บทนำ
เขาเป็นหมอหัวใจที่รักษาคนไข้ได้
แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าหัวใจของตัวเองกำลังป่วยหนักเพียงใด สำหรับคุณหมอปรินทร์ วรเศรษฐ์ ความรักคือพันธะ การแต่งงานคือกรงและผู้หญิงที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาก็เป็นได้เพียงหน้าที่ที่มีวันหมดอายุ
เขาจึงยื่นสัญญาให้เธอ จ้างเธอมาเป็นภรรยาชั่วคราวจ้างให้เธอยิ้ม จ้างให้เธอดูแลแม่ของเขา จ้างให้เธอยืนข้างเขาในฐานะเมียที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหัวใจ
แต่มินตราไม่เคยรู้เลยว่า บทบาทที่เธอรับไว้เพื่อช่วยชีวิตคนสำคัญของตัวเองจะค่อย ๆ กลายเป็นบ่วงเงียบงันที่รัดหัวใจเธอแน่นขึ้นทุกวัน
เธอเคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอ เข้มแข็งพอจะเป็นภรรยาตามสัญญา เข้มแข็งพอจะยิ้มให้เขา ทั้งที่ถูกผลักให้อยู่กับการไม่มีค่า เข้มแข็งพอจะรักเขา เงียบ ๆ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้มแข็งพอ เมื่อหัวใจที่เธอมอบให้ถูกเหยียบย่ำ
วันที่เธอเดินจากไปกลางสายฝน เขาเพิ่งรู้ว่าบ้านหลังใหญ่ทั้งหลังไม่มีความหมายเลยหากไม่มีผู้หญิงที่เคยนอนบนโซฟาตัวเล็ก ๆ คนนั้นอยู่ในชีวิต
วันที่เขาอยากเป็นพ่อ ลูกของเขากลับยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ครั้งหนึ่งพ่อเคยไม่ต้อนรับเธอ และวันที่เขาตามหาเธอจนพบผู้หญิงที่เคยเป็น “เมียชั่วคราว” กลับกลายเป็นแม่คนหนึ่งที่จะปกป้องลูกจากความรักที่มาช้าเกินไป
บท 1
ตอนที่ 1
ผู้หญิงที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นลูกสะใภ้
เสียงฝนกระหน่ำลงบนกระจกบานสูงของโรงพยาบาลเอกชนกลางเมืองราวกับฟ้าทั้งผืนกำลังร้องไห้แทนใครบางคน แสงไฟสีขาวนวลทอดยาวไปตามทางเดินเงียบสงัดของชั้นผู้ป่วยพิเศษ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นอับชื้นของค่ำคืนฝนพรำ ทำให้บรรยากาศยามใกล้เที่ยงคืนยิ่งเงียบเหงากว่าปกติ
มินตรา เร่งฝีเท้าไปตามทางเดินด้วยหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอเพิ่งวางโทรศัพท์จากหัวหน้าผู้ประสานงานดูแลผู้ป่วยพิเศษไม่ถึงยี่สิบนาที หลังได้รับแจ้งว่ามีคนไข้วีไอพีอาการกำเริบหลังผ่าตัดเล็ก ต้องการคนเฝ้าเฉพาะกิจที่ใจเย็น พูดจานุ่มนวล และสามารถดูแลผู้ป่วยสูงวัยที่มีอาการตื่นกลัวได้เป็นพิเศษ
เธอไม่ใช่พยาบาล ไม่ใช่หมอ และไม่มีตำแหน่งใดในโรงพยาบาลแห่งนี้ นอกจากคำเรียบง่ายว่า คนดูแลผู้ป่วยพิเศษ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเพียงงานรับจ้างเฝ้าไข้ ทว่าในสายตาของมินตรา งานนี้ไม่ใช่แค่การนั่งอยู่ข้างเตียงเพื่อรอเวลาเปลี่ยนกะ มันคือ การอยู่เป็นเพื่อนคนที่กำลังเปราะบางที่สุดในชีวิต อยู่กับความกลัว อยู่กับความเจ็บ และบางครั้งก็อยู่กับลมหายใจสุดท้ายของใครบางคน
หญิงสาวยกมือกดกระเป๋าผ้าสะพายข้างแนบอก ในนั้นมีสมุดบันทึกเล่มเล็ก ปากกาด้ามโปรด และผ้าพันคอผืนบางที่เธอมักพกติดตัวไว้เสมอ ยามต้องเฝ้าคนไข้กลางคืน บางคนหลับยาก บางคนกลัวความมืด บางคนเพียงต้องการใครสักคนอ่านหนังสือให้ฟังจนกว่าจะผ่านคืนยาวนานไปได้
คืนนี้ก็อาจเป็นคืนเช่นนั้น“คุณมินตราใช่ไหมคะ” พยาบาลเวรคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหา สีหน้ามีความกังวลชัดเจนแม้พยายามเก็บอาการไว้ภายใต้ความเป็นมืออาชีพ
“ใช่ค่ะ คนไข้อยู่ห้องไหนคะ” มินตราถามด้วยน้ำเสียงสุภาพพลางพยายามปรับลมหายใจให้มั่นคง แม้เสื้อเชิ้ตสีครีมของเธอจะเปียกชื้นจากละอองฝนบริเวณหัวไหล่ก็ตาม
“ห้องพิเศษด้านในสุดค่ะ ท่านเพิ่งมีภาวะตื่นตกใจ ความดันแกว่งนิดหน่อย หมอเวรเข้ามาดูแล้ว ตอนนี้อาการทางกายยังควบคุมได้ แต่ทางใจไม่ค่อยดีเลยค่ะ ท่านเอาแต่เรียกลูกชาย แล้วก็ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้” พยาบาลอธิบายยาวกว่าปกติ เพราะรู้ดีว่าคนไข้รายนี้ไม่ใช่คนไข้ธรรมดา
“ท่านชื่ออะไรคะ มินจะได้เรียกถูก” มินตราถามต่ออย่างใจเย็น ขณะเดินตามพยาบาลไปตามทางเดินที่มีไฟสว่างแต่ไร้ผู้คน
“คุณหญิงภาวินีค่ะ” พยาบาลตอบเบาลงเล็กน้อย คล้ายเกรงว่าแม้แต่ชื่อคนไข้ก็ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
มินตราชะงักเพียงเสี้ยววินาที ชื่อนั้นดูคุ้นหูอย่างประหลาด บางทีเธออาจเคยเห็นตามข่าวสังคมหรือป้ายบริจาคของโรงพยาบาล แต่เธอไม่ปล่อยให้ความสงสัยดึงความสนใจออกจากหน้าที่ตรงหน้า
เมื่อประตูห้องพิเศษถูกเปิดออก เสียงสะอื้นแหบพร่าของหญิงสูงวัยก็ดังลอดออกมาทันที
“ปรินทร์... ปรินทร์อยู่ไหน... อย่าทิ้งแม่ไว้คนเดียว... แม่ไม่อยากอยู่คนเดียว...” เสียงนั้นสั่นเครือจนคนฟังเจ็บตาม แม้ไม่รู้จักกันมาก่อน
มินตราก้าวเข้าไปในห้องอย่างช้า ๆ ไม่รีบร้อน ไม่ส่งเสียงดัง และไม่ทำท่าตื่นตกใจ แม้ภาพตรงหน้าจะบีบหัวใจไม่น้อย หญิงสูงวัยร่างผอมบางนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ใบหน้าซีดเซียวมีร่องรอยความงามสง่าในวัยสาวหลงเหลืออยู่ ดวงตาคู่เศร้าจับจ้องไปยังประตูเหมือนกำลังรอใครบางคนที่ไม่เคยมาถึง ข้อมือมีสายน้ำเกลือ บริเวณอกติดแผ่นวัดสัญญาณชีพ เสียงเครื่องมอนิเตอร์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าอัตราการเต้นของหัวใจบนหน้าจอกลับเร็วผิดปกติ
“คุณหญิงคะ มินตรานะคะ มินขอนั่งเป็นเพื่อนตรงนี้ได้ไหมคะ” มินตราเอ่ยอย่างอ่อนโยน พลางหยุดยืนห่างจากเตียงในระยะที่ไม่ทำให้คนไข้รู้สึกถูกคุกคาม
คุณหญิงภาวินีหันมามองเธอ แววตาขุ่นมัวด้วยน้ำตาและความตื่นกลัว ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริกเหมือนพยายามจำว่าใบหน้าหวานตรงหน้าเป็นใคร
