บทนำ
คานท์รักนทีจนกลัว
กลัวว่าสักวันหนึ่งนทีจะหันไปยิ้มให้คนอื่นแล้วไม่หันกลับมา
กลัวว่าตัวเองจะต้องถูกทิ้งอีกครั้ง เหมือนทุกครั้งในอดีต
ความกลัวนั้นไม่ได้ทำให้เขาอ่อนโยน
มันกลับทำให้เขายิ่งอยากยึดให้แน่นกว่าเดิม
ทิ้งรอยไว้บนร่างกาย
ห้ามไม่ให้ใครแตะต้อง
และค่อย ๆ กลืนกินทุกส่วนของนที
จนกระทั่งนทีเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า…
ตัวเองยังมีทางหนีอยู่จริงหรือไม่
บท 1
ฝนเริ่มตกตั้งแต่บ่ายสามโมง และคานท์ยืนอยู่ใต้เสาไฟตรงข้ามคอนโดของนทีมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว
เสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกชุ่มจนแนบติดผิว ผมเปียกน้ำฝนห้อยลงมาบังหน้าผาก แต่เขาก็ไม่ปัด เขาไม่สนใจความเย็น ความเปียก หรือสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา
ดวงตาของเขายังคงจ้องขึ้นไปที่หน้าต่างห้องชั้นแปดโดยไม่กะพริบ
เขารู้ว่านทีอยู่ข้างใน
และเขาก็รู้ว่าตอนนี้นทีกำลังคุยโทรศัพท์กับใคร
เมื่อยี่สิบนาทีก่อน เขาเดินเลาะไปยืนใต้หน้าต่างนั้นโดยตรง ยืนนิ่งท่ามกลางสายฝน แล้วได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของนทีลอดออกมา
“...อาร์ท อย่าล้อเล่นสิ ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นหรอก...”
เสียงนั้นดังชัดเจนท่ามกลางเสียงฝน
คานท์กำมือแน่นจนเล็บแทงฝ่ามือ
ในหัวของเขามีภาพเก่า ๆ ผุดขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภาพตอนเด็ก ๆ ที่ยืนรอหน้าบ้านหลังเลิกเรียนจนฟ้ามืด แต่ไม่มีใครมารับ
ภาพประตูที่ถูกปิดใส่หน้า
ภาพคำว่า “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวพ่อแม่กลับมา” ที่ไม่มีใครกลับมาจริง
เขากลัว
กลัวว่าสักวันหนึ่งนทีจะหันไปยิ้มให้คนอื่นแล้วไม่หันกลับมาหาเขาอีก
กลัวว่าเสียงหัวเราะนั้นจะไม่ได้เป็นของเขาคนเดียว
กลัวว่าตัวเองจะถูกทิ้งอีกครั้ง เหมือนทุกครั้งในอดีต
ความกลัวนั้นไม่ได้ทำให้เขานิ่งสงบ
มันทำให้เขาอยากยึดให้แน่นกว่าเดิม
คานท์หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้น้ำฝนไหลลงตามใบหน้า
“อีกไม่นาน...” เขากระซิบกับตัวเองเสียงแหบ
“ฉันจะไม่ปล่อยให้นายไปไหนอีกแล้ว”
เขาลืมตาขึ้น ดวงตามืดมัวและเต็มไปด้วยความตั้งใจที่เย็นยะเยือก
คืนนี้
เขาจะหยุดรอ
คานท์ยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้เสาไฟต่อไป
สายฝนกระหน่ำไม่ลดละ น้ำไหลลงตามลำคอ ไหลลงไปใต้เสื้อเชิ้ตที่เปียกจนเย็นเฉียบ แต่ความหนาวเย็นภายนอกเทียบไม่ได้กับความหนาวที่แผ่กระจายอยู่ในอกของเขา
เขากำลังคิด
คิดถึงทุกครั้งที่เห็นนทียิ้มให้คนอื่น
คิดถึงเสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมาจากหน้าต่างเมื่อสักครู่
คิดถึงภาพอาร์ทที่ยื่นมือไปปัดน้ำบนไหล่ของนทีโดยไม่จำเป็น
และคิดถึงตัวเองในวัยเด็ก ที่เคยยืนรออยู่หน้าบ้านหลังเดียวกันทุกเย็น รอคอยคนที่ไม่เคยกลับมา
“ถ้าฉันปล่อยให้นายไป…”
เสียงในหัวของคานท์ดังขึ้นเบา ๆ
“ถ้านายหันไปหาคนอื่นจริง ๆ… ฉันจะเหลืออะไรไว้?”
