”
“ฉันกำลังหางานอยู่เลยมาค่ะ เห็นเขาว่าสมัครมาแล้วได้งานเลย”
“เออเหมือนพี่เลย” หญิงสาววัยประมาณสามสิบปลาย ๆ บอกพร้อมรอยยิ้มสดใสตามภาษคนยิ้มเก่ง
“ฉันชื่อม่าน แล้วพี่ชื่ออะไรหรือคะ” ไหน ๆ ก็จะได้ทำงานที่เดียวกันแล้ว รู้จักกันไว้ก็น่าจะไม่เสียหายอะไรอีกอย่างมีเพื่อนไว้แก้ยามเหงาก็ดี
“พี่ชื่อรัตนาเรียกสั้น ๆ ว่ารัตน์ ส่วนนี่ผัวพี่ชื่อไอสมชาย” คนที่ชื่อรัตน์ว่าก่อนจะหันไปแนะนำสามีของตัวเองกับหญิงสาวรุ่นน้อง
“ยินดีที่ได้รู้จักพี่ทั้งสองนะคะ” วิรังรองยิ้มให้คนทั้งสองที่ดูเป็นมิตร
“นู้น รถมาแล้วเราไปกันเถอะ” รัตนาบอกก่อนจะเดินนำวิรังรองไป
“จ้ะ”
รถของไร่ภูพิมานที่ขับมารับคนงานใหม่เคลื่อนตัวเข้าไปในตัวไร่ที่ไกลออกไปจากหน้าไร่ประมาณสองถึงสามกิโลเมตรเห็นจะได้
ตัวรถที่เคลื่อนเข้ามาภายในไร่ที่ใหญ่สุดลูกหูลูกตา สีเขียวแห่งป่าเขาลำเนาไพรเด่นชัดมาแต่ไกล ทั้งไร่ชาและพืชพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมาย บรรยากาศรอบกายก็แสนจะสดชื่นและสบาย ไม่เหมือนเมื่อตอนที่นั่งรถเข้ามาที่ไร่
“รอกันตรงนี้นะครับ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงกับคุณหัสดีเขาจะมาบอกหน้าที่ แล้วก็จะพาไปดูที่พัก” คนที่เป็นคนขับรถจอดแล้วบอกกับคนงานใหม่ที่ยืนอยู่ประมาณเกือบสิบคน
เพียงไม่นานร่างของชายหนุ่มรูปหล่อสีผิวกร้านแดดร่างกายสมส่วนและสมบูรณ์แบบสองคนก็เดินมายังที่พวกวิรังรองกำลังยืนอยู่
“โอ้ย ม่านดูผู้ชายสองคนนั้นสิโคตรหล่อ” รัตนาที่ออกอาการวี๊ดว้ายออกมาอย่างห้ามไม่อยู่สะกิดให้วิรังรองที่หันหลังอยู่กลับไปดู ทั้งยังลืมไปว่าตัวเองก็มีเป็นตัวเป็นตนยืนอยู่ข้าง ๆ กันนี้แล้ว
“เห็นผู้ชายหล่อเป็นไม่ได้เลยนะนังนี่” สมชายสามีของรัตนาหันมาเอ๊ะใส่เมียตัวเองที่ดูออกหน้าออกตากว่าคนอื่นเขานัก
“ก็คนเขาหล่อจริง ๆ ให้ฉันหวีดหน่อยไม่ได้รึไง”
“ไม่ได้ ฉันสิที่ต้องหล่อที่สุดในใจแก เลิกมองคนอื่นได้แล้ว”
“บร๊ะ! ไอนี่นิ” รัตนานึกหมั่นไส้สามีตนเอง ไม่คิดว่านับวันมันจะชั่งมั่นหน้ามั่นใจอะไรได้ขนาดนี้
วิรังรองที่เห็นทั้งสองสามีภรรยาคู่นี้ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ก่อนจะหันหลังกลับไปมองดูว่าหล่อเหลาสมคำร่ำลือของรัตนาหรือเปล่า
แต่ทว่าเพียงแค่เห็นผู้ชายหนึ่งในนั้นก็แทบจะทำให้เธออยากจะเดินออกจากไร่นี้ไปเสียตอนนี้เลย เพราะเธอยังจดจำความใจร้ายของเขาได้เป็นอย่างดี เขาไม่เคยรับฟังข้อเท็จจริงจากเธอแม้แต่น้อย และผู้ชายคนนั้นแหละคือคนที่ ทำให้เธอต้องก้าวเท้าเข้าไปในเรือนจำ จองจำให้อยู่หลังกำแพงถึงห้าปี ‘แพทริค พชรวิโรจน์กิจ’ เธอจำเขาได้!