“ลูก... ลูกเป็นใคร... ปรินทร์ส่งลูกมาใช่ไหม” หญิงสูงวัยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคง มือเหี่ยวย่นพยายามยื่นออกมาหาใครสักคน แต่ยกได้เพียงครึ่งทางก็ร่วงลงบนผ้าห่ม
มินตรารีบเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ยังไม่แตะต้องโดยพลการ เธอย่อตัวลงข้างเตียงให้ระดับสายตาใกล้กับคนไข้มากที่สุด
“มินเป็นคนที่จะมานั่งเป็นเพื่อนคุณหญิงคืนนี้ค่ะ คุณหญิงไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนนี้คุณหญิงอยู่ที่โรงพยาบาล มีหมอ มีพยาบาล และมีมินอยู่ตรงนี้ด้วยค่ะ” เธอพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงนุ่มจนพยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังยังรู้สึกผ่อนคลายตาม
“ไม่... ไม่เอาหมอ... ไม่เอาใครทั้งนั้น... แม่จะหาปรินทร์... ปรินทร์โกรธแม่ใช่ไหม เขาถึงไม่มา... เขาไม่รักแม่แล้วใช่ไหมลูก” คุณหญิงภาวินีเริ่มหอบ น้ำตาไหลจากหางตา ความดันบนจอขยับสูงขึ้นอีกเล็กน้อยจนพยาบาลก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความกังวล
มินตราเห็นตัวเลขบนจอแล้วรู้ทันทีว่าหากปล่อยให้คนไข้ตื่นตระหนกต่อไป อาการอาจแย่ลง เธอจึงค่อย ๆ วางมือตัวเองลงใกล้มือของหญิงสูงวัย ก่อนถามเสียงเบา
“มินจับมือคุณหญิงได้ไหมคะ มินจะอยู่ตรงนี้ ไม่ปล่อยให้คุณหญิงอยู่คนเดียวค่ะ” เธอถามด้วยความเคารพ ไม่ใช่คำสั่ง และรอคำตอบราวกับกำลังรออนุญาตจากคนสำคัญ
คุณหญิงภาวินีมองมือเรียวเล็กนั้นอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ ขยับนิ้วมาแตะปลายนิ้วของมินตราเอง สัมผัสนั้นเย็นเฉียบและสั่นน้อย ๆ จนมินตราใจหาย เธอจึงประคองไว้ด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง
“มือคุณหญิงเย็นจังเลยค่ะ เดี๋ยวมินช่วยห่มผ้าให้อีกชั้นนะคะ คืนนี้ฝนตกหนัก อากาศเย็นกว่าทุกคืน แต่ไม่เป็นไรนะคะ อีกไม่นานฝนก็จะซาแล้วค่ะ” มินตราพูดพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้คนไข้ด้วยท่าทางอ่อนโยน
“ลูกสะใภ้...” คุณหญิงภาวินีกระซิบออกมาพร้อมน้ำตา แววตาที่สับสนเมื่อครู่กลับมีประกายบางอย่างคล้ายความหวัง “ในที่สุดปรินทร์ก็พาลูกมาหาแม่จริง ๆ ใช่ไหม แม่คิดว่าเขาโกหกแม่เสียอีก เขาบอกแม่หรือเปล่าว่าเขารักลูกมากแค่ไหน”
หัวใจของมินตรากระตุกวูบ เธอเงยหน้ามองพยาบาลอย่างตกใจ อีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจชัดเจนและส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับไม่รู้จะแก้สถานการณ์อย่างไร
“คุณหญิงคะ มินคิดว่าคุณหญิงอาจจะเข้าใจผิดนะคะ มินไม่ใช่...” มินตราพยายามปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มที่สุด เพราะไม่อยากทำให้คนป่วยสะเทือนใจ
“ไม่ผิด... แม่จำได้... ปรินทร์บอกว่าจะพาลูกสะใภ้มาหาแม่... แม่รอทุกวัน... รอจนกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้า...” คุณหญิงภาวินีเริ่มหายใจถี่อีกครั้ง นิ้วที่จับมือมินตราเกร็งแน่นขึ้นอย่างน่าสงสาร “ลูกอย่าไปนะ อย่าทิ้งแม่ไว้เหมือนปรินทร์... ทุกคนมีงาน มีชีวิต มีคนต้องรักษา แต่ไม่มีใครมีเวลาให้แม่เลย”
ประโยคนั้นเหมือนมีดเล่มเล็กกรีดลงกลางอกมินตรา เธอรู้ดีว่าเธอไม่ควรรับสมอ้าง ไม่ควรปล่อยให้คนไข้เข้าใจผิด แต่เสียงเครื่องมอนิเตอร์ที่เริ่มถี่ขึ้นทำให้เธอไม่มีเวลาคิดมากนัก ชีวิตและความสงบของคนไข้ตรงหน้าสำคัญกว่าความถูกต้องสมบูรณ์แบบในวินาทีนั้น
“มินไม่ไปไหนค่ะ คุณหญิงพักก่อนนะคะ มินจะอยู่ตรงนี้จนกว่าคุณหญิงจะหลับ” มินตราตัดสินใจพูดเพียงเท่านั้น ไม่ยอมรับเต็มปากว่าเป็นลูกสะใภ้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธจนคนไข้ตื่นตกใจ
สีหน้าคุณหญิงภาวินีค่อย ๆ คลายลง ราวกับคำสัญญาสั้น ๆ นั้นเป็นยาที่ทำให้หัวใจอ่อนล้าได้พัก เธอจับมือมินตราแน่นขึ้นแล้วหลับตาลงช้า ๆ
“ลูกชื่ออะไรนะ แม่จำไม่ค่อยได้ ช่วงนี้แม่ลืมง่ายเหลือเกิน แม่กลัวว่าสักวันจะลืมหน้าปรินทร์ด้วย” คนป่วยถามเสียงแผ่ว
“มินตราค่ะ เรียกมินก็ได้ค่ะ” มินตราตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสาร
“มิน... ชื่อเพราะจัง เหมาะกับคนใจดีอย่างลูก” คุณหญิงภาวินีพึมพำ ดวงตาที่ปิดอยู่มีน้ำตาซึมออกมาอีกครั้ง “ปรินทร์เป็นคนดื้อ เป็นคนใจแข็ง แต่ลูกอย่าเพิ่งเกลียดเขานะ เขาเคยเป็นเด็กอ่อนโยนมาก เพียงแต่ชีวิตทำให้เขาต้องแข็งกระด้าง แม่เลี้ยงเขาไม่ดีพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาถึงไม่ค่อยยิ้มให้ใครแล้ว”
มินตรามองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสูงวัยด้วยหัวใจอ่อนยวบ เธอไม่รู้ว่าปรินทร์คือใคร แต่จากน้ำเสียงของคนเป็นแม่ เธอสัมผัสได้ว่าชื่อนั้นคือทั้งความรัก ความหวัง และความเจ็บปวดทั้งหมดในชีวิตของผู้หญิงคนนี้
“คนที่ยิ้มยากไม่ได้แปลว่าไม่มีหัวใจนะคะ บางทีเขาอาจแค่ลืมวิธีแสดงออกว่ารักใครสักคนก็ได้ค่ะ” มินตราพูดออกไปอย่างไม่รู้ตัว เพราะในชีวิตของเธอเองก็เคยพบคนที่แสดงความรักไม่เก่งมาก่อน
“ลูกพูดเหมือนรู้จักเขาดีเลย” คุณหญิงภาวินีลืมตาขึ้นมามองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนแรง
มินตราชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มให้คนไข้ด้วยความระมัดระวัง