คำถามนั้นไม่มีคำตอบ
เขาเคยพยายามควบคุมตัวเองมาตลอดสามเดือน เคยบอกตัวเองว่าการเฝ้ามองจากระยะไกลก็เพียงพอแล้ว เคยบอกตัวเองว่าถ้าเขารักนทีจริง เขาควรให้นทีมีอิสระ
แต่คืนนี้ เขายอมแพ้กับตัวเอง
คานท์หลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้น้ำฝนชะล้างใบหน้า
ภาพในหัวของเขาวาดขึ้นมาอย่างชัดเจน
ภาพของนทีที่ยืนอยู่ในอ้อมกอดของเขา
ภาพของนิ้วมือที่กำข้อมือนทีไว้แน่น
ภาพของรอยจูบและรอยกัดที่ถูกทิ้งไว้บนผิวหนังขาว
ภาพของนทีที่มองเขาด้วยสายตาที่สั่นเทา แต่ไม่หนี
“ฉันจะไม่ทำร้ายนาย…” เขากระซิบกับสายฝน
“ฉันแค่… อยากให้นายอยู่กับฉัน”
แม้คำพูดนั้นจะฟังดูอ่อนโยน แต่ในใจของคานท์รู้ดีว่ามันไม่ได้หมายถึงการอยู่ด้วยกันอย่างเท่าเทียม
มันหมายถึงการยึดครอง
การทำให้แน่ใจว่านทีไม่มีทางหันไปหาใครได้อีก
เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำฝนที่ไหลลงมาขวางสายตา แล้วจ้องกลับไปที่หน้าต่างชั้นแปดอีกครั้ง
แสงไฟในห้องยังสว่างอยู่
นทียังอยู่ข้างใน
และคานท์ก็รู้ว่าอีกไม่นาน นทีจะต้องลงมา
คืนนี้
เขาจะไม่ใช่แค่คนที่เฝ้ามองอีกต่อไป
เวลาผ่านไปอีกเกือบยี่สิบนาที
คานท์ยังคงยืนอยู่กับที่ แม้ร่างกายจะเย็นจนชาไปหมดแล้วก็ตาม เขานับเสียงหัวใจตัวเองเบา ๆ ในอก ราวกับกลัวว่าถ้าหยุดนับ มันจะหายไปพร้อมกับความแน่วแน่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
จนกระทั่งประตูคอนโดเปิดออก
แสงไฟสีขาวจากโถงทางเดินส่องออกมาเป็นทางยาว แล้วเงาร่างของนทีก็ปรากฏขึ้น ร่มสีฟ้าอ่อนกางขึ้นทันทีที่ก้าวออกจากชายคา เขายังถือโทรศัพท์อยู่ที่หูข้างหนึ่ง อีกมือยกขึ้นปัดผมที่เปียกเล็กน้อยตรงหน้าผาก
“ได้ครับ ฉันจะส่งโน้ตให้พรุ่งนี้เช้า… บายนะอาร์ท”
คำว่า “บายนะอาร์ท” ดังชัดเจนท่ามกลางเสียงฝน
คานท์รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกถูกบีบแน่น
ภาพในหัวของเขาวาดขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภาพของนทียิ้มให้คนอื่น
ภาพของนิ้วมือที่อาจจะกำลังเล่นชายเสื้ออย่างเขิน ๆ
ภาพของอาร์ทที่อยู่อีกฝั่งสาย กำลังยิ้มเช่นกัน
ความกลัวที่เขากดไว้ตลอดสามเดือนค่อย ๆ ลอยขึ้นมาผิวน้ำ
“ถ้าฉันยังปล่อยไว้อย่างนี้…”
“ถ้านายเริ่มชินกับการมีคนอื่นอยู่ข้าง ๆ…”
“แล้วฉันล่ะ? ฉันจะเหลือแค่คนที่เฝ้ามองจากระยะไกลตลอดไปหรือ?”