วิรังรองได้เพียงแต่ยืนตัวแข็งทื่อค่อย ๆ หลบตัวให้ซ่อนอยู่ด้านหลังของรัตนา เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต
แพทริคและหัสดีพูดคุยกับพนักงานใหม่ไม่ถึงยี่สิบนาทีทุกอย่างก็เข้าใจกันทุกฝ่าย ทุกคนจะมีหน้าที่แตกต่างกันไปตามที่ได้รับมอบหมายผู้ชายก็จะทำ ในส่วนของปศุสัตว์ ผู้หญิงก็เป็นเก็บผลผลิตภายในสวนในไร่
เมื่อเสร็จสิ้นและพูดคุยหน้าที่กันเรียบร้อยแล้ว ก็แยกย้ายกันเอาสิ่งของเครื่องใช้เสื้อผ้าที่ขนมาไปเก็บยังบ้านพักคนงาน แต่ทว่าสายตาคู่คมของแพทริค ที่มองออกไปก็รู้สึกแปลก ๆ กับหญิงสาวคนหนึ่ง จึงเรียกไว้
“เดี๋ยว...ผู้หญิงคนนั้นหยุดก่อน”
เสียงเข้มเรียกคนที่กำลังจะเดินไป วิรังรองที่หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำยังคง ไม่หันกลับไปเพราะคิดว่าอาจจะไม่ใช่เธอ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อ คนตัวโตเดินเข้ามาใกล้แล้วจับให้หันมาเผชิญหน้า
ดวงตาคมเข้มที่แอบมองจากหลังรัตนาเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างขึ้นมาฉับพลัน ขนกายของสาวเจ้าลุกชันภาวนาให้เขาจำเธอไม่ได้ด้วยเถอะ แต่สีหน้าและแววตาเมื่อจ้องมองกันทำให้เธอรู้ว่ากำลังคิดผิด
“มีอะไรหรือเปล่าครับพ่อเลี้ยง”
“ไม่มีอะไร นายพาคนงานคนอื่นไปเก็บของเถอะ ยกเว้นก็แต่ผู้หญิง คนนี้” แพทริคหันไปบอกกับหัสดีก่อนจะมาเน้นเสียงหนักลงตรงหน้าวิรังรอง ที่พยายามจะดึงข้อมือของตัวเองกลับ
“มีปัญหาอะไรให้ผมจัดการก็ได้นะครับ”
“ไม่มีอะไร นายรีบพาพวกเขาไปที่บ้านพักเถอะ ตรงนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง” แพทริคพูดเสียงเรียบกับหัสดี ในขณะที่มือก็บีบและจับข้อมือของวิรังรองไว้แน่น จนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บระทม
“ครับ” ในเมื่อแพทริคต้องการที่จะจัดการเอง เขาก็ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่ง หัสดีรับคำแล้วเดินนำคนอื่นออกไป
รัตนาและสมชายที่เห็นวิรังรองโดนจับข้อมือไว้แน่นจากพ่อเลี้ยงหนุ่มเจ้าของไร่ก็กังวล แต่กระนั้นสาวเจ้าก็หันมาบอกว่าเธอไม่เป็นอะไร “เดี๋ยวม่านตามไปค่ะ” วิรังรองพูดกับสองสามีภรรยา รัตนาพยักหน้าก่อนจะเดินไป
พื้นที่ตรงนี้เหลือเพียงแค่วิรังรองและแพทริคเพียงสองคน ข้อมือของเธอที่เขาบีบเอาไว้แน่นมันยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดเข้าไปอีก เมื่อตอนนี้ชายหนุ่มเพิ่มแรงแล้วกระชากเธอให้เข้ามาปะทะที่อกแกร่ง แม้ว่าเขาจะใส่เสื้อผ้ามิดชิดปิดกาย ทุกสัดส่วน แต่แค่แรงกระทบลงที่อกแกร่งก็รู้ได้ว่าร่างกายชายหนุ่มสมบูรณ์แบบขนาดไหน กล้ามแขนและข้อมือที่แข็งแรงทุกอย่างมันรับและเข้ากันอย่างลงตัว
“ฮึ! ยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอวิรังรอง”
บทล่าสุด
#30 บทที่ 30 ตอนพิเศษ
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#29 บทที่ 29 ความสุขที่ตามหา
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#28 บทที่ 28 คลื่นความคิดถึง
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#27 บทที่ 27 สูญสลาย
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#26 บทที่ 26 ต่อให้เธอไม่รัก ฉันก็จะยังรัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#25 บทที่ 25 หัวใจที่รัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#24 บทที่ 24 ดวงใจกลัวรัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#23 บทที่ 23 อาทิตย์อับแสง