“มินไม่ได้รู้จักคุณปรินทร์หรอกค่ะ แต่มินเคยดูแลคนไข้หลายคน บางคนบอกรักลูกไม่เป็น บางคนดุลูกทั้งที่ใจเป็นห่วง บางคนร้องไห้ทุกคืนเพราะคิดถึงครอบครัว แต่พอครอบครัวมาเยี่ยมกลับทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร มินเลยคิดว่า บางทีหัวใจคนเราอาจมีวิธีซ่อนความรักไม่เหมือนกันค่ะ” เธออธิบายยาวขึ้น เพื่อให้คนไข้ค่อย ๆ จดจ่อกับเสียงของเธอแทนความกลัวในใจ
คุณหญิงภาวินีนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ลมหายใจที่เคยถี่เริ่มช้าลง เครื่องมอนิเตอร์กลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอกว่าเดิม พยาบาลที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ เงียบ ๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เล่านิทานให้แม่ฟังหน่อยได้ไหม ตอนปรินทร์ยังเล็ก แม่เคยเล่านิทานให้เขาฟังทุกคืน แต่พอโตขึ้น เขาก็บอกว่านิทานไม่มีประโยชน์กับชีวิตจริง” คุณหญิงภาวินีเอ่ยด้วยรอยยิ้มเศร้าจาง ๆ
มินตราหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกจากกระเป๋า เธอเปิดหน้ากระดาษที่มีเรื่องเล่าสั้น ๆ ซึ่งเธอแต่งไว้สำหรับคนไข้สูงวัยโดยเฉพาะ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่นิทานเด็กหวานเลี่ยน แต่เป็นเรื่องเล่าที่มีความหมายต่อคนที่ผ่านชีวิตมายาวนาน
“ได้ค่ะ มินจะเล่าเรื่องดอกไม้ที่รอแสงอาทิตย์นะคะ” เธอบอกเสียงอ่อนโยน แล้วเริ่มอ่านด้วยจังหวะช้า ๆ
น้ำเสียงของมินตราไหลไปในห้องเงียบ ๆ เหมือนลำธารเล็กในคืนฝนพรำ เธอเล่าเรื่องดอกไม้ดอกหนึ่งที่เคยคิดว่าตัวเองถูกลืม เพราะแสงอาทิตย์ไม่เคยส่องถึงมุมสวนที่มันอยู่ แต่แท้จริงแล้ว แสงอาทิตย์ไม่ได้ลืม เพียงแต่เมฆฝนบดบังไว้นานเกินไป ดอกไม้จึงต้องอดทนรอจนถึงวันที่ฟ้าเปิด
ขณะฟัง คุณหญิงภาวินีหลับตาลงช้า ๆ รอยย่นบนหน้าผากคลายออกทีละน้อย มือที่จับมือมินตราอยู่ยังไม่ยอมปล่อย แต่แรงบีบอ่อนลงจนคล้ายเพียงต้องการยึดเหนี่ยวกับความอบอุ่นเล็ก ๆ เท่านั้น
มินตราอ่านต่อจนจบ แล้วนั่งเงียบอยู่อีกพักใหญ่เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้หลับสนิท ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออก ประตูห้องพักก็ถูกผลักเปิดอย่างแรง
ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นฝนและความเย็นจากภายนอก ใบหน้าหล่อจัดเคร่งขรึมจนเกือบดุ ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มมองตรงมายังเตียงคนไข้ ก่อนหยุดที่มือของมินตราซึ่งยังถูกคุณหญิงภาวินีจับไว้แน่น วินาทีนั้น บรรยากาศในห้องเหมือนลดต่ำลงอย่างน่าประหลาด
“คุณเป็นใคร” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้น ไม่ดังมาก แต่เย็นจัดจนมินตรารู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งแตะหลังคอ
มินตรารีบลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่เพราะคุณหญิงภาวินียังจับมือเธออยู่ เธอจึงไม่อาจถอยห่างได้ทันที
“มินตราค่ะ เป็นคนดูแลผู้ป่วยพิเศษที่ถูกเรียกมา tonight... เอ่อ คืนนี้ค่ะ” เธอรีบแก้คำพูดเพราะความตกใจ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ
ดวงตาของชายตรงหน้าไม่อ่อนลงเลยแม้แต่นิด เขาก้าวเข้ามาใกล้เตียงช้า ๆ ทุกก้าวเต็มไปด้วยอำนาจและความไม่ไว้วางใจ
“ใครอนุญาตให้คุณจับมือแม่ผม” เขาถามเสียงเรียบ แต่คำว่าแม่ผมทำให้มินตราเข้าใจทันทีว่าชายคนนี้คือปรินทร์ คนที่คุณหญิงภาวินีเรียกหาทั้งคืน
“คุณหญิงมีอาการตื่นตกใจค่ะ มินขออนุญาตท่านก่อนแล้ว และท่านก็จับมือมินไว้เอง มินไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินนะคะ” มินตราอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุด แม้จะรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกตัดสินโดยยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจง
“แม่ผมมีภาวะความทรงจำสับสนเป็นช่วง ๆ ท่านอาจพูดหรือเข้าใจอะไรผิดได้ง่าย คนที่ทำงานกับผู้ป่วยควรรู้ว่าไม่ควรเล่นตามอาการหลงผิดของคนไข้” ปรินทร์พูดอย่างเฉียบคม สายตาเขากวาดมองสมุดบันทึกบนตักเธอ ก่อนกลับมาจ้องหน้าเธออีกครั้ง
“มินไม่ได้เล่นตามค่ะ มินแค่พยายามทำให้คุณหญิงสงบ เพราะเมื่อครู่อัตราการเต้นของหัวใจและความดันแกว่งมาก ถ้ามินปฏิเสธแรง ๆ ท่านอาจตกใจมากกว่าเดิม” มินตราพยายามอธิบายยาวขึ้น เพราะไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด
ปรินทร์แค่นหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้นเลย
“คุณคิดว่าตัวเองเข้าใจอาการของแม่ผมดีกว่าทีมแพทย์อย่างนั้นหรือ” เขาถามพลางยืนกอดอก สีหน้าเย็นชาเหมือนหมอกที่จับตัวหนาในคืนฝน
มินตราหน้าเสียเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมให้เสียงตัวเองสั่น
“มินไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ คุณหมอ มินรู้ว่ามินไม่ใช่แพทย์ และไม่มีความรู้มากพอจะรักษาใคร แต่มินรู้ว่าคนไข้กำลังกลัว และบางครั้งคนกลัวก็ต้องการใครสักคนจับมือไว้เท่านั้นเองค่ะ” เธอตอบออกไป ตรง ๆ ด้วยความจริงใจคำตอบนั้นทำให้ปรินทร์นิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที แต่ความแข็งกระด้างในแววตาไม่ได้ลดลง ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งคมขึ้นคล้ายเขาไม่ชอบถูกผู้หญิงตรงหน้าทำให้รู้สึกอะไรบางอย่าง
“คำพูดแบบนี้ใช้ได้ผลกับคนไข้สูงวัยหลายคนสินะ ความอ่อนโยน เสียงนุ่ม ๆ นิทานสั้น ๆ แล้วก็การจับมือให้เหมือนเป็นคนในครอบครัว” เขาพูด ช้า ๆ แต่ทุกคำเหมือนตั้งใจทิ่มแทง “บางคนอาจใช้ความสงสารเป็นบันไดไต่ขึ้นมาในชีวิตได้เก่งกว่าที่คิด”
มินตรารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าโดยไม่มีมือ เธอได้ยินเสียงพยาบาลที่ยืนอยู่มุมห้องสูดลมหายใจอย่างตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าแทรกบทสนทนาของคุณหมอ ปรินทร์ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดังของโรงพยาบาล
“คุณหมอกำลังกล่าวหามินแรงเกินไปนะคะ” มินตราพูดเสียงเบาลง แต่ดวงตาหวานที่เคยอ่อนโยนเริ่มมีประกายเจ็บปวด “มินมาที่นี่เพราะได้รับแจ้งให้มาดูแลคนไข้ ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าคุณหญิงเป็นคุณแม่ของคุณหมอ และไม่เคยคิดใช้ความสงสารของใครเป็นบันไดอะไรทั้งนั้นค่ะ”
“คนที่คิดจะทำ มักพูดแบบนี้ทุกคน” ปรินทร์ตอบทันทีโดยไม่เว้นช่องให้เธอหายใจ
มินตรากำมือข้างที่ว่างแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เธออยากเดินออกไปจากห้องนี้ทันที อยากบอกเขาว่าความใจร้ายของเขาไม่สมควรได้รับความสุภาพจากเธอแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อก้มลงมองมือเย็น ๆ ของคุณหญิงภาวินีที่ยังจับเธออยู่ เธอก็จำต้องกลืนความเจ็บลงไป
“ถ้าคุณหมอไม่สบายใจ มินจะออกไปค่ะ แต่ขอให้คุณหญิงหลับสนิทกว่านี้อีกสักครู่ได้ไหมคะ ถ้ามินดึงมือออกตอนนี้ ท่านอาจตื่นขึ้นมาอีก” มินตราพูดด้วยความอดทน เธอไม่เถียงเพื่อตัวเองอีก แต่ยังคำนึงถึงคนไข้ตรงหน้าเป็นอันดับแรก
ปรินทร์มองมือนั้นอีกครั้ง สายตาของเขามีประกายบางอย่างที่อ่านยาก อาจเป็นความไม่พอใจ อาจเป็นความหึงหวงในฐานะลูกชาย หรืออาจเป็นความเจ็บที่เห็นแม่ยึดมือคนแปลกหน้าแน่นกว่าที่เคยยึดมือเขาในระยะหลัง
“ผมจะอยู่เอง คุณหมดหน้าที่แล้ว” เขาพูดตัดบท แล้วก้าวเข้ามาใกล้เตียง
มินตราจำใจค่อย ๆ แกะนิ้วคุณหญิงภาวินีออกจากมือของตนอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่เพียงเธอขยับ คนป่วยก็สะดุ้งเล็กน้อยและพึมพำทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“มิน... ลูกอย่าเพิ่งไป... อยู่กับแม่ก่อน...” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่ชัดเจนพอให้ทั้งห้องได้ยิน
มินตราหยุดนิ่งทันที หัวใจเธอปวดหนึบ ส่วนปรินทร์ยืนนิ่งเหมือนถูกประโยคนั้นแทงเข้าตรงที่ลึกที่สุดในใจ
เขากลับบ้านดึกแทบทุกคืน ผ่าตัด ช่วยชีวิตคนไข้ ประชุม วางแผนงาน และบอกตัวเองเสมอว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อแม่ แต่ในคืนที่แม่หวาดกลัวที่สุด คนที่แม่เรียกหาและจับมือไว้กลับเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้
“คุณหญิงคะ มินอยู่ตรงนี้ค่ะ มินไม่ได้ไปไหนนะคะ คุณหญิงนอนพักก่อน เดี๋ยวคุณหมอปรินทร์จะอยู่เป็นเพื่อนคุณหญิงเองค่ะ” มินตราก้มลงพูดใกล้ ๆ คนไข้ด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“ปรินทร์...” คุณหญิงภาวินีพึมพำชื่อนั้นเบา ๆ น้ำตาซึมออกจากหางตาทั้งที่ยังหลับ “ลูกชายแม่... อย่าใจร้ายกับตัวเองนักเลย...” ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันขึ้นกว่าเดิม มินตราเผลอเงยหน้ามองชายตรงหน้า เห็นเพียงกรามแกร่งที่ขบแน่นและแววตาเย็นชาที่เหมือนพยายามกักอะไรบางอย่างไว้ภายใน แต่เพียงครู่เดียว ปรินทร์ก็กลับมาเป็นผู้ชายคนเดิมที่เธอเพิ่งรู้จัก ผู้ชายที่ใช้ความเย็นชาเป็นเสื้อเกราะหนาแน่น
“ออกไปได้แล้ว” เขาพูดโดยไม่มองหน้าเธอ
มินตราชะงักกับน้ำเสียงนั้น แต่สุดท้ายก็พยักหน้า ช้า ๆ เธอวางมือคุณหญิงภาวินีลงบนผ้าห่มอย่างทะนุถนอม ก่อนหยิบสมุดบันทึกและกระเป๋าขึ้นมา
“ถ้าคุณหญิงตื่นแล้วตกใจ ให้เปิดไฟหัวเตียงไว้ครึ่งหนึ่งนะคะ ท่านกลัวความมืด และถ้าท่านหายใจถี่ ให้พูดช้า ๆ อย่าขัดทันทีเวลาท่านเรียกหาใคร เพราะยิ่งปฏิเสธแรง ท่านยิ่งตื่นกลัวค่ะ” มินตราบอกด้วยความเป็นห่วง แม้รู้ว่าเขาอาจไม่อยากฟัง
ปรินทร์หันมามองเธออย่างเย็นชา“ผมเป็นหมอ ผมรู้วิธีดูแลแม่ตัวเอง” เขาตอบเสียงเรียบ
มินตราเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนก้มศีรษะอย่างสุภาพอีกครั้ง
“ค่ะ มินขอโทษที่พูดมากเกินไป” เธอกล่าวเสียงเบา แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองอีก
ทันทีที่ประตูปิดลง ความเข้มแข็งซึ่งเธอฝืนประคองไว้ต่อหน้าคนอื่นก็สั่นคลอน มินตรายืนพิงผนังทางเดิน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกักน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอถูกดูถูกมาหลายครั้งในชีวิต ถูกมองว่าเป็นผู้หญิงจน ๆ ที่ต้องรับจ้างดูแลคนอื่น ถูกมองว่าไม่มีทางเลือก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ถ้อยคำไม่กี่ประโยคจะเจ็บเท่าคืนนี้ บางทีอาจเป็นเพราะเธอเพิ่งให้ความจริงใจกับคนไข้คนหนึ่งไปเต็มหัวใจ แล้วถูกลูกชายของคนไข้มองว่าความจริงใจนั้นเป็นเล่ห์เหลี่ยม
“คุณมินตราคะ” พยาบาลเวรเดินตามออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “ดิฉันขอโทษแทนคุณหมอด้วยนะคะ ท่านอาจเครียดเรื่องคุณแม่มากไปหน่อย ปกติคุณหมอปรินทร์ก็... เอ่อ... เป็นคนพูดตรงค่ะ” มินตราฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ยังเจ็บในอก
“ไม่เป็นไรค่ะ มินเข้าใจ คนในครอบครัวป่วยหนัก ใครก็คงเครียดได้ทั้งนั้น” เธอตอบอย่างใจเย็น เพราะไม่อยากให้พยาบาลต้องอึดอัดไปด้วย
“แต่เมื่อกี้คุณช่วยคุณหญิงไว้มากจริง ๆ นะคะ ก่อนคุณมา ท่านไม่ยอมให้ใครแตะตัวเลย ความดันขึ้นจนพวกเรากลัวมาก” พยาบาลพูดด้วยความจริงใจ
“แค่ท่านสงบลงก็ดีแล้วค่ะ” มินตราตอบสั้น ๆ พลางยกมือเช็ดหยดน้ำฝนที่ยังเกาะปลายผม ทั้งที่ความจริงมันอาจปนกับหยดน้ำตาที่เธอไม่อยากยอมรับ