คานท์ไม่รอให้คำถามเหล่านั้นมีคำตอบ
เขาเดินออกจากเงามืดในวินาทีที่นทีกดวางสาย
ฝีเท้าของเขาหนักแต่เงียบผิดปกติ
“นที”
เสียงเรียกนั้นดังขึ้นเมื่อเขายืนห่างจากนทีเพียงไม่กี่ก้าว
นทีสะดุ้งหันมา ดวงตากลมโตขึ้นเมื่อเห็นเงาร่างของคานท์ที่ยืนเปียกปอนอยู่ตรงหน้า
“คานท์? นาย… มายืนตากฝนตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
คานท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที
เขายืนนิ่ง มองนทีโดยไม่กะพริบตา
มองร่องรอยของรอยยิ้มที่ยังค้างอยู่ที่มุมปาก
มองนิ้วมือที่เพิ่งวางสายจากอาร์ท
แล้วในใจของเขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน
“ฉันจะไม่ยอมให้นายยิ้มให้ใครแบบนั้นอีกแล้ว”
นทียืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา ร่มสีฟ้าอ่อนยังกางอยู่ น้ำฝนไหลลงตามขอบร่มเป็นสาย ๆ
“คานท์ เสื้อนายเปียกหมดแล้ว…” นทีพูดด้วยน้ำเสียงกังวล “เข้าไปข้างในก่อนไหม ฉันไปเอาผ้าขนหนู—”
คานท์ไม่ได้ฟังจนจบ
เขายื่นมือไปคว้าข้อมือของนทีไว้แน่น แรงจนนทีรู้สึกเจ็บเล็กน้อย แล้วดึงเข้ามาใกล้จนร่มหล่นลงพื้น
“ขึ้นรถ”
นทีชะงัก
“เดี๋ยวสิ ฉันยัง—”
“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงของเขาต่ำและหนักแน่นจนไม่มีที่ว่างให้โต้แย้ง
นทีถูกดึงขึ้นรถสีดำอย่างง่ายดาย คานท์ขึ้นนั่งฝั่งคนขับ ปิดประตูดังปัง แล้วสตาร์ทรถทันทีโดยไม่มองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่นิด
รถพุ่งออกจากที่จอดคอนโดอย่างรวดเร็ว
ภายในรถเงียบกริบ มีเพียงเสียงฝนที่กระทบกระจกกับเสียงเครื่องยนต์
คานท์กุมพวงมาลัยแน่น นิ้วขาวโพลน
ในใจของเขายังคงวนเวียนอยู่กับภาพเมื่อสักครู่
ภาพที่นทียิ้ม
ภาพที่นทีพูดคำว่า “บายนะอาร์ท”
ภาพที่นิ้วมือของนทีอาจจะกำลังเล่นชายเสื้ออย่างเขิน
ความกลัวค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเป็นความโกรธที่เงียบและเย็นชา
“ฉันปล่อยให้นายมีอิสระมานานเกินไปแล้ว…”
เขาคิดกับตัวเอง
“ฉันบอกตัวเองตลอดว่าการเฝ้ามองก็พอ แต่จริง ๆ แล้วฉันทนไม่ไหวตั้งแต่แรก”
คานท์เหลือบมองนทีจากด้านข้างเพียงเสี้ยววินาที
นทียังนั่งเงียบ มือทั้งสองวางบนตักอย่างเกร็ง
“เมื่อกี้นายคุยกับใคร” คานท์ถามขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบผิดปกติ
“อาร์ท… เขาขอโน้ตวิชาสถิติ”
“แล้วทำไมต้องคุยนานขนาดนั้น”
นทีเงียบไปครู่หนึ่ง
“ก็… เขาคุยเรื่องอื่นด้วย”
คานท์หัวเราะคิกเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นแห้งและเย็นชาจนตัวเขาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของมัน
“นที…” เขาเรียกชื่อนั้นเบา ๆ
“ฉันทนมานานพอแล้ว”
ความเงียบในรถยาวเหยียดจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัด
คานท์ขับรถต่อไปอีกสักพัก ก่อนจะหักพวงมาลัยเข้าซอยเปลี่ยวอย่างกะทันหัน แล้วจอดรถข้างทาง
เขาระบายหายใจออกมาช้า ๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในอก
“คานท์… นายโกรธอะไรหรือเปล่า?” นทีถามเสียงเบา
คานท์ถอดเข็มขัดนิรภัย แล้วหันมามองนทีโดยตรง
ในความมืดของห้องโดยสาร ดวงตาของเขามืดมัวและลึก
“ฉันไม่ได้โกรธ” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันแค่… กลัว”
นทีชะงัก
“กลัว…?”
คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเลือกว่าจะพูดความจริงออกไปมากน้อยแค่ไหน
“ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่งนายจะหันไปหาคนอื่น” เขากล่าวช้า ๆ “กลัวว่านายจะยิ้มให้ใครแบบที่นายยิ้มให้ฉัน แล้วฉันจะต้องกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งอีกครั้ง”
นิ้วมือของเขาที่วางบนพวงมาลัยเกร็งแน่น
“ฉันเคยถูกทิ้งมาตลอดตั้งแต่เด็ก นที… ฉันไม่ไหวแล้วที่จะมานั่งรอใครอีก”
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำฝนจากตัวเขาเต็มห้องโดยสาร
“ตั้งแต่วันที่นายยอมให้ฉันจูบครั้งแรก นายก็เป็นของฉันแล้วในใจของฉัน”
คานท์จับคางของนทีไว้เบา ๆ แต่แน่นพอที่จะไม่ให้นทีหันหนี
“คืนนี้นายจะไปกับฉัน”
“ไปไหน…”
“บ้านฉัน”
นทีตัวแข็งทื่อ
คานท์มองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ราวกับกำลังค้นหาคำตอบ
“ฉันจะไม่ทำร้ายนาย” เขากระซิบ “แต่นายต้องอยู่กับฉัน… อย่างน้อยก็คืนนี้”
ในใจของคานท์ยังคงมีความขัดแย้งอยู่ลึก ๆ
ส่วนหนึ่งอยากให้นทีมาเองด้วยความเต็มใจ
แต่อีกส่วนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่ากลับบอกเขาว่า
ถ้ารอให้นทีเต็มใจ เขาอาจจะต้องสูญเสียอีกครั้ง
และเขาไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก
คานท์ไม่ได้รอให้นทีตอบอะไรเพิ่ม
เขารัดเข็มขัดนิรภัยอีกครั้ง แล้วสตาร์ทรถต่อโดยไม่พูดอะไรอีก รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากซอยมืดเข้าสู่ถนนใหญ่
ฝนยังคงตกไม่หยุด
ความเงียบภายในรถครั้งนี้หนักหน่วงกว่าตอนแรก แม้แต่เสียงหยดน้ำที่กระทบกระจกยังดังชัดจนรบกวน
นทีนั่งนิ่ง มองออกไปนอกหน้าต่าง นิ้วมือกำชายเสื้อเบา ๆ
ส่วนคานท์ขับรถด้วยสายตาจ้องไปข้างหน้าตลอดเวลา มือข้างหนึ่งกุมพวงมาลัย อีกข้างหนึ่งวางอยู่บนต้นขาตัวเองอย่างเกร็ง
ในใจของเขายังคงวนเวียนอยู่กับคำพูดเมื่อสักครู่
“ฉันกลัว…”
เขาแทบไม่เคยพูดประโยคนั้นออกปากกับใครมาก่อน
แม้แต่กับตัวเองก็ยังพยายามปฏิเสธอยู่เสมอ
แต่คืนนี้เขายอมรับมัน
เขากลัวจริง ๆ
กลัวว่าถ้ายอมปล่อยให้นทีมีอิสระต่อไป นทีจะค่อย ๆ ห่างออกไปทีละนิด