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#22 บทที่ 22 สิ้นสุดการรอคอย
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#21 บทที่ 21 โหยหารัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026
คุณอาจชอบ 😍
Dangerous Engineering เขตรักอันตราย นายวิศวะ
“หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่
ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ
“ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป
ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน
“มโนล้วน ๆ เลยนะมึง” พี่เคลิ้มเขาส่ายหัวใส่ฉัน แล้วจากนั้นเขาก็ขับรถออกจากข้างทางที่อยู่ข้างบ้านหลังใหญ่ที่เขาเดินหายเข้าไป
“เดี๋ยวนิ่มจะดูแลให้ดีเลยนะจ๊ะ” ฉันฉีกยิ้มใส่พี่เคลิ้ม
ก็ตอนนี้พี่เขาอกหัก ฉันก็แค่อยากเห็นพี่เขายิ้มก็แค่นั้น
“เรื่องของมึง เพราะกูไม่สนใจ มึงจะทิ้งก็ได้นะถ้ามันเกะกะลูกตามึง หรือจะให้กูโยนทิ้งตอนนี้ก็ได้นะ”
“อย่ามายุ่งกับของนิ่มนะ! ตอนนี้มันเป็นของนิ่มแล้ว พี่ห้ามยุ่ง”
“มโนอะไรก็มโนไป แต่อย่ามโนว่ากูเป็นผัวมึงก็พอ เพราะมันเป็นไปไม่ได้”
“ชิ! คิดว่านิ่มอยากเป็นเมียพี่หรือไง ฝันไปเถอะ นักเลงอย่างพี่เคลิ้ม นุ่มนิ่มไม่เอามาเป็นผัวหรอก ปวดหัวเรื่องผู้หญิงที่เยอะอย่างกะฝูงวัวฝูงควาย แล้วนิ่มก็ไม่มีปัญญาวิ่งหนีคู่อริพี่ด้วย นิ่มอ้วน นิ่มเหนื่อย”
“มึงมโนไปไกลแล้วนะอ้วน หยุดต่อมมโนมึงเดี๋ยวนี้”
I’m evil guy ปีศาจตัวร้ายพ่ายรัก
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
ร้ายซ่อนรักฉบับโหด
เขา ริกกี้ ชีวิตที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ หัวหน้าทีม RED SUN ผู้ซ่อนรอยร้าวไว้ใต้ใบหน้าแสนเลือดเย็น ความหื่นร้ายของเขาสยบผู้หญิงได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้น...
ปัง!!
ใครจะคิดว่าในโลกนี้ยังมีคนโง่เอาตัวเข้าไปบังกระสุนให้คนอื่นโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ทว่า เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในวันนั้นกลับเป็นเหมือนด้ายแดงผูกโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน
ขย้ำรักเลขา NC-20
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
พิษรักคุณหมอ
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน
“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน
โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
เด็กดื้อคนโปรด (ของมาเฟีย) BAD
หนุ่มหล่อ ลูกชายมาเฟียตระกูลใหญ่ผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถูกผู้หญิงหลายคนตราหน้าว่าไร้หัวใจ ถึงอย่างนั้นเพราะความหล่อก็ยังมีผู้หญิงอีกมายมายที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขา
แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารังเกียจและไม่อยากเจอหน้าถึงแม้เธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันมีค่าในสายตาของเขา
“อยากเป็นเมียฉันมากไม่ใช่หรือไง ฉันกำลังจะสนองให้เธอเป็นอยู่นี่ไง แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียแต่ง อย่าคิดหวังสูงเกินไป!!”