เธอเดินลงลิฟต์ไปยังชั้นล่างของโรงพยาบาลด้วยหัวใจหนักอึ้ง กระจกในลิฟต์สะท้อนใบหน้าหวานซีดเซียวของตัวเอง ดวงตาของเธอมีร่องรอยความเหนื่อยล้าเกินวัยยี่สิบหกปี ชีวิตไม่ได้ใจดีกับเธอนัก ตั้งแต่พ่อแม่จากไป เธอต้องกลายเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ดูแลน้องชายที่ป่วยเรื้อรัง รับงานทุกอย่างที่สุจริตเพื่อประคองชีวิตไว้ และคืนนี้ เธอก็เพิ่งถูกชายคนหนึ่งสรุปคุณค่าของเธอด้วยความระแวงในเวลาไม่ถึงสิบนาที
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีที่เธอก้าวออกจากลิฟต์ มินตราหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อโรงพยาบาลอีกแห่งซึ่งเป็นสถานที่รักษาน้องชายปรากฏบนหน้าจอ หัวใจเธอกระตุกแรงกว่าตอนเผชิญหน้ากับปรินทร์เสียอีก
“สวัสดีค่ะ มินตราพูดค่ะ” เธอรับสายด้วยเสียงที่พยายามไม่สั่น
“คุณมินตราใช่ไหมคะ ทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งเรื่องค่ายาและค่ารักษาของคุณเมธาวินนะคะ แพทย์เจ้าของไข้ประเมินว่ารอบนี้จำเป็นต้องใช้ยาตัวใหม่ต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่อนข้างสูง และต้องชำระงวดแรกภายในสามวันค่ะ” เสียงเจ้าหน้าที่ปลายสายแจ้งอย่างสุภาพ แต่ทุกคำเหมือนก้อนหินถ่วงลงกลางอก
มินตราหยุดเดินอยู่กลางโถงโรงพยาบาล แสงไฟสีขาวส่องลงมาบนใบหน้าที่ซีดลงทันตา
“ประมาณเท่าไรคะ” เธอถามเบามาก เบาจนแทบไม่ใช่เสียงของตัวเอง
เมื่อได้ยินตัวเลขจากปลายสาย โลกทั้งใบของมินตราเหมือนเงียบไปชั่วขณะ เสียงฝน เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงคนเดินผ่าน ล้วนเลือนหาย เหลือเพียงตัวเลขที่สูงเกินกว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะหามาได้ในสามวัน
“ค่ะ... มินจะพยายามค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” เธอพูดอย่างสุภาพจนจบสาย ทั้งที่มือเย็นเฉียบและหัวใจสั่นไหวราวกับกำลังจะหลุดออกจากอก
หลังวางสาย มินตราเดินไปนั่งที่เก้าอี้มุมหนึ่งของโถงรับรอง เธอมองออกไปนอกกระจก เห็นสายฝนไหลเป็นทางยาวเหมือนม่านน้ำตาของฟ้า ความอ่อนแอที่เธอเก็บไว้ทั้งคืนเริ่มร้าวออกทีละน้อย
“วินต้องไม่เป็นอะไรนะ พี่จะหาเงินให้ได้ พี่สัญญา” เธอกระซิบกับตัวเอง พลางกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาว
ในเวลาเดียวกัน ชั้นผู้ป่วยพิเศษด้านบน ปรินทร์ วรเศรษฐ์ นั่งอยู่ข้างเตียงมารดา เขาเปลี่ยนจากสูทเปียกฝนมาเป็นเสื้อกาวน์สีขาวที่พยาบาลนำมาให้ ท่าทางของเขากลับสู่ความนิ่งสงบเหมือนทุกครั้งที่อยู่ในโรงพยาบาล ทว่าดวงตาคมยังคงจับจ้องมือของแม่ที่วางอยู่บนผ้าห่ม มือข้างนั้นเพิ่งจับมือผู้หญิงแปลกหน้าไว้แน่น แน่นกว่าที่เคยจับมือเขาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
“มิน...” คุณหญิงภาวินีพึมพำขึ้นอีกครั้งหลังจากหลับไปได้ไม่นาน
ปรินทร์เงยหน้าทันที“แม่ครับ ผมอยู่ตรงนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าตอนคุยกับมินตรามาก
คุณหญิงภาวินีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตายังพร่าเลือน ครั้นเห็นใบหน้าลูกชาย เธอก็ยิ้มทั้งน้ำตา
“ปรินทร์... ลูกพาเธอกลับมาหาแม่แล้วใช่ไหม ลูกสะใภ้ของแม่... หนูมินใจดีมาก แม่ชอบเธอ” คนเป็นแม่พูดอย่างอ่อนแรง แต่ทุกคำทำให้หัวใจของปรินทร์หนักอึ้ง
“เธอไม่ใช่ลูกสะใภ้ของแม่ครับ แม่เข้าใจผิด” เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น แม้ในใจจะมีความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง
สีหน้าคุณหญิงภาวินีเปลี่ยนไปทันที ความสุขเล็ก ๆ เมื่อครู่แตกสลายเหมือนแก้วบาง ๆ
“ไม่ใช่เหรอ... แล้วปรินทร์จะปล่อยให้แม่รอไปถึงเมื่อไร ลูกไม่อยากมีใครเลยใช่ไหม ลูกไม่อยากให้แม่เห็นว่าลูกมีคนรักก่อนแม่ตายใช่ไหม” เสียงของหญิงสูงวัยเริ่มสั่น อัตราการเต้นหัวใจบนจอขยับสูงขึ้นอีกครั้ง
“แม่ครับ อย่าพูดแบบนั้น” ปรินทร์รีบจับมือแม่ แต่คุณหญิงภาวินีกลับหันหน้าหนี น้ำตาไหล เงียบ ๆ
“แม่ไม่ได้อยากบังคับลูก แม่แค่อยากเห็นลูกไม่โดดเดี่ยว แม่กลัวว่าถ้าวันหนึ่งแม่ไม่อยู่ ลูกจะเหลือแต่โรงพยาบาล เหลือแต่คนไข้ เหลือแต่มีดผ่าตัด แต่ไม่มีใครกอดลูกในวันที่ลูกเจ็บ” คุณหญิงภาวินีพูดยาวจนเหนื่อย หายใจสะดุดเป็นช่วง ๆ
ปรินทร์กดเรียกพยาบาลทันที สีหน้าที่เคยนิ่งเริ่มมีรอยกังวลชัดเจน เมื่อพยาบาลเข้ามาประเมินอาการ ทุกอย่างในห้องก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง
“คุณหมอคะ ความดันท่านขึ้นอีกแล้วค่ะ” พยาบาลรายงานอย่างระมัดระวัง
ปรินทร์ยืนตัวตรง มองตัวเลขบนจอด้วยแววตาแข็งเครียด ทว่าลึกลงไปมีความกลัวซ่อนอยู่ ความกลัวที่เขาไม่เคยยอมรับต่อหน้าใคร
“ให้ยาตามแผนเดิม แล้วตามหมอเวรหัวใจขึ้นมาดูอีกครั้ง” เขาสั่งเสียงเรียบ แต่นิ้วที่กำปลายเตียงกลับแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดขึ้น
คุณหญิงภาวินียังคงพร่ำเรียกชื่อมินตราเบา ๆ ระหว่างที่พยาบาลดูแลอาการ ปรินทร์ยืนฟังด้วยหัวใจที่ค่อย ๆ ถูกบีบรัดอย่างประหลาด เขาไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น ไม่ชอบสายตาอ่อนโยนที่ทำให้แม่สงบได้ง่ายเกินไป ไม่ชอบน้ำเสียงนุ่มนวลที่เหมือนเข้าใจคนเจ็บป่วยมากกว่าเขา ทั้งที่เขาเป็นหมอ ไม่ชอบความรู้สึกพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นแม่เรียกหาผู้หญิงคนนั้นแทนที่จะเรียกหาเขา แต่ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบมากแค่ไหน ความจริงตรงหน้าก็ปฏิเสธไม่ได้ มินตรา ทำให้แม่ของเขาสงบได้ และตอนนี้แม่ของเขากำลังทรุดเพราะเธอไม่อยู่
เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา อาการของคุณหญิงภาวินีจึงค่อย ๆ คงที่อีกครั้ง ปรินทร์เดินออกจากห้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด พยาบาลเวรรีบตามออกมารายงานข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมินตราอย่างละเอียด ทั้งเวลาที่ถูกเรียกมา วิธีที่เธอปลอบคนไข้ และข้อเท็จจริงที่ว่าเธอไม่ได้รู้มาก่อนว่าคุณหญิงเป็นแม่ของเขา
“ดิฉันคิดว่าคุณมินตราทำดีที่สุดแล้วค่ะคุณหมอ ถ้าเธอไม่ช่วยคุยให้ คุณหญิงอาจตื่นตกใจนานกว่านั้น” พยาบาลพูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ปรินทร์เงียบไปนาน ก่อนถามเสียงต่ำ
“เธอยังอยู่ในโรงพยาบาลไหม”
“น่าจะเพิ่งลงไปข้างล่างค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าออกไปหรือยัง” พยาบาลตอบ
ปรินทร์ไม่พูดอะไรต่อ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาผู้ช่วยส่วนตัวทันที
“หาข้อมูลผู้หญิงชื่อมินตรา สิริกานต์ คนที่รับงานดูแลผู้ป่วยพิเศษคืนนี้ให้ผม” เขาสั่งเสียงเรียบ
ปลายสายตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่ปรินทร์ยังไม่วางสายทันที เขาหันไปมองประตูห้องพักของแม่อีกครั้ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นลง
“ผมต้องการรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำงานกับใคร มีปัญหาอะไรอยู่ และทำไมแม่ผมถึงติดเธอมากขนาดนั้น”
เมื่อวางสาย ปรินทร์ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องของมารดา ภาพหญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีครีมเปียกฝน นิด ๆ ดวงตาหวานที่เจ็บแต่ยังพยายามสุภาพย้อนกลับเข้ามาในความคิดโดยไม่ทันตั้งตัว
เขาควรลืมเธอไปเหมือนคนรับจ้างทั่วไป
แต่เสียงแม่ที่เรียกหา “มิน” ยังดังอยู่ในหู และความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ใต้ตึกโรงพยาบาล มินตราเดินฝ่าสายฝนออกไปยังป้ายรถโดยสารหน้าอาคาร เธอไม่มีเงินมากพอจะเรียกรถกลับบ้านในคืนนี้ เพราะทุกบาทในกระเป๋าต้องเก็บไว้ให้น้องชาย เธอกอดกระเป๋าผ้าแนบอก ปล่อยให้ละอองฝนเปียกผมและใบหน้าโดยไม่สนใจ
คืนนี้เธอช่วยคนไข้คนหนึ่งไว้ แต่กลับถูกลูกชายของคนไข้มองว่าเป็นผู้หญิงฉวยโอกาส คืนนี้เธอได้รับรู้ว่าค่ารักษาน้องชายสูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง คืนนี้โลกทั้งใบเหมือนกำลังบอกเธอว่า ความอ่อนโยนไม่เคยปกป้องใครจากความโหดร้ายของชีวิตได้จริง
ทว่ามินตรายังยืนอยู่ตรงนั้น ยังหายใจ ยังไม่ยอมทรุดลงไปกับพื้น เธอยกมือปาดน้ำฝนออกจากแก้ม สูดลมหายใจลึก แล้วบอกตัวเองว่าเธอต้องผ่านไปให้ได้เหมือนทุกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า อีกไม่นาน ผู้ชายที่เพิ่งทำร้ายเธอด้วยถ้อยคำเย็นชาจะกลับเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะหมอเจ้าของคนไข้
ไม่ใช่ในฐานะลูกชายของคุณหญิงภาวินี แต่ในฐานะผู้ชายที่จะยื่นข้อเสนออันโหดร้ายที่สุดให้เธอ ข้อเสนอที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล
บทล่าสุด
#82 บทที่ 82 ตอนที่ 82 รักไม่เคยน้อยลง
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#81 บทที่ 81 ตอนที่ 81 คำสัญญาของพ่อ
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#80 บทที่ 80 ตอนที่ 80 เหมือนจับหัวใจคนออกมาวาง
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#79 บทที่ 79 ตอนที่ 79บ้านภาวินีและคนไข้หัวใจดื้อ
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#78 บทที่ 78 ตอนที่ 78 สัญญาฉบับนี้
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#77 บทที่ 77 ตอนที่ 77 บ้านหลังเก่าและหน้ากระดาษที่หายไป
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#76 บทที่ 76 ตอนที่ 76 พื้นที่เยียวยาหัวใจ
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#75 บทที่ 75 ตอนที่ 75 รอยแผลเป็น
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#74 บทที่ 74 ตอนที่ 74 ยอมรับชะตากรรม
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026#73 บทที่ 73 ตอนที่ 73 จดหมายจากคุณย่าที่น้องพายอ่านไม่ออก
อัปเดตล่าสุด: 8/14/2026
คุณอาจชอบ 😍
คุณหมอโหด ในโหมดหวงรัก
“ก็เอาสิ ผมก็มานี่แล้วไง ตายให้ผมดูสิ”
"ภูวินทร์" แม้จะเป็นศัลยแพทย์ แต่เขากลับเย็นชาและโหดเหี้ยมกว่าที่ใคร ๆ คิดเอาไว้
“ในเมื่อวันนี้คุณหมอไม่พร้อม ก็ยกเลิกงานหมั้นวันนี้ไปเถอะค่ะ ฉันไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นกับพวกคุณนะคะ”
"ศินีนารถ" ฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของคู่หมั้น หลังจากที่เขาปล่อยให้งานหมั้นวุ่นวาย เพียบตบเดียวจากเธอ ถึงกับเรียกสติของเขากลับมาทันที
“ไม่ได้ครับ! ผมไม่มีทางยกเลิกงานหมั้นนี้ ผมจะไปคุยกับเธอเอง"
แม้งานหมั้นจะผ่านไปได้วยดี แต่ทว่า.... ทุกอย่างไม่ได้ง่ายแบบนั้น
ทั้งเรื่องมือที่สาม และความไม่เข้าใจกัน ความดื้อดึงของเธอ เจอกับความเย็นชา เผด็จการและดุดันของเขา
เปลี่ยนคนที่โหดอย่างเขา กลายเป็นเริ่มคลั่งรักเธอ เริ่มขาดไม่ได้ และตามมาด้วยความหึงหวง
ซึ่งเป็นความหึงแบบไม่ธรรมดา ในเมื่อเขาคือ "สายโหด" ความขี้หึง ก็ต้อง "หึงโหด" เช่นกัน
"คู่หมั้นก็ถือเป็นสามีไปแล้วครึ่งหนึ่ง บอกมาว่ามันเป็นใคร แล้วให้มันแตะต้องตรงไหนบ้าง คืนนี้ผมจะลบออกไปให้หมด แล้วอย่าได้ให้ผู้ชายคนอื่นแตะต้องอีก คุณเป็นของผมคนเดียวเข้าใจมั้ย!"
"หมอคะคุณใจเย็น ๆ ก่อน อ๊าา!!!"
"คืนนี้ต่อให้ร้องขอชีวิต ก็อย่าคิดจะคลานลงจากเตียงนี้ไปได้เลย!"
บ่วงรักกับดักแค้น
เมื่อรักแรกที่จบลงด้วยการทรยศอย่างเลือดเย็น กลับวนมาเจอกันอีกครั้งในสถานะประธานบริหารคนใหม่กับพนักงานขายตัวท็อป ภีม (ภีมากร) กลับมาพร้อมความเย็นชาและแผนการทำลายชีวิตคนที่เคยทิ้งเขาไป ขณะที่พริก (พริมา) ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับการกลั่นแกล้ง เพราะความลับที่เธอซ่อนไว้ในอดีตนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
หลังคืนหนึ่งกับอัลฟ่า
ฉันคิดว่าฉันกำลังรอคอยความรัก แต่กลับกลายเป็นว่าฉันถูกอสูรร้ายย่ำยี
โลกของฉันควรจะเบ่งบานในเทศกาลคืนจันทร์เต็มดวงที่อ่าวมูนเชด แชมเปญซาบซ่านอยู่ในสายเลือด ห้องพักในโรงแรมที่จองไว้เพื่อให้ฉันกับเจสันได้ข้ามเส้นความสัมพันธ์นั้นเสียทีหลังจากรอมาสองปี ฉันสวมชุดชั้นในลูกไม้ตัวสวย แง้มประตูทิ้งไว้ แล้วเอนกายลงบนเตียง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า
แต่ชายที่ปีนขึ้นมาบนเตียงของฉันไม่ใช่เจสัน
ภายในห้องที่มืดสนิท อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรงชวนมึนหัว ฉันรู้สึกถึงมือคู่หนึ่ง...ร้อนรุ่มและเร่งเร้า...ที่ลูบไล้แผดเผาผิวของฉัน แก่นกายร้อนผ่าวที่กำลังตุบๆ ของเขากดเบียดอยู่กับความอ่อนนุ่มที่เปียกชื้นของฉัน และก่อนที่ฉันจะทันได้อ้าปากคราง เขาก็กระแทกกายเข้ามาอย่างแรง ฉีกกระชากความบริสุทธิ์ของฉันอย่างไร้ความปรานี ความเจ็บปวดแผดเผาไปทั่ว ช่องทางของฉันบีบรัดแน่นขณะที่ฉันจิกเล็บลงบนบ่าที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กของเขา พยายามกลั้นเสียงสะอื้น เสียงเฉอะแฉะดังก้องไปกับทุกจังหวะการสอดใส่ที่รุนแรง ร่างกายของเขาโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้งจนกระทั่งเขากระตุกเกร็ง ปลดปล่อยความอุ่นร้อนเข้ามาลึกล้ำในตัวฉัน
“สุดยอดไปเลยค่ะ เจสัน” ฉันเปล่งเสียงออกไปอย่างยากลำบาก
“เจสันคือใครวะ”
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ แสงไฟสาดส่องใบหน้าของเขา—แบรด เรย์น อัลฟ่าแห่งฝูงมูนเชด เป็นคนหมาป่า ไม่ใช่แฟนของฉัน ความหวาดผวาจุกอยู่ที่ลำคอเมื่อฉันตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
ฉันวิ่งหนีสุดชีวิต!
แต่หลายสัปดาห์ต่อมา ฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับทายาทของเขาในครรภ์!
ว่ากันว่าดวงตาสองสีของฉันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าฉันคือ ‘ทรูเมท’ ที่หาได้ยาก แต่ฉันไม่ใช่หมาป่า ฉันเป็นแค่แอล คนธรรมดาจากเขตมนุษย์ ที่ตอนนี้ต้องมาติดอยู่ในโลกของแบรด
สายตาเย็นชาของแบรดตรึงฉันไว้ “ในตัวเธอมีสายเลือดของข้า เธอเป็นของข้า”
ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมรับกรงขังนี้ ร่างกายของฉันเองก็ทรยศ มันกลับโหยหาสัตว์ร้ายที่ทำลายชีวิตฉัน
คำเตือน: เหมาะสำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป
คลั่งรักเมียแต่ง
คำโปรย
เมื่อเขาและเธอต้องมาอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันในฐานะสามีภรรยา เขาเป็นคนพูดน้อยแถมยังดุ จึงทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและน้อยใจอยู่บ่อยๆ
แนะนำตัวละคร
ภูวดล หรือ คุณภูมิ อายุ 32 ปี
เจ้าของสวนองุ่นขนาดใหญ่ เขาหล่อ ทำงานเก่ง พูดน้อย ดุ ชอบทำหน้าเข้ม จนเธอรู้สึกอึดอัด
รัตติกาล หรือ เจ้าขา อายุ 23 ปี
ลูกสาวร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด เธอสวย แต่งตัวแซ่บ ขี้น้อยใจ ชอบคิดเองเออเอง เพราะความอกหักจึงทำให้เธอเลือกที่จะประชด ตกลงรับคำแต่งงานกับใครที่ไหนก็ไม่รู้จัก ที่ผู้ใหญ่หาให้
@@@@@@
โรมานซ์ ฟีลกู๊ดเหมือนเดิม ไม่นอกกาย ไม่นอกใจ แต่เรื่องนี้พระเอกดุหน่อยนะคะโปรดทำใจก่อนอ่าน (แนวบ้านนอก)
เมื่อฉันทะลุมาเป็นบอดี้การ์ดสาวของนายมาเฟียจอมโหด!
..................................................................
พระเอก: ราฟาเอล มิลเลอร์
มาเฟียหน้าหล่อ แต่นิสัยโหด ไม่เคยได้รับบาดแผลใจอะไรในวัยเด็ก แต่กลับมีนิสัยบิดเบี้ยวอันน่ากลัว เพราะความทะนงตัวทำให้อยากได้อะไรก็ต้องได้ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ใครกล้าขัดใจมีอันต้องอันตรธานหายไปจากสายตา สุขุม ซ่อนความใจร้อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง แค่เพียงปรายตามองก็ทำเอาคนหายใจแทบไม่ออก
นางเอก: เกรซ โคปา (สีน้ำ)
บอดี้การ์ดสาวสวยฝีมือดี ถูกลักพาตัวมาฝึกเป็นทหารตั้งแต่เด็ก ถูกสอนให้ใช้อาวุธ เรียนศิลปะป้องกันตัว เรียนรู้การอารักขา และลอบฆ่า
นิสัย (เดิม) เงียบขรึม จริงจัง ทะเยอทะยาน
..................................................................
เรื่องย่อ
สีน้ำทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่อ่านอย่างเอาเป็นเอาตายหลังจากสอบเข้ามหาลัยเสร็จหมาด ๆ นิยายเรื่องที่เธออ่านก็คือ 'กรงขังของนายมาเฟีย' นิยายอีโรติกสิบแปดบวกที่พระเอกเป็นมาเฟียจอมยึดติด ราฟาเอล มิลเลอร์ มาเฟียจอมโหดเขาหลงรักนางเอกที่เป็นคนธรรมดา เขาถูกใจในหน้าตาสะสวยของนางเอกของเรื่องอย่าง นาตาลี ตั้งแต่แรกเห็น เขาตกหลุมรักนางเอกในเรื่องอย่างนาตาลีแบบหัวปักหัวปำ แต่เลือกที่จะเข้าหาอีกฝ่ายด้วยวิธีผิด ๆ ซึ่งตัวละครที่สีน้ำทะลุเข้ามาสวมร่างไม่ใช่นางเอก แต่ทว่ากลับเป็นนางร้าย!
แค้นรักเพลิงสวาท
ภาสกร&อัยรินทร์
นิยายซีรี่ส์ชุดทาสรักซานตาน ( เล่ม1 )
เธอหลอกเขา…เพื่อเงิน
เขาทำลายเธอ…เพื่อแค้น
เมื่อความลับถูกเปิดเผย ระหว่าง ภาสกร ซาตานในคราบนักธุรกิจ และ อัยรินทร์ หญิงสาวผู้ขายหัวใจแลกชีวิต ไฟรัก ไฟแค้น และไฟปรารถนากำลังจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้
“อย่าคิดหนี…เพราะซาตานอย่างฉัน จะลากเธอกลับมาชดใช้ทุกหยดน้ำตา!”
พี่ชายที่รัก
จนหัวใจและร่างกายของฉันมันบอบช้ำ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่รักดีเผลอรักพี่ชายคนนี้ จนหมดใจ
(เซ็ท Three Flags) อาณัติร้ายนายวิศวะ
เมื่อค่ำคืนที่แสนธรรมดา กลับกลายเป็นตราบาปที่ไม่อาจลบเลือน
'น้ำพิง' หญิงสาวสู้ชีวิตที่ดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ ตื่นขึ้นมาในสภาพเปลือยเปล่าบนเตียงเดียวกับ 'เรด' ทายาทเจ้าพ่อคาสิโนผู้ทรงอิทธิพล โดยที่ทั้งคู่ต่างถูกวางยา!
แต่โชคชะตากลับต้อนเธอให้จนมุม เมื่อรูปถ่ายหลุดว่อน และเรดปักใจเชื่อว่าเธอคือผู้หญิงหิวเงินที่จัดฉากเพื่อจับเขาหวังรวยทางลัด
เพื่อปกปิดข่าวฉาว ผู้ใหญ่จึงยื่นคำขาดให้ทั้งคู่ต้องรับบทแฟนกำมะลอ
สำหรับน้ำพิง... มันคือทางออกเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่สำหรับเรด... มันคือจุดเริ่มต้นของการจองจำและเอาคืน
เมียเด็กของท่านประธานร้ายรัก
เธอเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานธรรมดา ส่วนเขาคือท่านประธานผู้สูงส่ง เย็นชา และอันตรายเกินกว่าที่หัวใจดวงเล็ก ๆ ของเธอจะรับมือไหว
น้ำขิงไม่เคยคิดเลยว่า การเข้ามาฝึกงานในบริษัทวัฒนากร กรุ๊ป จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาลเพราะเพียงคืนเดียว...เธอกลายเป็นผู้หญิงของเขา
ภูริช วัฒนากร คือผู้ชายที่ใคร ๆ ก็เกรงกลัว
เขาร้าย เขาเย็นชา เขาไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร แต่กับเด็กฝึกงานตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ เขากลับทั้งหวง ทั้งหึง ทั้งร้ายกาจ และไม่ยอมปล่อยมือ
“เธอเป็นของฉัน น้ำขิง จำไว้ให้ดี”คำพูดของเขาเหมือนโซ่ตรวนผูกเธอไว้กับความรักที่ทั้งหวาน ทั้งเจ็บ และหนีไม่พ้น
ทว่าเมื่อความลับและคำกล่าวหาร้ายแรงถาโถมเข้ามาผู้ชายที่เคยกอดเธอแน่น กลับเป็นคนเดียวกันที่ทำให้เธอเจ็บจนแทบขาดใจ เธอไม่ได้ต้องการเงินของเขาไม่ได้ต้องการตำแหน่งเมีย ท่านประธาน เธอต้องการเพียงความเชื่อใจจากผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจแต่เมื่อเขาไม่ฟัง...เธอจึงเลือกจากไป
พร้อมหัวใจที่แตกสลาย และอีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ ที่เขายังไม่รู้ว่ามีอยู่จริง
ร้ายซ่อนรักฉบับโหด
เขา ริกกี้ ชีวิตที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ หัวหน้าทีม RED SUN ผู้ซ่อนรอยร้าวไว้ใต้ใบหน้าแสนเลือดเย็น ความหื่นร้ายของเขาสยบผู้หญิงได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้น...
ปัง!!
ใครจะคิดว่าในโลกนี้ยังมีคนโง่เอาตัวเข้าไปบังกระสุนให้คนอื่นโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ทว่า เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในวันนั้นกลับเป็นเหมือนด้ายแดงผูกโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน
เกิดใหม่: เทพธิดาแห่งการแก้แค้น
ฉันถูกทั้งคู่หมั้นและพี่สาวทรยศ
ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้น พวกเขาตัดแขนขาฉัน ตัดลิ้นฉัน มีเพศสัมพันธ์ต่อหน้าฉัน และฆ่าฉันอย่างโหดเหี้ยม!
ฉันเกลียดพวกเขาเหลือเกิน...
โชคดีที่โชคชะตาพลิกผัน ฉันได้เกิดใหม่อีกครั้ง!
ด้วยโอกาสครั้งที่สองในชีวิต ฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง และฉันจะได้เป็นราชินีแห่งวงการบันเทิง!
และฉันจะแก้แค้น!
คนที่เคยรังแกและทำร้ายฉัน ฉันจะชดใช้คืนให้พวกเขาเป็นสิบเท่า...
(อย่าเปิดนิยายเรื่องนี้โดยไม่ไตร่ตรอง ไม่งั้นคุณจะติดใจจนหยุดอ่านไม่ได้สามวันสามคืน...)