กลัวว่าสักวันหนึ่งนทีจะพบคนที่ทำให้ยิ้มได้มากกว่าเขา
กลัวว่าตัวเองจะต้องกลับไปยืนรออยู่ตรงนั้นอีกครั้ง โดยไม่มีใครหันกลับมามอง
“ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก…”
คานท์คิดกับตัวเอง
“แม้ฉันจะต้องเป็นคนเลวในสายตาของนายก็ตาม”
รถแล่นต่อไปอีกสักพัก ผ่านปั๊มน้ำมันที่ปิดแล้ว ผ่านร้านสะดวกซื้อที่มีไฟสว่างจ้าเพียงไม่กี่หลัง จนกระทั่งเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ ที่ไม่มีป้ายชื่อ
บ้านของคานท์ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เป็นบ้านสองชั้นสีเทาเข้ม รั้วสูง ทึบ และดูมืดมิดผิดปกติ ต้นไม้ใหญ่หลายต้นบดบังแสงไฟจากถนนจนภายในพื้นที่ดูเงียบสงัดและแยกออกจากโลกภายนอก
คานท์กดรีโมทเปิดประตูรั้ว รถแล่นเข้าไปในโรงรถอย่างช้า ๆ แล้วดับเครื่อง
ความเงียบหลังจากเครื่องยนต์หยุดทำงานนั้นหนักหน่วงยิ่งกว่าตอนขับรถ
เขาถอดเข็มขัดนิรภัย แล้วหันมามองนที
“ลงได้” เขาพูดเสียงต่ำ
นทีเงยหน้าขึ้นสบตา เห็นดวงตาของคานท์ที่มืดมัวและเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ทั้งอ่อนแอและอันตรายในเวลาเดียวกัน
คานท์เปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วเดินวนมาเปิดประตูฝั่งนทีด้วยตัวเอง
“มา”
เขายื่นมือออกไป
ไม่ใช่การดึงแบบเมื่อกี้
แต่เป็นการยื่นมือให้จับ
แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่า ไม่ว่านทีจะยื่นมือกลับมาหรือไม่
เขาก็จะไม่ยอมให้นทีหันหลังกลับไปแล้ว
นทีมองมือที่คานท์ยื่นมาให้เป็นเวลานาน
ในที่สุดเขาก็ค่อย ๆ ยื่นมือตัวเองวางลงบนฝ่ามือนั้นอย่างช้า ๆ
คานท์กำมือตอบเบา ๆ แต่แน่นหนา แล้วพานทีเดินเข้าสู่ตัวบ้าน
ภายในบ้านมืดและเงียบ เขาเปิดไฟเพียงดวงเดียวที่โถงทางเดิน แสงสีอุ่นส่องยาวไปตามพื้นไม้จนถึงบันได
คานท์พานทีขึ้นไปชั้นสองโดยไม่ปล่อยมือ
เมื่อถึงห้องนอน เขาเปิดประตู ดึงนทีเข้าไปข้างใน แล้วปิดประตูตาม
เสียงล็อกประตูดังคลิกเบา ๆ ในความเงียบ
นทียืนนิ่งอยู่กลางห้อง เสื้อผ้ายังเปียกชื้นจากฝน ผมเปียกปอน
คานท์ยืนอยู่ตรงข้าม มองเขาโดยไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน
ในใจของคานท์ยังคงมีความขัดแย้งอยู่
ส่วนหนึ่งอยากเดินเข้าไปกอดนที แล้วบอกว่าเขากลัว
แต่อีกส่วนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่ากลับกระซิบว่า
“ถ้านายอ่อนแอตอนนี้ นายจะสูญเสียเขาอีกครั้ง”
คานท์หลับตาลงช้า ๆ แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตามืดลง
“คืนนี้นอนที่นี่” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันจะไม่ทำอะไรที่นายไม่พร้อม… แต่ฉันก็จะไม่ยอมให้นายกลับไปคอนโดคนเดียว”
นทีเงยหน้าขึ้นมองเขา
“คานท์… นายกลัวจริง ๆ เหรอ?”
คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วเขาตอบอย่างช้า ๆ
“กลัว”
“กลัวจนทนไม่ไหว”
เขาก้าวเข้าไปใกล้นทีทีละก้าว จนยืนอยู่ตรงหน้าในระยะที่ใกล้
“ฉันรักนายมากจนกลัวว่าสักวันหนึ่งนายจะหายไป” เขากระซิบ “ดังนั้นคืนนี้… ให้นายอยู่กับฉัน”
คานท์ยื่นมือขึ้นไปแตะแก้มของนทีเบา ๆ
นิ้วสั่นเล็กน้อย
“แค่คืนนี้ก็พอ…”
แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่า
“แค่คืนนี้” ที่พูดออกไปนั้น
ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเลยแม้แต่น้อย
จบตอนที่ 1
บทล่าสุด
#20 บทที่ 20 วันที่พื้นที่ว่างเริ่มคุ้นมือ
อัปเดตล่าสุด: 10/29/2026#19 บทที่ 19 วันที่พื้นที่ว่างเริ่มอยู่ได้นานขึ้น
อัปเดตล่าสุด: 10/28/2026#18 บทที่ 18 วันที่ความเบาเริ่มมีรูปร่าง
อัปเดตล่าสุด: 10/23/2026#17 บทที่ 17 วันที่ระยะห่างเริ่มเบาลง
อัปเดตล่าสุด: 10/22/2026#16 บทที่ 16 วันที่ความกลัวนั่งเงียบ ๆ
อัปเดตล่าสุด: 10/20/2026#15 บทที่ 15 วันที่ความเงียบมีน้ำหนัก
อัปเดตล่าสุด: 10/19/2026#14 บทที่ 14 วันที่คำถามไม่ได้ออกมา
อัปเดตล่าสุด: 10/11/2026#13 บทที่ 13 คำที่ยังเลือกไม่คล่อง
อัปเดตล่าสุด: 10/10/2026#12 บทที่ 12 วันที่ระยะห่างเริ่มมีชื่อ
อัปเดตล่าสุด: 10/9/2026#11 บทที่ 11 ระยะห่างที่ยังไม่ชิน
อัปเดตล่าสุด: 10/9/2026
คุณอาจชอบ 😍
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!
พิษรักคุณหมอ
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน
“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน
โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย
ภารกิจให้เป็นคู่เดทเป็นเวลา1อาทิตย์...
พี่ชายที่รัก
จนหัวใจและร่างกายของฉันมันบอบช้ำ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่รักดีเผลอรักพี่ชายคนนี้ จนหมดใจ
เกลียดรัก
อารญากับธีรเดชก็เช่นกัน
แต่เกลียดกันไปเกลียดกันมาดันท้องเฉยเลย
My Husband คุณสามีเมื่อไหร่จะหย่า?
ว่าที่เจ้าบ่าวรู้เรื่องก็กับรีบเอ่ยปากตั้งเงื่อนไขการหย่าตั้งแต่ยังไม่ทันได้แต่งงาน
แล้วแบบนี้เธอจะใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับเขาได้ยังไงกัน?
เมื่อเขาปากร้าย ส่วนเธอไม่ชอบพูด
แต่เมื่อเธอเลือกพูด สิ่งที่พูดออกไปคือ “กลับมาแล้วเราไปหย่ากัน! ไม่ต้องรอแล้ว หย่ากันเลย!!” เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ
ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ไกลเริ่มร้อนลน ทั้งเคยพูดเรื่องหย่าอยู่บ่อยครั้ง ได้ยินคำจริงจังนั่นถึงกับรีบแจ้นกลับมา
แล้วตกลงคุณสามี ตกลงอยากหย่า หรือ ไม่อยากหย่านะ?
สูตรรักศาสตราจารย์
ในวันที่คุณหมอออกเวรตอนเช้า แล้วเพิ่งจะคล้อยหลับไปไม่ทันได้หนึ่งชั่วโมง เสียง ปัก ปัก จากข้างห้องดังจนหัวเตียงเธอแทบจะคลอนตาม ด้วยความโมโห หมอปรางถึงขั้นเอากระดาษที่เขียนด้วยลายมือหมอ ไปแปะไว้ที่หน้าห้องข้างๆ
"ตำน้ำพริก กรุณารองครกด้วยค่ะ"
พร้อมคำสาบแช่งเล็กๆ น้อยๆ
"สาธุ ขอให้มันอักเสบ หรือไม่ก็ให้เตียงมันหักไปซะจะได้ไม่ต้องเสียงดัง"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
"คุณไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล เชิญห้องตรวจหนึ่งค่ะ"
"ตุ่มคล้ายสิวหรือหนองขึ้นที่โคนอวัยวะเพศใช่ไหมคะ"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
"ฉิบหายแล้วแกนังปราง มีเรื่องกับใครไม่มี นั่นน่ะหรือตาบ้าข้างห้องแกอ่ะ"
"อื้อ แกรู้จักหรือ"
"เรียกว่าทั้งมหาวิทยาลัยใครบ้างไม่รู้จักเขาดีกว่า"
"ตอนนั้นฉันอยู่ไม่เห็นรู้จัก"
"ก็แก มันสนใจอะไรรอบตัวบ้าง นั่นน่ะ อาจารย์วิทย์ รองศาสตราจารย์ไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล กำลังจะได้เป็นศาสตราจารย์อยู่รอมร่อ จนเขาว่ากันว่าจะเป็นศาตราจารย์ที่หนุ่มและหล่อที่สุด ที่สำคัญเขาเป็นอาจารย์อยู่คณะนิติศาสตร์ ฉิบหายไหมคราวนี้"
"ฉิบหายล่ะ"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
ลุ้นรัก เจ้าสาวใบสั่ง
แค้นรัก มาเฟียร้าย (ซีรีส์ชุดDARK )
'ดาเรนเต้ ราฟาเอลโล' มาเฟียตัวฉกาจหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์DARK
เธอจะสามารถหลุดพ้นจากบวงแค้นนี้ได้หรือไม่?!
ลวงรักคุณหมอคาสโนว่า
เรื่องราวของคุณหมอ "คาสโนว่าตัวพ่อ" ควงผู้หญิงเป็นว่าเล่น ปากดี งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเองอย่าง "คณาธิป"
เมื่อมาพบกับกวางน้อยไร้เดียงสาแต่สู้คนอย่าง "ชมชนก" เด็กนักศึกษาคณะบริหารที่มาฝึกงานในโรงพยาบาลของเขา
เธอคอยส่งทั้งขนม กาแฟและมักจะเดินมาให้เขาเห็นบ่อย ๆ
แต่เขาไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่เพราะไม่ต่างกับพวกโรคจิต
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรกับผู้หญิงคนอื่นที่ห้องไหน
ทำไมต้องเจอกับเธอทุกทีสิน่า!!
** นิยายเรื่องนี้พระเอกเริ่มแรกไม่ใช่คนดีนะคะ ปากร้ายและเอาแต่ใจ
นิยายเป็นแนว 18+ มีฉากอีโรติกค่อนข้างละเอียด
ควรใช้วิจารณญาณในการเสพ