มิลิน
เธอถูกคนที่ตัวเองแอบรักมาตั้งแต่เด็กรังเกียจเพียงเพราะเขาคิดว่าแม่เธอคือเมียน้อยของพ่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่สนใจใยดีอะไรเธอเลย แต่เธอก็ยังรักเขาหมดหัวใจ
ทั้งที่คิดว่าหากยอมยกร่างกายให้เขาแล้วจะได้ความรักกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความเกลียดชัง
กรงรักจำนน
เขามีคนรักอยู่แล้ว ทว่าเพื่อย่า เขายอมแต่งงานปลอม ๆ กับเธอ และยอมทำทุกอย่างยกเว้น “อยู่ด้วยกันจริง ๆ”
เมื่อย่าเร่งรัดอยากได้หลาน เขาเสนอให้เธอตั้งครรภ์ด้วยสเปิร์มของคนอื่นเพื่อไม่ต้องแตะต้องกันสักนิด และนั่นคือวันที่หัวใจของเธอแตกละเอียด
จนกระทั่งแผนชั่วของใครบางคนทำให้เขาและเธอต้องนอนบนเตียงเดียวกันโดยไม่ตั้งใจ
และนั่น…ทำให้ชีวิตทุกคนพังครืน
เธอถูกใส่ร้าย ถูกขับไล่ ถูกเหยียบย่ำจนแทบไม่เหลือศักดิ์ศรี
ขย่มรักมาเฟีย
"ความทรงจำบ้าบออะไรของคุณ ฉันไม่อยากจะทบทวนอะไรทั้งนั้น ออกไปห่างๆฉันเลยนะ...อื้อ...ปล่อยฉันสิ ไอ้มาเฟียบ้า...จะมายุ่งกับฉันทำไมห้ะ!...."
"ไม่ยุ่งกับเมีย...แล้วจะให้ไปยุ่งกับหมาแมวที่ไหนล่ะหึ...ไม่ได้เจอตั้งนาน...คิดถึงดุ้นของผมไหม...อยากจะอม...อยากจะเลียเหมือนที่เคยทำหรือเปล่า...."
"ไม่....ถ้าคุณเสี้ยนมากนักก็ไปเอากับผู้หญิงของคุณสิ..ผู้หญิงพวกนั้นเขาเต็มใจทำให้คุณแบบถึงอกถึงใจ คุณจะมาบีบบังคับฉันให้เสียแรงทำไม"
"ก็ผู้หญิงพวกนั้นมันไม่ตื่นเต้นเหมือนกับคุณนิ....ผมชอบใช้แรง...โดยเฉพาะกับคุณ....ชอบเยแรงๆ....ตอกแบบจุกๆ และที่สำคัญผมชอบตอนที่คุณครางเหมือนคนกำลังจะตายตอนที่ผมกำลังเอาคุณ"
"ใครโดนคุณเอาก็ต้องครางเหมือนจะตายกันทั้งนั้นแหละ ใหญ่เกินบ้านเกินเมืองซะขนาดนั้น ไปผู้หญิงเอาพวกนั้นไป อย่ามายุ่งกับฉัน...อื้อ...ปล่อยฉันสิ"
"ทำไมชอบไล่ให้ผมไปเอาคนอื่นนักหึ....ไม่เข้าใจเหรอว่าผมจะเอาคุณ....ผมชอบหอยฟิตๆของคุณมากกว่า...ผมหลง...ผมคลั่งไคล้...และผมก็อยากจะได้มันอีก...หลายๆครั้ง....ซ้ำแล้วซ้ำเล่า....จนกว่าหอยน้อยๆของคุณมันจะรับไม่ไหว...อืม....ไม่ได้เอามานานแล้ว....คุณให้ใครมาซ้ำรอยผมหรือเปล่า...."
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด













